ปารมี ไวจงเจริญ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยเน้นความสำคัญของการไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ภายใต้มาตรา 15 ที่กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อผู้ทำงานอย่างเท่าเทียม โดยอ้างงานวิจัยที่ชี้ถึงปัญหาการถูกปฏิเสธการจ้างงานสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ และยกตัวอย่างแนวทางจากต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่าความเสมอภาคช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณเซีย จำปาทอง และคณะ เป็นผู้เสนอ ในฐานะที่ดิฉันเป็นบุคคลข้ามเพศ ดิฉันขออาสาเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลเพศสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งต่อมาตรา ๑๕ ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับคุณเซีย จำปาทอง มาตรา ๑๕ ที่กล่าวไว้ว่า ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แสดงออกถึงการกีดกัน แบ่งแยก จำกัดสิทธิโดยเหตุความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพร่างกายหรือสุขภาพ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นนี้สำคัญมากนะคะ เพราะว่าในสังคมไทยเรานั้นกลุ่มบุคคลข้ามเพศยังไม่เสมอภาคและยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อมูลงานวิจัยของธนาคารโลกเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๘ ที่ได้ทำแบบสำรวจ ประชากรชาวไทย ๒,๕๐๒ คน พบว่าประเทศไทยยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่สูงมากทั้งในด้าน ของการทำงานไปจนถึงการเข้าถึงบริการของรัฐและในด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Transgender หรือบุคคลข้ามประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ที่ถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุด ในรายงานธนาคารโลกฉบับนี้ระบุไว้อีกว่า ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มบุคคลข้ามเพศถูกปฏิเสธ การรับเข้าทำงาน เพียงเพราะพวกเขาเป็นบุคคลข้ามเพศโดยที่ยังไม่ทันพิจารณาศักยภาพ ในการทำงานของพวกเขาเลย จึงทำให้ดิฉันต้องสนับสนุนมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจากงานวิจัยของธนาคารโลกอาจกล่าวได้ว่าบุคคลข้ามเพศเผชิญกับ ปัญหาการเหยียดเพศมากที่สุดค่ะท่านประธาน ทั้งจากประเด็นทางกฎหมายที่ไม่สามารถ เปลี่ยนคำนำหน้านามหรือนำคำหน้านามออกไปจากชื่อตัวเองได้ ร่วมกับค่านิยมของสังคมด้วย ทำให้โอกาสในการเข้าถึงการทำงานในตำแหน่งระดับสูงของบุคคลข้ามเพศยังเป็นภาพ ที่เราไม่ค่อยได้เห็นนักในสังคมไทย เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของคุณเซีย จำปาทอง จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะมาตรา ๑๕ ที่ดิฉันกล่าวไปข้างต้นถึงการที่นายจ้าง ต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพราะมาตรานี้จะเป็น การรับรองหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานที่สำคัญมาก นับเป็นจุดเริ่มต้นของ การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่เราจะทำให้กลุ่มบุคคลข้ามเพศทุกคนได้เข้าถึงอาชีพที่พวกเขาต้องการ ที่ตรงกับสมรรถนะ ทักษะ และความเชี่ยวชาญของตนเอง พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมี ความสุขและสามารถดำรงอยู่ในสังคมในฐานะพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศที่จะเป็น อีกหนึ่งกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ดิฉันไม่ได้พูดลอย ๆ นะคะท่านประธาน มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันในเรื่องนี้ว่าการสร้างความเสมอภาคขจัด การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพของแรงงานทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มได้ดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดิฉันนำมาจาก Website สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นงานวิจัยในประเทศจีนของศาสตราจารย์ปีเตอร์ คูห์ (Peter Kuh) แห่งมหาวิทยาลัย California Santa Barbara ที่ได้ไปทำวิจัยในประเทศจีน ประเทศ ร่วมทวีปเอเชียเดียวกับเราค่ะท่านประธาน งานวิจัยนี้จะเกี่ยวกับเรื่องการยุติการเลือกปฏิบัติ ในการประกาศรับสมัครงานจะช่วยเพิ่มความเสมอภาคในตลาดแรงงานโดยใช้กรณีศึกษา เป็น Platform รับสมัครงาน Online ในประเทศจีนที่มีชื่อ Platform ว่า SMRC Platform รับสมัครงานนี้ได้ยกเลิกการระบุเพศสภาพของผู้สมัครงานที่ต้องการในใบประกาศรับสมัครงาน โดยไม่ได้แจ้งทั้งนายจ้างและผู้สมัครให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งก็คือเขาทดลองยุติการเลือกปฏิบัติ นั่นเองค่ะท่านประธาน ผลการวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการยุติการเลือกปฏิบัติในการ ประกาศรับสมัครงานจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะ กลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติได้เป็นอย่างดีค่ะ หรืออย่างนโยบายที่หลายองค์กรชั้นนำของโลก ให้ความสนใจและปฏิบัติกันมามากแล้ว คือนโยบาย Workforce Diversity หรือ ความหลากหลายในองค์กรที่มีหลายองค์กรชั้นนำในโลกหันมาให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทั้งด้านเพศ เชื้อชาติ และศาสนาของแรงงานทุกคนในองค์กรเพราะนโยบาย Workforce Diversity จะช่วยลดต้นทุนแฝงและเพิ่มกำไรให้กับองค์กรได้จริง เหตุผล เพราะว่าแรงงานเหล่านั้นไม่ต้องปิดบังตัวตนหลบซ่อน ทำให้พวกเขามีอิสระในการคิด ในการ แสดงออก ช่วยลดความเครียด และยกระดับสุขภาพจิตของแรงงานในองค์กร รวมถึงส่งเสริม ให้ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและหัวหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดก็สะท้อนกลับมาในรูปแบบของชิ้นงานและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นขององค์กร เพราะฉะนั้นดิฉันขอปิดท้ายด้วยข้อมูลของ Website Outlook Consulting ซึ่งทำการศึกษา ชื่อว่า LGBT Diversity : Show Me the Business Case ซึ่งทำการศึกษาบริษัทในสหรัฐอเมริกา พบว่าการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะการปฏิเสธกลุ่มหลากหลาย ทางเพศให้เข้าทำงานจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สูญเสียแรงงานขนาดใหญ่ แรงงานขนาดใหญ่ ที่สูญเสียไปนี้ล้วนเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ แต่ถ้าองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นหันมาใช้นโยบาย Workforce Diversity หรือนโยบายความหลากหลายในองค์กรจะช่วยกระตุ้นภาพรวม เศรษฐกิจของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตัวอย่างงานวิจัยนี้ที่ทำตัวอย่างในประเทศ สหรัฐอเมริกา นโยบาย Workforce Diversity ช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของอเมริกา ได้มากขึ้นถึง ๙,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ ๓.๑ แสนล้านบาท เหล่านี้จึงเป็นเหตุผล สำคัญที่มาตรา ๕ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสำคัญมาก เราจะต้องมาร่วมยุติการเลือกปฏิบัติ ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ดิฉันจึงขอวิงวอนเพื่อน สส. ผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ มาร่วมกันสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยกันเถอะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