วรรณวิภา ชูแก้กฎหมายแรงงาน เสนอลาคลอด 180 วัน-ขยายคุ้มครองทุกกลุ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๗

วรรณวิภา ไม้สน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ โดยเสนอให้ขยายการคุ้มครองแรงงานในภาครัฐทุกประเภทเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้เพิ่มสิทธิการลาคลอดเป็น 180 วัน และคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันตามมาตรฐานสากล

นางสาววรรณวิภา ไม้สน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคก้าวไกล ดิฉันขออภิปรายเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งฉบับนี้เป็นร่างการเงินที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งเซ็นรับรองมาหมาด ๆ สด ๆ ร้อน ๆ เลย อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี เพราะนี่น่าจะเป็นร่างการเงินฉบับแรกของสภา ชุดที่ ๒๖ หลังจากนี้ก็หวังว่าท่านจะเซ็นรับรองฉบับที่เหลือที่อยู่ในมือท่านด้วย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยเนื้อหาสาระของ ร่างฉบับนี้แก้ไขทั้งหมด ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือการแก้ไขมาตรา ๔ ที่เดิมนั้นไม่คุ้มครอง ภาครัฐ แก้เป็น ให้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้บังคับใช้รวมไปถึงราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐด้วย ในกรณีที่หน่วยงานเหล่านี้มีร่างพระราชบัญญัติหรือกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ รองรับ ให้ใช้กฎหมายนั้น แต่ถ้าหากมีบทบัญญัติใดที่กำหนดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของ ผู้ปฏิบัติงาน แรงงาน ข้าราชการหรือพนักงานราชการ ลูกจ้าง ที่ต่ำกว่ามาตรฐานของ กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ให้ใช้ร่างพระราชบัญญัตินี้แทน และการตราพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือการออกกฎหมายอื่นใดต้องไม่ต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครอง แรงงานฉบับนี้ ท่านประธานคะ เราหลายคนมักถูกสอนไว้ว่าให้เรียนเก่ง ๆ จบสูง ๆ โตไป จะได้เป็นเจ้าคนนายคน พ่อแม่จะได้เอาไปอวดข้างบ้านได้ว่ามีลูกหลานรับราชการอยู่ ดิฉันเองก็เคยถูกสอนมาแบบนั้นค่ะ แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อเราโตขึ้นมาแล้วเผชิญโลกแห่งความ เป็นจริงแล้วมันไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดนั้น แม้แต่วงการข้าราชการ ด้วยกันเองถ้าไม่มีเส้นสายด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดิฉันต้องเรียนท่านประธานแบบนี้ว่า ในหน่วยงานราชการนั้นก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานให้กับภาครัฐที่มี การแบ่งลูกจ้างเป็นหลายประเภทเยอะแยะเต็มไปหมดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานจ้างเหมา ลูกจ้างเหมาเอกชน นอกจากชื่อจะไม่เหมือนกันแล้ว สิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ก็ยังไม่เหมือนกัน อีกด้วย จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๑ เรื่อง การปฏิรูประบบข้าราชการ โดยให้ส่วนราชการยุบตำแหน่งลูกจ้างประจำหมวดแรงงาน แล้วถ่ายโอนไปให้เอกชนดูแล และดำเนินการแทนเพื่อปรับลดอัตรากำลังของภาครัฐ นอกจากนั้นในปี ๒๕๔๘ กรมบัญชีกลางก็ได้มีหนังสือเวียนถึงกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แจ้งส่วนราชการว่าให้ทำความเข้าใจการจ้างงานเอกชนดำเนินงานของราชการไม่ถือเป็น การจ้างลูกจ้างของส่วนราชการ และไม่ถือเป็นการจ้างแรงงานในส่วนของราชการและเอกชน จะไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างและนายจ้าง ทำให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและ กฎหมายประกันสังคม เข้าใจค่ะว่าท่านต้องการลดงบประมาณ แต่วิธีการของท่านนั้น มันไม่ได้ลดแค่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลดทอนสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ลูกจ้าง หลายคนควรจะได้รับไปด้วย แล้วก็เป็นปัญหาสะสมมาจนถึงทุกวันนี้จนเกิดลูกจ้างส่วนที่ แย่ที่สุด นั่นก็คือลูกจ้างในหมวดพนักงานจ้างเหมาที่เป็นลูกจ้างตามโครงการหรือทำสัญญาจ้าง แบบจ้างทำของนี่ละค่ะ เป็นการจ้างเหมาด้วยจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ถ้าหมดสัญญา หรือไม่ได้รับงบประมาณก็จะไม่จ้างต่อ อย่างที่ผู้ชี้แจงในห้องงบประมาณชี้แจงว่าถ้าท่านตัด โครงการนี้ก็จะเลิกจ้างคนงานอะไรอย่างนั้นค่ะ ทำให้ไม่มีความมั่นคงเลย ได้แต่ค่าจ้าง ไม่มีสิทธิประโยชน์ใด ๆ เลย ไม่อยู่ในสถานะลูกจ้าง นายจ้างกับหน่วยงานราชการ เพราะไม่ได้ ทำสัญญาด้วยสัญญาจ้างแรงงาน จนมีลูกจ้างกลุ่มนี้ที่ทำงานให้ส่วนราชการมากขึ้น ๆ ปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คนเข้าไปแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้เห็นภาพค่ะ ท่านไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลเลย ในสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติของพวกเรานี่ล่ะ ท่านทราบไหมว่าแม่บ้าน ๒๔๐ กว่าชีวิตที่อยู่ในสภา และดูแลเรา ทำความสะอาดห้องให้เรา ขัดจนมันวับนี้ได้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะหยุดตามที่ สภาหยุด แต่ถ้าเดือนไหนหยุดเยอะนี่แทบไม่มีเงินใช้จ่ายเลยค่ะ ยกตัวอย่างที่เดือนไหน มีวันหยุดราชการเยอะ ๆ สมมุติเดือนกรกฎาคมอะไรแบบนี้ หากทั้งเดือนหยุด ๑๕ วัน มาทำงานแค่ ๑๖ วัน ก็ได้ค่าจ้างรายวันแค่มาทำงานแค่ ๑๖ วันเท่านั้น คือหยุดได้ แต่ไม่ได้เงิน แต่จะไม่หยุดไม่ได้ค่ะ เพราะราชการหยุดกันหมด เป็นเพราะเขาไม่มีวันหยุดตามประเพณี หยุดวันปีใหม่ วันสงกรานต์ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ค่าจ้างอยู่ดี อีกทั้งยังไม่มีวันหยุดพักร้อน จะป่วยทั้งที ก็เบิกยากเบิกเย็น ต้องมีใบรับรองแพทย์ ก่อนหน้านี้ที่ดิฉันเป็น สส. สมัยที่แล้ว ไม่ได้ค่าจ้าง ด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ระบุว่าลาป่วย ๓ วันขึ้นไปถึงต้องมีใบรับรอง แพทย์ ซ้ำร้ายกว่านั้นค่ะท่านประธาน หากเกิดตั้งท้องขึ้นมา พอใกล้คลอดก็ให้ลาออกไปก่อน เลยค่ะ คลอดเสร็จอยากมาทำใหม่ค่อยมาสมัครใหม่ นี่เราจะอยู่กันแบบนี้จริง ๆ หรือคะ ท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทั้งหมดนี้ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจนแต่ก็ทำอะไร ไม่ได้มาก เนื่องจากมาตรา ๔ เขียนไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานว่ากฎหมายนี้ไม่ได้บังคับ ใช้กับลูกจ้างในส่วนราชการ ส่วนภูมิภาคหรือส่วนงานอื่นของรัฐ ดูย้อนแย้งไหมคะ จนมีคน ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการ ปฏิบัติงาน ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายกำหนด และไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ทำงานเช่นเดียวกับข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว กสม. เองก็เคยมีข้อเสนอแนะไปยัง รัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ว่าให้หามาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน แต่มาจนถึง ทุกวันนี้เรื่องก็ยังเงียบค่ะท่านประธาน ไม่มีการแก้ไขใด ๆ เลย จึงเป็นที่มาให้ดิฉันและเพื่อน สส. ของพรรคก้าวไกลขอเสนอแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในมาตรา ๔ นี้ เพื่อให้ลูกจ้าง ของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายพื้นฐานขั้นต่ำให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานฉบับนี้ด้วย เพื่อให้อย่างน้อยพวกเขาได้รับสิทธิขั้นต่ำอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่โดนเอารัดเอาเปรียบแล้วก็ อ้างระเบียบอย่างที่ผ่านมา

ในส่วนที่ ๒ ในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ก็คือเรื่องวันลาคลอด ที่ปัจจุบันอยู่ที่ ๙๘ วัน เปลี่ยนเป็น ๑๘๐ วัน โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ๙๐ วันและ ประกันสังคมอีก ๙๐ วัน อีกทั้งยังสามารถให้สิทธิบิดาลาได้ด้วย ต้องเรียนท่านประธาน แบบนี้ว่าเรื่องวันลาคลอดถูกถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ผ่านการต่อสู้กันมาอย่างเข้มข้น และมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างล่าช้า ดิฉันจะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรามีวันลาคลอดอยู่ที่ ๖๐ วัน โดยได้ค่าจ้างจากนายจ้างเพียงแค่ ๓๐ วัน บางที่พอรู้ว่าท้องก็ไล่ออก จนทำให้แม่ที่เพิ่ง คลอดลูกต้องรีบกลับมาทำงานก่อน ๓๐ วัน ส่งผลให้เด็กที่เกิดมาไม่ได้กินนมแม่ แถมยังต้องถูกส่งไปต่างจังหวัดเพื่อให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงอีก จากนั้นต่อมาในปี ๒๕๓๕ ก็มี หลายองค์กรรณรงค์เรียกร้องกฎหมายลาคลอดให้เป็น ๙๐ วัน จนในที่สุดรัฐก็อนุมัติให้ลาคลอด ๙๐ วันโดยได้รับค่าจ้างเต็ม แต่เฉพาะข้าราชการเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุให้แรงงานภาคส่วน อื่น ๆ ไม่พอใจที่รัฐบาลในสมัยนั้นเลือกปฏิบัติ จากนั้นก็มีการรณรงค์กันอย่างเข้มแข็งค่ะ มีการรวมตัวกันมากขึ้น จนปี ๒๕๓๖ แรงงานนับพันคนพากันเดินขบวนไปบ้านคุณชวน หลีกภัย ที่เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ท่านน่าจะจำเหตุการณ์ได้ดี เพราะคนที่มารับเรื่องก็คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนมาถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๖ เกิดการชุมนุมยืดเยื้อ หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องกฎหมายลาคลอด ๙๐ วัน แกนนำถึงกับต้องประกาศ อดข้าว ลุกลามบานปลายไปจนถึงคนท้องที่มาร่วมเดินขบวนประกาศที่จะกรีดเลือด อดข้าว ตอบโต้ไปอีก เพราะมีหลายคนกล่าวอ้างว่าผู้มาชุมนุมไม่ได้ท้องจริง จนในที่สุดรัฐบาลก็ออก กฎหมายให้แรงงานหญิงลาคลอดได้ ๙๐ วันโดยที่นายจ้างจ่าย ๔๕ วัน และประกันสังคม จ่ายอีก ๔๕ วัน หลังจากนั้นก็ไม่มีการแก้ไขเพิ่มวันลาคลอดอีกเลย