ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง โดยเน้นปัญหาอุปสรรคการขอสัญชาติ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและทรัพยากร และความไม่สอดคล้องของกฎหมายไทยกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนสากล พร้อมเรียกร้องกลไกคุ้มครองที่เป็นธรรมและป้องกันการครอบงำโดยผู้มีอำนาจ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทร และเขตราชเทวี พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. .... ที่ผ่านมา ดิฉันได้เคยอภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองดังกล่าว พร้อมกับเสนอให้ มีการช่วยสร้างกลไก และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ สำหรับพี่น้องชาติพันธุ์และกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทย ดิฉันจึงขอผลักดันสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใน ประเทศไทยต่อไปเพื่อความยุติธรรมความเท่าเทียมให้เป็นไปตามหลักสากล ประเด็นหลัก ที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงมีอยู่ ๓ ประการด้วยกันค่ะ คือ ๑. อุปสรรคในการขอสัญชาติ ๒. ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันของพี่น้องชาว ชาติพันธุ์ ๓. กฎหมายไทยที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่เราได้ลง สัตยาบันไปแล้ว และก็ยังไม่ได้อนุวัติมาเป็นกฎหมายไทยคะ ตัวอย่างเช่น กติกาว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๑๙๖๖ และกติกาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและ วัฒนธรรม ๑๙๖๖ และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองหรือ UNDRIP ปี ๒๐๐๗ แม้ว่าทั้ง ๓ ประเด็นนี้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงทับซ้อนกันอยู่บ้าง และหากพอกางออกมาแล้วในแต่ละประเด็นก็จะทราบว่า แต่ละประเด็นมีเนื้อหาอะไรและ มีความเกี่ยวโยงกันอย่างไรบ้าง อุปสรรคในการขอสัญชาติอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้กล่าว ก่อนหน้านี้นะคะ พ.ร.บ. สัญชาติ ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ปัจจุบันถ้าว่ากันตามพระราชบัญญัติสัญชาติตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ไม่ว่าจะด้วยภายใต้หลักดินแดนและการเกิด บุคคลที่เกิดในประเทศไทย แต่บิดา มารดามีสถานะเป็นคนต่างชาติ และขณะที่บิดามารดาไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสัญชาติ ตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชนกลุ่มน้อยและพี่น้องชาติพันธุ์ซึ่งถูกจัดอยู่ใน กลุ่มข้อยกเว้นภายในหลักดินแดน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะจัดกลุ่มอยู่ในประเทศ Jus Soli ภาษาลาติน หรือสิทธิสัญชาติโดยแผ่นดินก็ตาม แต่มีข้อจำกัดบางประการ เช่น บิดาหรือ มารดาจะต้องมีถิ่นอยู่ถาวรในประเทศไทยมาเป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปี ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะ ต้องเผชิญอุปสรรคเมื่อจำเป็นต้องแสดงหลักฐานที่อยู่ และหลักฐานการเกิดในประเทศไทย และตามสถานะกฎหมายที่พวกเขาจะมีอุปสรรคและไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก หรือ ในกรณีการแปลงสัญชาติที่นอกจากจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลายข้อ รวมถึงการ แสดงเอกสารต่าง ๆ ในการตรวจ DNA ยังจะต้องมีการผ่านการประชุมคณะทำงานระดับ จังหวัดคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการไปจนถึงการลงนามเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดของกฎกระทรวงส่งประกาศราชกิจจานุเบกษา และรับหนังสือการแปลง ซึ่งในหลักขั้นตอนและกระบวนการอาจจะทำให้เกิดอุปสรรค จนเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เช่น ออกเอกสารที่บุคคลนั้นไม่มี หรือการใช้อำนาจ ทางระบบราชการในขั้นตอนดังกล่าวหาประโยชน์ค่ะ ดิฉันทราบว่าที่กล่าวมาก่อนหน้านี้อันเนื่องด้วยมาจากผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น สถานะทั้งในและนอกประเทศหรือเศรษฐกิจการเมือง ประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามยังได้ มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อความเท่าเทียมสำหรับชนกลุ่มน้อย และพี่น้องชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในส่วนของการขอสัญชาติ รวมถึงการกลับคืนสัญชาติค่ะ นอกจากนี้ทรัพยากรทางธรรมชาติ และโอกาสทางเศรษฐกิจควรเปิดให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถ ที่จะเข้าถึงได้ แล้วก็ส่วนคนที่จะเป็นเจ้าของประเทศควรจะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่แค่กลุ่มทุน ผูกขาดเพียงไม่กี่กลุ่ม และกลุ่มที่ยึดโยงกับรัฐประหารที่ได้รับผลประโยชน์ เพราะทุกคนล้วน เท่าเทียมกันและต้องถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง บริการรัฐต่าง ๆ เช่น บริการทางสาธารณสุข บริการด้านการศึกษา และบริการในการที่จะ เข้าถึงบัตรประชาชนที่จำเป็นที่จะต้องมีบัตรประชาชนถึงจะเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น ข้อกังวล เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. นี้อาจจะนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เนื้อหาใน Website ที่ได้รับฟังความคิดเห็นในส่วนของข้อมูลประกอบการพิจารณาที่มีการตั้งคณะกรรมการ ระดับชาติ และระดับจังหวัดนั้น ดิฉันมีข้อกังวลเล็กน้อยว่า หากใช้ระบบราชการเข้าไป ดำเนินการอย่างเต็มที่อาจจะเกิดปัญหาการสวมสิทธิปลอมแปลง สิทธิโดยผู้มีอำนาจ ทางการเมือง การปกครอง หรือกำลังทางเศรษฐกิจ หรือมีเส้นสายได้เหมือนที่เกิดขึ้นกรณี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่กลับกลายเป็นเอาทรัพยากรส่วนกลางไปให้นายทุนผูกขาดสวมสิทธิ ใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่เพียงไม่กี่บริษัท ดิฉันจึงอยากเรียนท่านประธานเพื่อให้ใช้พื้นที่สภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการปรึกษาหารือรูปแบบแนวทางเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำของ ทางทรัพยากร และป้องกันความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ จากการสวมสิทธิตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ค่ะ สิทธิอื่น ๆ ที่จะต้องมีตามบัตรประชาชน พี่น้องชาติพันธุ์ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงได้อย่าง เท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดิฉันเคยไปลงพื้นที่ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และพบกับพี่น้องชาวลาหู่ มีอุปสรรคมากมายในการเข้าถึงการจดทะเบียนได้บัตรประชาชน ไม่มีหลักฐานในการเกิดในประเทศไทย ดิฉันบอกข้างต้นนะคะ ต้องจบปริญญาโท ต้องมี รายได้มากกว่า ๔๐,๐๐๐ บาท ต้องมีการตรวจ DNA ท่านคะ พี่น้องชาติพันธุ์ยังไม่มีสิทธิ ในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน อย่างเช่นสิทธิในการศึกษา ท่านจะเอาจากไหนมาจบปริญญาโท ท่านจะเอาเงินจากไหนมาตรวจ DNA คะ ท่านจะเอาเงินจากไหนมาให้รายได้ ๔๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือนเพื่อที่จะได้รับบัตรประชาชน และได้สิทธิเท่าเทียมกับคนส่วนมาก ทั้ง ๆ ที่เขาเกิด ในแผ่นดินไทย อยู่ในแผ่นดินไทย ทำมาหากินได้อยู่ในแผ่นดินไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษของ พวกเขาแล้วค่ะ จะเอาเงินจากไหนไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษา เป็นประกาศจากกระทรวง ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง พิลึกพิลั่นและแปลกประหลาดที่สุดค่ะ นอกจากนั้นในการ เข้าถึงปัจจัยขั้นพื้นฐาน อย่างเช่นการใช้ไฟฟ้าในเขตป่าสงวนเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่พี่น้อง ชาติพันธุ์เข้าไม่ถึง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ สภาชนเผ่าพื้นเมืองจะเป็นเครื่องมือ ในการที่จะสร้างกลไกที่พี่น้องชาติพันธุ์จะได้สะท้อนเสียงและความต้องการของเขาเข้ามาสู่ สภาใหญ่ มีกลไกในการประสานงานกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ ๒. การคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ๓. การอนุรักษ์ส่งเสริมฟื้นฟูอัตลักษณ์ จารีตประเพณี ๔. ศึกษาติดตามประเมินผลกระทบ อันนี้สำคัญมากนะคะ ของโครงการ Mega Project ระหว่างนายทุนกับรัฐ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์ และทรัพยากรที่เป็นที่ดินทำกิน เป็นการทำมาหาได้ของพี่น้องชาติพันธุ์ นอกจากนี้นะคะ ท่านประธาน ทรัพยากรธรรมชาติและโอกาสทางเศรษฐกิจควรเปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นว่าด้วยมาตรา ๒๗ แห่งกติกา ว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง และกติกาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ได้บัญญัติไว้ว่า ในรัฐทั้งหลายซึ่งมีชนกลุ่มน้อยทางเผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือภาษาอยู่ บุคคลผู้เป็นชนกลุ่มน้อย ดังกล่าวจะต้องไม่ถูกปฏิเสธสิทธิอันที่มีวัฒนธรรมของตนเอง หรือนับถือและประกอบ พิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง หรือใช้ภาษาของตนเองภายในชุมชนร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของชนกลุ่มน้อยด้วยกัน นอกจากนั้นในมาตรา ๒ ของกติกาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมยังกำหนดว่า รัฐภาคีซึ่งเราเป็นหนึ่งในภาคีจะต้องดำเนินการเป็นรายบุคคล และผ่านการช่วยเหลือและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจ และเทคนิคโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดให้เป็นประโยชน์สูงสุดที่จะนำมาซึ่งสิทธิและ เสรีภาพที่บัญญัติอยู่ในกติกา ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนี้ ซึ่งรวมไปถึง มาตรา ๒๗ ที่ดิฉันกล่าวถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นสิทธิของพี่น้องชาวชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อย ซึ่งประเทศไทยก็ได้ลงสัตยาบันไว้แล้ว วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ นอกจากนี้ ว่าด้วยบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๐ ได้ระบุ ไว้ว่า รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิต ในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูก รบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีต่อประชาชนหรือ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐหรือสุขภาพอนามัย เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเช่นนี้ ทำไม ประชาชนชนกลุ่มน้อยยังไม่ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมล่ะคะ ไหนจะเรื่องสัญชาติ การจัดแจง ทรัพยากร สถานะทางเศรษฐกิจไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคมไทย ท่านประธานคะ ที่ดิฉัน กล่าวมา ท่านประธานจะได้เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันไปตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมากฎหมายไทยไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ดิฉัน กล่าวมาข้างต้นจวบจนถึงปัจจุบัน ดิฉันจึงอยากให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ มีการพิจารณาคำนึง ครอบคลุมถึงประเด็นที่ดิฉันได้นำเสนอไปด้วย เพื่อที่จะได้รับสิทธิเท่าเทียมเพราะทุกคน เป็นคนเท่ากันค่ะท่านประธาน นอกจากนั้นในมาตรา ๑ ของ ICCPR ยังกำหนดไว้ว่า ยังยืนยันว่า ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิในการกำหนดตนเอง และถูกรับเป็นกฎหมายจารีต ประเพณีระหว่างประเทศที่ปฏิบัติโดยทั่วไป และเป็น Opinio Juris หรือว่าคำตัดสิน คำวินิจฉัยของศาลโลก ที่ทุกประเทศร่วมปฏิบัติเมื่อลงสัตยาบันโดยสุจริต Pacta Sunt Servanda สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในการกำหนดตนเองถือเป็นประเพณีที่มีมายาวนาน เคารพในการตัดสินใจที่เป็นอิสระ การปกครองตนเองและพึ่งพาตนเอง และเป็นสถาบันที่จะ ปกครองตนเองมานับ ๑๐,๐๐๐ ปี ตั้งแต่ก่อนล่าอาณานิคมได้เริ่มขึ้นแล้วค่ะท่านประธาน ในร่าง พ.ร.บ. พื้นเมือง จะให้ความหวังกับคำนิยามชาติพันธุ์นะคะ คือชาติพันธุ์ก็คือคน กำหนดนิยามชนเผ่าพื้นเมือง ตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมือง และตั้งคณะอาวุโสชนเผ่าพื้นเมือง ไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐสภา ดิฉันอยากให้พี่น้องในสภาแห่งนี้ ร่วมกันเป็นหนึ่งในจุด เปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ไทย ก้าวไปข้างหน้าสู่ความเท่าเทียม และสังคมพหุวัฒนธรรม และความหลากหลาย ขอบพระคุณค่ะ