ขัตติยา สวัสดิผล หารือประเด็นสิทธิและสวัสดิการแรงงานที่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมของแรงงานหญิงและกลุ่มหลากหลายทางเพศ เรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาค รวมถึงเสนอการขยายสิทธิลาเลี้ยงลูก การรับเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม และการยอมรับสิทธิลาหยุดจากอาการปวดประจำเดือนรุนแรง พร้อมผลักดันให้รัฐพิจารณาสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเท่าเทียมและครอบคลุม
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ แรงงานสร้างชาติ แต่สิทธิและสวัสดิการของแรงงานในชาติกลับยัง ไม่เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานทั้งหลายค่ะ ที่ผ่านมากฎหมายแรงงานสำคัญ ต่าง ๆ เช่น กฎหมายเงินทดแทน กฎหมายประกันสังคม แล้วก็กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็ได้มีการกำหนดถึงสิทธิแล้วก็สวัสดิการของแรงงานไว้ แต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่าระดับพื้นฐาน และนั่นทำให้การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ไม่รอบด้าน แล้วก็ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างจริงจัง แต่ทำได้เพียงแค่ ประกันไม่ให้ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็มุ่งให้ประโยชน์แก่นายจ้างและลูกจ้างไปพร้อม ๆ กัน โดยที่ไม่ได้สนใจความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่ได้มีอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่แรกระหว่างนายจ้าง แล้วก็แรงงานลูกจ้าง แล้วก็ไม่ได้คำนึงว่าแรงงานลูกจ้างไม่ได้มีสถานะที่เท่าเทียมกับนายจ้าง แต่เป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าตามโครงสร้างของระบบทุนนิยมค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพ จากอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างแรงงานกับนายจ้างตามโครงสร้างนี้ รัฐบาล ที่มาจาก ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชนก็ได้รับความไว้วางใจมาจาก ๑ สิทธิ ๑ เสียงของ แรงงานและนายจ้างเท่า ๆ กัน เราจึงยิ่งต้องให้ความสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกลไกเพื่อที่จะ คุ้มครองสิทธิของแรงงานเพื่อที่จะขจัดความไม่เท่าเทียมนี้เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะต้องโอบอุ้ม แล้วก็ให้ ความสำคัญกับแรงงานลูกจ้างมากกว่านายจ้าง กฎหมายแรงงานจึงต้องเน้นสิทธิประโยชน์ไป ที่แรงงานลูกจ้างเป็นสำคัญค่ะ รวมถึงต้องขยายสิทธิและสวัสดิการของแรงงานที่ไม่ควรจะยึด โยงกับแค่ระบบ ๒ เพศเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม แล้วก็ความหลากหลายทาง เพศด้วย ขอสไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มาดูสถิติของประชากรผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเปิดเผยว่า เฉลี่ยกำลังแรงงานรวมทั้งหมดในประเทศที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปในปี ๒๕๖๖ นั้นมีจำนวนรวม ๔๐.๒๘ ล้านคน จากจำนวนประชากร ๕๘.๘ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๖๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ในที่นี้มีแรงงานหญิงจำนวน ๑๘.๗๔ ล้านคน จากจำนวนประชากรหญิง ๓๐.๗๗ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๖๐.๙ เปอร์เซ็นต์ และมีแรงงานชาย จำนวน ๒๑.๕๔ ล้านคน จากจำนวน ประชากรชาย ๒๘.๐๓ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๗๖.๘๕ เปอร์เซ็นต์ จากสถิติที่ดิฉันกล่าวไป จะเห็นได้ว่าแม้จำนวนประชากรหญิงจะมีมากกว่าแต่จำนวนแรงงานหญิงกลับมีน้อยกว่า แรงงานชาย ซึ่งสถิตินี้จะเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาแล้วก็สะท้อนถึงการกดทับของ โครงสร้างทางสังคมและกฎหมายที่มีต่อแรงงานโดยเฉพาะแรงงานหญิง เนื่องจากผู้หญิง ไม่ควรสูญเสียโอกาสในหน้าที่การงานเพราะต้องเลี้ยงลูก เพราะว่าผู้ชายไม่สามารถใช้สิทธิ ในการลาเลี้ยงลูกได้ ผู้หญิงไม่ควรถูกมองข้ามในภาวะการมีประจำเดือน และไม่ควร มีกฎหมายที่ยังกำหนดว่าผู้หญิงอ่อนแอและมีทักษะทางร่างกายด้อยกว่าผู้ชาย จากสถิติ ที่ดิฉันกล่าวไปเป็นสิ่งยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายแรงงาน เช่น ควรมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่องวันหยุดเพื่อสิทธิของแรงงาน
