วีรนันท์ ฮวดศรี แถลงสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้งสามฉบับ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานที่ยังเอื้อนายจ้างและไม่ปกป้องลูกจ้างอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียม แม้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ รวมถึงผลักดันการทบทวนชั่วโมงการทำงานและกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิในการต่อรองของแรงงานให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ พรรคก้าวไกล ตัวแทนตำบล ในเมือง ตำบลเมืองเก่า ตำบลพระลับ วันนี้ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นของคุณเซีย จำปาทอง พร้อมคณะ คุณวรรณวิภา ไม้สน พร้อมคณะ แล้วก็ร่างของพรรคภูมิใจไทย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ นับตั้งแต่ประเทศไทยเรา มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานมาอย่างยาวนานกว่า ๒๐ ปีจนถึงปัจจุบัน แต่ว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวยังคงมีช่องว่างและเอื้อประโยชน์ต่อนายจ้างแทนที่จะคุ้มครองลูกจ้าง คุ้มครองแรงงานตามชื่อกฎหมาย ทุกวันนี้เราก็คงเห็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างและ ลูกจ้างขึ้นอยู่เป็นประจำ โดยสาเหตุประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีมากมายหลายสาเหตุครับ เนื่องจากอำนาจในการต่อรองของลูกจ้างที่มักจะถูกนายจ้างกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม อยู่บ่อยครั้งทำให้เกิดสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม การให้ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ ชั่วโมงการทำงานที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด สวัสดิการที่ไม่ได้รับอย่างเท่าเทียม ค่าตอบแทนกรณีลูกจ้างใช้สิทธิลาตามกฎหมายกำหนดให้การถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อ นายจ้างอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด เชื้อชาติ การศึกษา การเมือง ท่านประธานครับ เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกจ้างแม้จะมีกฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเนื่องจากลูกจ้างนั้นไม่มีอำนาจต่อรองกับนายจ้าง ทำให้มี ความไม่กล้ามากพอที่จะฟ้องคดีต่อนายจ้าง หรือว่าการที่ลูกจ้างจะฟ้องคดีกับนายจ้างนั้น มันมีต้นทุนสูง อีกทั้งในสังคมไทยยังมองสถานะของลูกจ้างในลักษณะที่ถูกกดทับต่ำกว่า นายจ้าง เป็นปัญหาในลำดับต่อมาว่าลูกจ้างเปรียบเสมือนคนที่ต้องขอเงินเดือนเพื่อแลกกับ การทำงาน ทั้งที่นายจ้างเองก็ไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้หากขาดลูกจ้าง ด้วยความกลัวที่จะ ถูกนายจ้างเลิกจ้าง หากสร้างข้อต่อรองให้เป็นธรรมกับตัวเองทั้งที่ลูกจ้างควรที่จะได้รับสิทธิ และอำนาจในการต่อรองอย่างเป็นธรรมครับท่านประธาน ด้วยสภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนไป ความก้าวหน้าและการตื่นรู้ทางความคิด การตระหนักถึงสิทธิของตนเอง การเข้าใจถึงปัญหา ของสังคมในหลากหลายมิติ และด้วยสภาวะการทำงานในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจาก ในอดีตทำให้กฎหมายที่เราบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันตามไม่ทันสภาพการวิวัฒนาการของสังคม ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่และสอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครอง แรงงานเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ ผมจึงขอยกตัวอย่างปัญหาที่เรามักพบเจอในตัวบท กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การทำงานในสังคมปัจจุบันและควรที่จะ มีการแก้ไข
ประการแรก ใน พ.ร.บ. ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันเรื่องของการกำหนดคุ้มครอง แรงงานเพียงเฉพาะแรงงานในระบบเท่านั้น ไม่รับรองแรงงานนอกระบบ เช่น Freelance Rider ส่งอาหาร ค้าขาย Online ช่างฝีมือ หรือแรงงานประเภทอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้กล่าวไปแล้ว และรวมถึงแรงงานภาคเกษตรและการประมง ซึ่งเรามีแรงงาน ประเภทนี้มากกว่า ๕๒ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นแรงงานนอกระบบ และพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ทำงาน น้อยไปกว่าแรงงานในระบบเลยครับ อีกทั้งพวกเขาเหล่านี้กลับไม่ได้รับการคุ้มครองตาม กฎหมายแรงงานเท่าที่กำหนด แม้การที่แรงงานเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อน เป็นจักรกลสำคัญ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในระบบการประกันสังคม ไม่ได้มีสิทธิได้รับการคุ้มครองหากถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างหรือหากถูกเลิกจ้าง หรือหากทำงานเกินเวลาก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างแรงงานนอกระบบในจังหวัดขอนแก่น จากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๖๕ ต่อปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ในจังหวัดขอนแก่นมีแรงงานนอกระบบสูงถึง ๕๗๔,๙๓๙ คน จากผู้ใช้กำลังแรงงานทั้งหมด ๙๔๓,๗๑๐ คน โดยส่วนใหญ่นั้นทำงานอยู่ในภาคเกษตร จำนวนมากถึง ๓๒๐,๐๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๕.๘๕ และนอกภาคการเกษตรมีอยู่ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนใหญ่ของผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานทั้งหมดซึ่งควรจะได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเฉกเช่นเดียวกับแรงงานในระบบครับ
ประเด็นต่อมา พ.ร.บ. ฉบับเดิมกำหนดอัตราชั่วโมงการทำงานสูงกว่าที่ควร จะเป็น ในปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้นายจ้างกำหนดเวลาการทำงานรวมกันทั้งสัปดาห์ ต้องไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง เว้นแต่งานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๒ ชั่วโมง และกำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์เพียงไม่น้อยกว่า ๑ วัน แต่ถ้าเราลองเปรียบเทียบอัตราการทำงานของกฎหมายประเทศเรากับประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ที่กำหนดให้เวลาทำงานในสัปดาห์หนึ่ง รวมกันไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง ประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้ประสบปัญหาแล้วก็ไม่ได้ล่มสลายทางระบบ เศรษฐกิจแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้มีเวลาไปทำ อย่างอื่น ใช้เวลากับครอบครัว ใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือได้ใช้เวลาในการพักผ่อนในแต่ละวัน ดังนั้นสภาของเราจึงควรต้องมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง เพราะยังมีแรงงานบางกลุ่มซึ่งถือว่า เป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะครับท่านประธานที่ต้องทำงานเกินกว่า ๑๐ ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ได้ ค่าตอบแทนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ บางคนไม่มีแม้กระทั่งวันหยุดประจำสัปดาห์เพราะว่า ยังไม่ได้ตามที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ในจังหวัดขอนแก่นพบว่ามีแรงงานกว่า ๙๗,๐๐๐ คน ที่ต้องทำงานในสัปดาห์หนึ่งรวมกันถึง ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ได้ทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีเวลาทำ ในสิ่งที่ต้องการ และเวลาที่จะได้พักผ่อน และเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวและคนที่เรารัก
สุดท้าย ด้วยปัญหาข้อจำกัดทางอำนาจของแรงงานไทยกับบทบัญญัติ ที่ล้าสมัยไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน มันจึงถึงเวลาแล้วที่สภาของเราต้องเร่ง ดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เป็นการตีกรอบ สร้างข้อจำกัดและลดทอนคุณภาพชีวิตของ แรงงานไทย เราไม่ควรจะมาแบ่งแยกว่าแรงงานและลดทอนคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย เราไม่ควรจะมาแบ่งแยกว่าแรงงานใดเป็นแรงงานในระบบ แรงงานประเภทใดเป็นแรงงาน ที่อยู่นอกระบบ เราไม่ควรตีกรอบการทำงานที่มากเกินควร แรงงานไทยควรมีคุณภาพชีวิต ที่ดีกว่านี้ มีเวลาการทำงานที่สมดุลมากกว่านี้ ลูกจ้างต้องมีสิทธิและอำนาจในการต่อรอง กับนายจ้าง ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายที่เป็นธรรมเท่าเทียม ผมจึงขอสนับสนุนร่างกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับ และขอเป็นเสียงแทนพี่น้องชาวแรงงานทุกคนผ่านไปยังท่านประธานสภา ถึงเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านว่าเราทุกคนคือแรงงาน และอย่าได้หันหลังเพิกเฉยต่อพี่น้อง ชาวแรงงานที่ยากลำบาก ขอให้สภาแห่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันให้พี่น้องชาวแรงงาน ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ขอบคุณครับท่านประธาน