จนผ่านมาถึง ๒๖ ปี ในปี ๒๕๖๒ ในรัฐบาลคุณประยุทธ์ก็แก้ไขอยู่ค่ะ ไม่ใช่ไม่แก้ จาก ๙๐ วันเป็น ๙๘ วัน แต่ปัญหาคืออีก ๘ วันไม่ได้ระบุว่าใครจ่ายค่าจ้าง แล้วอย่างนี้ใครจะลา กลายเป็นแก้ก็เหมือน ไม่ได้แก้ จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการเรื่องวันลาคลอดผ่านการต่อสู้กันอย่างเข้มข้น และท้ายที่สุด ก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน ถูกแช่แข็งนิ่ง ๆ ไม่มีการปรับมาถึง ๓๐ ปี เพราะปี ๒๕๖๒ ปรับก็เหมือนไม่ได้ปรับ และสาเหตุที่ดิฉันยื่นแก้ไขเป็น ๑๘๐ วันนี้ก็มีคำถามเหมือนกันว่า ทำไมต้อง ๑๘๐ วัน ไม่ใช่ดิฉันนอนฝันเห็นตัวเลขและตื่นขึ้นมานำเสนอต่อพรรคก้าวไกล ไม่ใช่ แบบนั้น ข้อเท็จจริงที่หลายคนทราบกันดี คือองค์การอนามัยโลกและ UNICEF ก็แนะนำว่า ทารกควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวหลังคลอดอย่างน้อย ๖ เดือน เพราะจะช่วยในการ พัฒนาการเจริญเติบโตทางสมองของทารกอย่างเต็มที่และได้รับสารอาหารที่จำเป็น อย่างเหมาะสม เติบโตสมวัย มีภูมิต้านทาน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดโอกาส เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ในหลายประเทศยังค้นพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลด ค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุขของประเทศอีกด้วยเพราะการเจ็บป่วยในเด็กลดลง จึงเป็นที่มาว่า ลาคลอดควรเป็น ๑๘๐ วัน หรือ ๖ เดือน และมีการรณรงค์กันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึง ประเทศไทยของเราด้วย ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นวันสตรีสากล วันแรงงาน วันงานที่มีคุณค่า เหล่าองค์กรแรงงานต่างจะออกมาเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายลาคลอดเป็น ๑๘๐ วันเสมอ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไขค่ะ จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ใช่ค่ะท่านประธาน ล่าสุดมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ เห็นชอบให้ลาคลอดเต็มคาราเบลไปเลยค่ะ ๑๘๘ วัน โดย ๙๘ วันแรกจ่ายค่าจ้างเต็ม แต่ ๙๐ วันหลังจ่ายค่าจ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะลูกจ้าง ข้าราชการเท่านั้น อีกแล้วค่ะ Timeline คุ้น ๆ ไหมคะ และให้ข้าราชการชายลาไปดูแล ภรรยาและลูกหลังคลอดได้อีก ๑๕ วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่นำร่องไปแล้ว แต่จะดีกว่านี้ไหมคะ ถ้าจะแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ไปด้วย ท่านประธานคะ ทุกครั้งที่เราพูดถึง เรื่องการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของคนทำงานให้มากขึ้นทีไรก็มักจะมีบางกลุ่ม บางคน หรือนายจ้างออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะวันลาคลอด ถ้าหากเพิ่มวันลาคลอดเป็น ๑๘๐ วันแล้วลูกจ้างหญิงจะโดนเลิกจ้างบ้าง จะย้ายฐานการผลิตบ้าง เดี๋ยวก็แห่พากันท้อง เต็มไปหมดบ้าง เรื่องเหล่านี้เมื่อปี ๒๕๓๖ ตอนขอลาคลอด ๙๐ วันก็เป็นแบบนี้ค่ะ ท่านประธาน คำพูดเดียวกันเลย เหมือนกันเป๊ะ แต่พอประกาศใช้แล้วกลับไม่มีหรอกค่ะ ที่คนจะแห่กันลาคลอด เต็มที่ครอบครัวหนึ่งก็มีลูกไม่เกิน ๒ คน และส่วนใหญ่ไม่ได้คิดจะมี ลูกด้วยซ้ำ ดิฉันในฐานะแม่คนหนึ่งเจอคำพูดแบบนี้เข้าไปเหมือนโดนดูถูกเลยค่ะ การที่ผู้หญิง คนหนึ่งจะมีลูกนั้นไม่ใช่แค่เพิ่มวันลาคลอดแล้วจะแห่กันลา แห่กันมีลูกค่ะท่านประธาน การที่ เราจะตัดสินใจมีลูกสักคนต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพร้อม เศรษฐกิจ การงาน การเงิน ครอบครัวกว่าจะเลี้ยงลูกจนโตไม่ใช่เรื่องง่าย จนแม่หลายคน มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเลยด้วยซ้ำ ต้องมีคนดูแล นี่ก็เป็นอีกสาเหตุให้การแก้ไขกฎหมาย ฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงสามารถมอบสิทธิให้สามีลาไปช่วยดูแลภรรยาและลูกไม่เกิน ๙๐ วัน อีกด้วย เพราะที่ผ่านมาการดูแลลูกถูกผลักให้ตกไปเป็นภาระของแม่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะมีคุณพ่อหลายคนที่อยากจะช่วยดูแล แต่ก็ไม่สามารถที่จะลางานมาดูแลได้ หรือกลายเป็นปล่อยให้คุณแม่ดูแลจนชินไปเลย นี่ถือเป็นการสร้างความเสมอภาคไปพร้อมกัน ด้วยค่ะ จากสิ่งที่ดิฉันพูดมาข้างต้นการเพิ่มวันลาคลอดไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ มีลูกเลยค่ะ เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แล้วก็มีหลายบริษัทที่นำร่องไปแล้วด้วย แถมทำ ได้ดีด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามค่ะ ไม่เสียหาย เช่น บริษัท ศรีจันทร์ หรือกลุ่มบริษัทในเครืออาร์บี และยังมีอีกหลายบริษัทค่ะ รวมไปถึงแสนสิริด้วยที่ท่านนายกรัฐมนตรีคุ้นเคยเป็นอย่างดี นี่ก็นำร่องไปเกินกว่ากฎหมายแล้ว อันนี้ต้องชื่นชม แล้วก็ไม่เห็นมีข่าวเลยว่าคนจะแห่กัน ลาคลอด สถิติท่านก็เห็นว่าเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี ๆ จนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขต้องออกมาเชิญชวนให้คนไทยมีลูกแล้วปั๊มลูกกันจนผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงขยายเวลาคลอดด้วย นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีแล้วค่ะที่สภาจะริเริ่มด้วยการแก้ไขกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อนำไปสู่สิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงฉบับที่เพื่อนสมาชิกนำเสนอไปก่อนหน้า ดิฉันด้วย ท่านประธานคะ วันมะรืนที่จะถึงนี้คือวันที่ ๘ มีนาคม หรือวันสตรีสากล เป็นอีกวัน ที่เหล่าพี่น้องแรงงานของดิฉันจะออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับคนทำงานไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตามให้มีสิทธิเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ดิฉันหวังว่า วันสตรีสากลปีนี้พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมอบสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชน และนี่ไม่ใช่ของขวัญค่ะ แต่เป็นการให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรจะได้รับอยู่แล้ว ถ้าท่าน เข้าใจ เคารพ และผลักดันสิทธิสตรีจริง ๆ การรับร่าง พ.ร.บ. ทุกฉบับที่ในส่วนหนึ่งมีเนื้อหา เกี่ยวกับการส่งเสริมคุ้มครองแรงงานสตรีจะเป็นคำตอบได้ดีว่าท่านเข้าใจและผลักดันสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในวันสตรีสากลมากน้อยแค่ไหน พิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด แล้ววันสตรีสากล รวมถึงวันแรงงานจะไม่ใช่แค่การเดินขบวนแล้วจบอีกต่อไป ขอบคุณค่ะท่านประธาน