ข้อแรก การขยายสิทธิให้แรงงานลูกจ้างสามารถลาไปเลี้ยงลูกควบคู่ไปกับ การลาคลอดลูกได้ และสิทธิในการลาเลี้ยงลูกบุญธรรมเป็นเวลา ๑๘๐ วัน ท่านประธานคะ ภายใต้หลักการที่ว่าการเลี้ยงลูกไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ชายด้วย การกำหนดวันลาคลอดเพื่อให้แรงงานหญิงมีโอกาสเลี้ยงลูกเท่านั้น จึงเป็นการผลักภาระ ไปให้ผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรที่เกิดมาเพื่อเป็นแรงงานของประเทศเช่นกัน แล้วก็สามารถเป็น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่กลับให้กลายเป็นผู้ที่ต้องเลี้ยงเด็กแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายประเทศที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ แล้วก็คำนึงถึงคุณภาพของ เด็กที่เกิดใหม่จึงได้มีการขยายสิทธิในวันลาคลอด แล้วก็ให้สิทธิแรงงานชายในการที่จะ ลาเลี้ยงลูกด้วย รวมถึงสิทธิในการลาเลี้ยงลูกบุญธรรมที่รับมาดูแลเพื่อที่จะให้ครอบคลุมกับ คู่สมรสหรือคู่ชีวิตที่มีเพศเดียวกันค่ะ
ข้อ ๒ ดิฉันกำลังจะพูดถึงการขยายสิทธิในการลาปวดประจำดือนที่โดยทั่วไป ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีประจำเดือนคือประมาณ ๕-๗ วัน ซึ่งอาการปวดประจำเดือนของ ผู้หญิงอาจจะเริ่มปวดเมื่อใกล้ ๆ มีประจำเดือนหรือว่าปวดในระหว่างที่มีประจำเดือน ซึ่งผลการวิจัยของ University College London ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๐๒๐ ระบุว่าอาการ ปวดประจำเดือนเลวร้ายพอ ๆ กับอาการหัวใจวาย แต่ว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับการมี ประจำเดือนนั้นถูกประเมินต่ำไปอย่างมาก หรือบางทีก็ถูกมองข้ามไปเลยด้วยซ้ำ และมองว่า สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขส่วนบุคคลอันทำให้ความเจ็บปวดจากการมีประจำเดือนนั้นไม่ถูกให้ ความสำคัญในระดับสวัสดิการ ในขณะที่เมื่อเทียบกับการเจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคระบาด หรืออุบัติเหตุกลับได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐหรือภาคเอกชนมากกว่า ท่านประธาน ที่เคารพ หากเรามองการลาเมื่อปวดประจำเดือนเป็นการลาประเภทเดียวกับการลาป่วย นั่นเท่ากับว่าผู้หญิงมีวันลาเนื่องจากสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย และนั่นเป็นการตระหนักถึง ประจำเดือนในฐานะที่เป็นความเจ็บป่วยมากกว่าเป็นเรื่องเงื่อนไขของทางร่างกายอันเป็น การเลือกปฏิบัติทางเพศในสถานที่ทำงานค่ะ
ข้อ ๓ ดิฉันเห็นว่าเราควรมีการแก้ไขหมวด ๓ เรื่องการใช้แรงงานหญิง ในมาตรา ๓๘-๔๓ เรื่องการกำหนดอัตราน้ำหนักที่นายจ้างลูกจ้างทำงานได้ พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อเป็นการยุติการเลือกปฏิบัติ ท่านประธานคะ หมวดนี้เกิดขึ้นมาด้วยสำนึกปิตาธิปไตยค่ะ ที่มีมายาคติว่าเพศหญิงมีสุขภาพอ่อนแอ แรงน้อย มีทักษะความสามารถน้อยกว่าเพศชาย เปราะบาง และได้รับการกระทบกระเทือนได้ง่ายกว่าเพศชายโดยธรรมชาติ นำไปสู่การเลือก ปฏิบัติในการทำงานและรูปแบบงานตามมาตรา ๓๘ ซึ่งด้วยสำนึกเช่นนี้มันก็ไม่ต่างไปจากครั้งหนึ่งที่แรงงานหญิงได้รับค่าแรงน้อยกว่าเพศชาย หรือที่นายจ้างเลือกที่จะจ้างลูกจ้างชายมากกว่าลูกจ้างหญิง รวมทั้งการปฏิบัติตาม ILO ว่า ด้วยแรงงานหญิงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า แรงงานหญิงเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบมากกว่า ซึ่งอันที่จริงประเภทงานตามมาตรา ๓๘ ในกรณีที่เป็นงานอันตรายหรือสุ่มเสี่ยงก็จำเป็น ต้องมีกฎหมายออกมาคุ้มครอง ปกป้อง ปลอดภัย โดยเฉพาะอยู่แล้วโดยที่ไม่เลือกปฏิบัติ ทางเพศ ในกรณีของการยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นหนัก กรณีที่ของหนักเกิน อัตราตามที่กฎหมายกำหนด ให้นายจ้างจัดให้มีและให้ลูกจ้างใช้เครื่องทุ่นแรงที่เหมาะสม และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ท่านประธานที่เคารพ สุดท้ายนี้ นอกจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วดิฉันอยากให้รัฐบาลพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ในการลงนามเพื่อให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกจ้างเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมกัน ถือเป็นอนุสัญญาที่เป็นหลักการพื้นฐาน ด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของ ILO ที่ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันสำคัญ ให้กับคนทำงานและสร้างช่องทางในการพูดคุยอย่างเท่าเทียมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