สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการและสมัชชาเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาสิทธิของชาติพันธุ์

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะขออนุญาตเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยมานำเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยและตัวดิฉันเอง ได้ลงพื้นที่ และได้รับทราบถึงปัญหาของพ่อแม่พี่น้องชาติพันธุ์ในหลากหลายประเด็น และทางพวกเราเองก็มีความเป็นห่วงพี่น้องชาติพันธุ์ทุก ๆ ท่านที่ต้องต่อสู้กับปัญหา ไม่ว่า จะเป็นการต่อสู้เพื่อเข้าถึงสิทธิด้านต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่เป็น อุปสรรค ที่ไม่ได้พัฒนาหรือปรับปรุงไปตามบริบทของสังคมที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ปัญหา ต่าง ๆ ที่พ่อแม่พี่น้องชาติพันธุ์ได้พบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจึงเป็นหลัก จึงเป็นเหตุ จึงเป็นที่มา ของการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ของ พรรคเพื่อไทยฉบับนี้ค่ะ และดิฉันจะขออนุญาตทางสภาใช้เวลาไม่กี่นาทีในการอธิบายถึง หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย ได้รับทราบถึงหัวใจสำคัญ ดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๐ ได้บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มี สิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิม ตามความสมัครใจได้อย่าง สงบสุข ไม่ถูกรบกวนเท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย โดยที่กลุ่มชาติพันธุ์ มีความหลากหลายของด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและความเชื่อ ตามจารีตประเพณีของตัวเอง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งมีวิถีชีวิต กลมกลืนรวมอยู่ในราชอาณาจักรไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีนโยบายและมาตรการในการคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังขาดตัวบทกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการอันเหมาะสม ในการปฏิบัติ ต่อคนเหล่านี้ในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย หลากหลายกลุ่มไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการเท่าที่ควร เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมีสิทธิอาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีการทับซ้อนกับพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่ ที่อยู่ในการดูแลของทางราชการ ที่ไม่สามารถอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้ตาม กฎหมายค่ะ อีกทั้งขาดการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจในกิจกรรม หรือกิจการของรัฐหรือเอกชนที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตหรือชุมชน ของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อประโยชน์แห่งการดึงศักยภาพชุมชน ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและ การท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชุมชน ประกอบกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน และห้ามมิให้ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าความแตกต่างในเรื่องของถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา ดังนั้นสมควรให้มีกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ขึ้นค่ะ จากหลักการและเหตุผลข้างต้นนะคะ ดิฉันและพรรคเพื่อไทยจึงได้นำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญ โดยสรุปทั้งหมด ๘ ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ข้อแรก คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยห้ามมิให้มีการ เลือกปฏิบัติ เหยียดหยาม สร้างความเกลียดชัง รวมถึงส่งเสริมภูมิปัญญา ส่งเสริมภาษา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ และส่งเสริมให้มีการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของ พี่น้องชาติพันธุ์ รวมถึงให้พี่น้องชาติพันธุ์ของดิฉันมีส่วนร่วมในกระบวนการทางสังคมและ การเมืองในทุก ๆ ระดับ

ข้อที่ ๒ ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของภาครัฐร่วมมือกันในการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ลดการโยนภาระ โยนงานให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้อง ชาติพันธุ์ของดิฉันในการติดต่อประสานงานและการแก้ไขปัญหา มาโยนภาระให้กับพี่น้อง ชาติพันธุ์ของดิฉันในการหาวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเขาเองค่ะ

ข้อที่ ๓ จัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นรองประธาน และนี่คือสิ่งที่พวกเรา พี่น้องชาติพันธุ์ต้องการที่สุด คือการได้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการ รับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาติพันธุ์ของดิฉันค่ะ

ข้อที่ ๔ จัดตั้งสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์เพื่อประสานงานแลกเปลี่ยนความรู้ เกี่ยวกับชาติพันธุ์

ข้อที่ ๕ จัดทำฐานข้อมูลวิถีชีวิตประวัติศาสตร์ของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์เพื่อใช้ ประโยชน์ในการส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ

ข้อที่ ๖ กำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิ ใช้ประโยชน์จาก ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติตามธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งหมายความว่า หากพิสูจน์ทราบได้ว่าพี่น้องชาติพันธุ์นี้มีการอยู่กินในพื้นที่ดินทำกิน มาก่อนที่กฎหมายจะออกมาบังคับใช้ ให้ถือว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่ม ชาติพันธุ์ ให้มีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่จะไม่ทำลาย ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ

ข้อที่ ๗ กำหนดฐานความผิดด้านอาญา ว่าด้วยการกระทำเหยียดหยาม สร้าง ความเกลียดชังแก่กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

และข้อสุดท้าย เป็นกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้กำหนดกระบวนการ เปลี่ยนผ่านสู่การมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ ให้มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์มากที่สุดค่ะ

ท่านประธานคะ ทางรัฐบาลไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ก็มีความเป็นห่วงเป็นใยในการใช้ชีวิต ในการเข้าถึงสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ ในทุก ๆ พื้นที่ของประเทศ และเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้ไปร่วมงานปีใหม่ของชาวล่าหู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ โดยที่ท่านได้ย้ำถึง ความสำคัญในเรื่องของการให้สัญชาติ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิทธิด้านต่าง ๆ ให้มีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นวันนี้ดิฉันอยากจะขอความร่วมมือ จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้มาร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมา อย่างยาวนาน ให้มีทางออกร่วมกัน โดยที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง ข้อกฎหมายที่บังคับใช้ทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน ดิฉันหวังว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นหนทาง ในการแก้ไขปัญหา เป็นตัวกลางในการพูดคุยในทุก ๆ ประเด็นของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือตัวบทกฎหมายที่ไม่ได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมหรือพื้นที่ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานคะ คณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะมีระยะเวลาพิจารณาไม่ได้นานมาก พี่น้องชาติพันธุ์ของดิฉัน รอได้ค่ะ หากปัญหาของเขาได้รับการพูดคุย มีเวทีกลางที่จะได้นำเสนอปัญหา เพราะปัญหา ของพี่น้องชาติพันธุ์ของดิฉันบางท่านรอมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี หรือบางท่านเขารอ มาทั้งชีวิต ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยกัน อย่างตรงไปตรงมา และหาหนทางในการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้านในทุก ๆ ประเด็นให้กับ พี่น้องชาติพันธุ์ของดิฉัน และพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ฉบับของพรรคเพื่อไทยนี้ จะทำให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้มีสิทธิ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และยังได้ ส่งเสริมวิถีชีวิตที่ตัวเองได้ภาคภูมิใจภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน