ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายร่างกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำ การถูกเหยียดหยาม และการละเมิดสิทธิของชนเผ่าต่าง ๆ พร้อมเรียกร้องให้รัฐคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ เสริมสร้างความเสมอภาค และอนุรักษ์วัฒนธรรม ภาษา และทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ลดอคติ และสร้างสังคมที่สงบสุข รวมถึงต่อยอดเป็นพลังทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน กระผมใคร่ขออนุญาตร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนเป็นผู้เสนอ ทั้ง ๔ ฉบับ ๕ ฉบับ ๖ ฉบับนี่ละ ท่านประธานครับ ประเด็นแรกประเทศไทยเราเป็นสังคม พหุวัฒนธรรม มีประชากรชนเผ่าของกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย กลุ่มสังคม มีวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จากหลานสู่หลาน ประเทศไทยเรามีชนเผ่าพื้นเมือง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และมีประชากรที่เป็นคนพื้นเมืองมากถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบ ประชากรของคนเผ่าพันธุ์ชาติพันธุ์นี้ใหญ่กว่าประเทศบางประเทศในโลกนี้ด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันไป แต่สภาพความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องเผชิญไม่แตกต่างกันก็คือ พวกเขาถูกบังคับให้โยกย้ายถิ่นที่อยู่จากบรรพบุรุษของเขา พวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้แสดงออกถึงความเชื่อ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ของพวกเขาเอง แล้วซ้ำ ยังมีพี่น้องชาติพันธุ์อีกหลายคนถูกทำร้าย ถูกเลือกปฏิบัติในฐานะพลเมืองชั้นสอง แล้วบางครั้งเขาเรียกว่า คนชายขอบ ท่านประธานครับที่เรียกว่า คนชายขอบนั้น หรือการที่ ถูกตราหน้าว่า พวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝัง ของพวกเรามองภาพลักษณ์ และสร้างอคติที่ไม่เป็นธรรมต่อพวกเขาเลย ตัวกระผมเอง บรรพบุรุษเมื่อก่อนนั้นเป็นคนอีสาน แต่ยังโชคดีได้เกิดมาเป็นคนไทย คนในภาคอีสานเขามี ชนเผ่าเยอะครับ ชนเผ่าภูไท เผ่าญ้อ เผ่าภูลาว ผมก็ถูกตราหน้าว่า เป็นเผ่าภูลาวเช่นเดียวกัน ถูกกระทำมาแล้ว แม้กระทั่งปัจจุบันวัฒนธรรมคำพูดก็ไม่เหมือนกัน การอยู่การกิน ก็ไม่เหมือนกัน เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ก็ยังถูกเหยียดหยามเลยครับคนอีสาน เขาบอกว่า ไอ้ลาวบ้าง โน่นนี่นั่น ผมเป็นคนไทยอีสาน เกิดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกเหยียดหยามมาแล้วครับ สมัยเป็นเด็ก ๆ บอกว่า ไอ้เสี่ยว ถ้าท่านประธานเรียกผมว่า ไอ้เสี่ยว ถือว่าเพื่อนกันครับ แต่ถ้าคนไม่รู้จักกันเรียกว่า ไอ้เสี่ยว ผมลุกขึ้นเตะปากเลยครับ มันจะเป็นอย่างนี้ อันนี้คือ การดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งสร้างความไม่เข้าใจกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่เรานี่ คนเมือง และคนต่างก็เกิดขึ้นในเมืองไทย คนชนบทต่างเผ่าพันธุ์มีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน คนพวกนี้เกิดขึ้นมายาวนาน ก่อนที่จะมีการสถาปนารัฐไทยด้วยซ้ำนะครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการรับรองสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ที่บอกว่า รัฐต้องส่งเสริมและคุ้มครองพี่น้องประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รัฐจะต้องให้เขามีสิทธิในการดำรงชีวิตในสังคม และมีวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ของเขา ตามความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ มาตรา ๕ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมอ่านเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับของท่านเสริมศักดิ์ ของ ครม. เป็นผู้เสนอ โดยมาตรา ๕ ในร่างนี้ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เป็นการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ และ ยังคุ้มครองพี่น้องชาติพันธุ์ให้สิทธิเสรีภาพในการดำรงชีวิต วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิต ดั้งเดิมของพวกเขาได้อย่างแท้จริง โดยมาตรา ๕ บอกว่า ๑. พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการดูแล จากภาครัฐและไม่ถูกเกลียดชัง ไม่ถูกเหยียดหยาม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรม ๒. รัฐจะต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญา ดูแลรักษาหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และความเชื่อจากจารีตประเพณีของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ๓. รัฐจะต้องเข้ามาดูแล และจัดการบริหาร จัดการชุมชน พื้นที่ที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์และต้องคุ้มครองดูแลเขา ให้มีสิทธิในการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิมของพวกเขาได้อย่างมีอิสระ ๔. รัฐจะต้องบริหารจัดการ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นป่า ผืนน้ำ ลำธาร พี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ให้เขาใช้ชีวิตดำรงอยู่ ให้เกิดความยั่งยืน ๕. รัฐจะต้องเปิดโอกาสให้กลุ่ม ชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกความคิดเห็น และรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เกิดจากโครงการ หรือกิจการของรัฐเอกชน หรืออาจจะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขาอย่าง รอบด้านให้เท่าเทียมกัน และ ๖. รัฐจะต้องสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ถนนหนทาง น้ำประปา ไฟฟ้าให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในที่กันดาร เสมือนให้พวกเขา ดำรงชีวิตว่าเสมือนเป็นคนไทยและรัฐจะต้องจัดบริการสาธารณะ เพื่อดูแลด้านการศึกษา สาธารณสุขทุกอย่างนะครับ เป็นการดูแลให้เข้าถึงภาครัฐอย่างแท้จริง สามารถให้เขาใช้ชีวิต อย่างเท่าเทียมเหมือนกับมนุษย์คนไทยทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ
ประเด็นที่ ๓ ขอกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมอยากจะบอกกับทุกท่าน และพี่น้องประชาชนทุกคนว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพวกเราคนไทยทุกคนที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกันในกฎหมายฉบับนี้ เพราะ กฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในแง่ของ การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย ทำให้เกิดการยอมรับและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คุณค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะช่วยลดอคติทางวัฒนธรรม และสร้างสังคมให้มี ความสงบสุข ลดปัญหาความขัดแย้ง และเป็นการวางรากฐานสังคมของเรา คือความมั่นคง และยั่งยืน และที่สำคัญครับท่านประธาน การคุ้มครองวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหลากหลายของ พี่น้องชาติพันธุ์ในฐานะทุนทางวัฒนธรรม เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้กับประเทศ ของเรา และสามารถนำเป็นทุนทางวัฒนธรรมมาเป็น Soft Power ของประเทศเราได้ครับ ท่านประธานครับ ขณะเดียวกันพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ทุนทางวัฒนธรรมก็สามารถพึ่งพาตนเอง ได้ ทำให้รัฐประหยัดงบประมาณด้วย ที่ต้องให้ความช่วยเหลือและยังสามารถนำงบประมาณ ไปพัฒนาทางด้านอื่นได้ด้วย ซึ่งก็เป็นการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้อีกด้วย ท่านประธานครับ ผมเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจเลยนะครับว่า ศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมของกลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐาน เราจะสามารถถอดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนให้พวกเขามาเป็นพลังของชาติในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ท่านประธานครับ วันนี้สภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและพี่น้องประชาชนได้คืนสิทธิ คืนความเท่าเทียม และ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับพี่น้องชาวชาติพันธุ์ และพวกเขาถูกพรากมาอย่างยาวนาน แล้ว ดังนั้นกระผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และกระผมขอยืนยันว่า จะไม่ทิ้ง ใครไว้ข้างหลังนะครับ ผมเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้ ขอขอบพระคุณครับ