ชลธิชา ชี้แรงงานต่างด้าวสำคัญ ผลักดันคุ้มครองสิทธิเท่าเทียม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๗

ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียม เพื่อรองรับบทบาทสำคัญของพวกเขาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธาน ปัจจุบันประเทศไทยเรามีแรงงาน ๓๘ ล้านคน แล้ววันนี้ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ ในการพูดถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนั้น นั่นคือแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม หรือที่บางคน บางองค์กรกลับไปมองว่าพวกเขาคือแรงงานที่ ไร้ทักษะ ทั้ง ๆ ที่ทุกอาชีพก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทักษะในการทำงานทั้งสิ้น ท่านประธานคะ ตามรายงานของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ไทยเรามีแรงงานข้ามชาติจาก ๔ ประเทศเพื่อนบ้านข้างต้นที่ได้รับใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น ๒,๔๙๔,๑๖๖ คน เป็นจำนวนที่มากมหาศาล แต่ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่าประเทศไทยเรา ในปัจจุบันยังขาดกลไกในการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องแรงงานข้ามชาติอยู่หลายประการ และวันนี้ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยอมรับความจริงว่าในปัจจุบันประเทศไทยเรา มีงานจำนวนหนึ่งที่คนไทยไม่ทำกันจริง ๆ นั่นก็คืองานประเภทที่เป็นงานสกปรก งานอันตราย แล้วก็งานที่มีความยาก ดิฉันเองเป็นผู้แทนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง ของอำเภอ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีตลาดไท ตลาดค้าสดสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ผู้ประกอบการ ชาวไทยหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันกับดิฉันในช่วงที่ลงพื้นที่หาเสียงว่าพวกเขาเองต่าง ก็ต้องพึ่งพาพี่น้องแรงงานข้ามชาติในการทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำกัน เห็นได้ชัดว่าการที่ เรามีพี่น้องแรงงานข้ามชาติมาทำงานเหล่านี้ให้กับพวกเราเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแค่นี้ก็มีเหตุผลมากมายเพียงพอแล้วที่เรา จะต้องคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ พวกเขาในฐานะของคนทำงานแบบเดียวกับที่เราคุ้มครอง พี่น้องแรงงานคนไทย เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ได้เข้าพบกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหรัฐอเมริกา ได้ทบทวนการต่อสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษีศุลกากร หรือว่า GSP ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ตัดสิทธิ สำหรับสินค้าบางประเภทจากไทย จำนวน ๕๗๓ รายการไปเมื่อกลางปี ๒๕๖๓ แล้วก็เหตุผล ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการตัดสิทธิเหล่านั้น ก็คือการที่ประเทศไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครอง สิทธิแรงงานตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ รวมไปถึงการคุ้มครองเสรีภาพ ในการสมาคม แล้วก็การเจรจาต่อรองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ประมงแล้วก็การเดินเรือ การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาก็ได้อ้างอิงข้อร้องเรียนจาก American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations ซึ่งได้พูดถึง การเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติในไทยไว้ว่า แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมักจะถูก ข่มขู่ บังคับขู่เข็ญ Blackmail และทำร้ายร่างกายโดยเฉพาะจากนายจ้าง นายหน้าจัดหางาน ผู้ค้ามนุษย์ และที่น่าเศร้ารวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยด้วย แต่แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบไม่สามารถที่จะร้องเรียนอะไรได้ เพราะพวกเขาก็กลัวว่า หากร้องเรียนไปแล้วจะถูกจับ แล้วก็ถูกส่งกลับประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้นายหน้าในประเทศไทย เกิดการละเมิดสิทธิพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ร่ำไป แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยจึงมักจะ ตกเป็นเหยื่อของการถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายจ้าง ทั้งการเลิกจ้างแบบไม่มี เหตุผล ได้ค่าแรง ค่าล่วงเวลาที่ไม่เท่ากับแรงงานไทย ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน อย่างกรณี ล่าสุดที่ดิฉันเองได้ทราบข้อมูลจากกลุ่มเครือข่ายสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วนายจ้างบริษัทแห่งหนึ่งในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ไม่ยอมจ่าย โบนัสให้กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมากว่า ๑๘ คน โดยอ้างว่าลูกจ้างเซ็นข้อตกลง MOU ไว้ว่าการได้รับการให้โบนัสแล้วก็การปรับขึ้นค่าแรง แต่เมื่อเรามีการสอบถามว่า เอกสารดังกล่าว ข้อตกลงดังกล่าวอยู่ที่ใดกลับไม่ได้รับการชี้แจงกลับมา นอกจากนี้ก็ยังมี หลายบริษัทในจังหวัดชลบุรีที่ไม่ยอมส่งประกันสังคม แล้วก็รวมถึงการให้สวัสดิการอื่น ๆ แก่พี่น้องแรงงานข้ามชาติเช่นเดียวกัน หรืออีกกรณีหนึ่งที่สำคัญก็คือกรณีการเข้าถึงบริการ ด้านสุขภาพของพี่น้องแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มี การแพร่ระบาดโควิดที่ผ่านมา โดยนายจ้างหลายคนไม่ยอมออกมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล บางคนก็ปัดความรับผิดชอบในการดูแล ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้นตกไป อยู่ที่แรงงานข้ามชาติ และทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดในพื้นที่เป็นไปได้ อย่างยากลำบากเช่นเดียวกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างมากมายเรื่องของการเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องแรงงานข้ามชาติ และกล่าวได้ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของพี่น้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ สวัสดิการด้านสุขภาพทั้งระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพ ส่งผลให้แรงงาน ข้ามชาติจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสุขภาพแล้วก็ปัญหาคุณภาพชีวิต ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ณ วันนี้ประเทศไทยเราถึงเวลาแล้วที่เราต้องการกฎหมายที่จะ ช่วยกันคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มบุคคล โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะเขาเชื้อชาติอะไร เกิดที่ไหน และร่างพระราชบัญญัติของพรรคก้าวไกลจะบัญญัติหลักการไม่เลือกปฏิบัติไว้ อย่างชัดเจนเพื่อให้แรงงานทุกกลุ่ม ทุกชีวิต สามารถทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี และมีเครื่องมือ ทางกฎหมายในการคุ้มครองพวกเขาในวันที่แรงงานถูกละเมิด แล้วดิฉันอยากจะฝากว่าในชั้น ของการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ในชั้นกรรมาธิการอาจจะพิจารณาครอบคลุมไปถึงการไม่เลือก ปฏิบัติในเรื่องของสัญชาติเช่นเดียวกัน ดิฉันจึงขอร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ของพรรคก้าวไกล และหวังว่าเราจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ยุติการเลือกปฏิบัติสักที เพราะว่าแรงงานทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน ขอบคุณค่ะ