สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เสนอการคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะชาวปกาเกอะญอในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่ถูกกระทบกระเทือนจากการตัดสินใจของรัฐที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชุมชน และเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิและโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทย มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่มีอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อ จารีตประเพณี รวมทั้งวิถีชีวิตที่ แตกต่างออกไป ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่สูง กลุ่มที่อาศัยตั้งถิ่นฐานบนเกาะแก่งหรือตาม ชายฝั่ง มีอาชีพทำการประมง กลุ่มที่อาศัยอยู่ในป่าที่ยังคงดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาอยู่กับป่า และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นราบ ซึ่งกลมกลืนกับคนไทยโดยทั่วไปแล้วนะครับ แม้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จะได้บัญญัติรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองเอาไว้อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตามนะครับ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า พื้นเมืองในประเทศไทยก็ยังคงมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิบรรดา กฎหมายต่าง ๆ กำหนดเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายและนโยบายบางประการที่จำกัดสิทธิ ในที่ดินและทรัพยากร โดยเฉพาะกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับป่าไม้ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และมีโอกาสในการพัฒนา คุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงสมควรให้มีกฎหมายเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิต ของกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยขึ้น โดยผมจะขออภิปรายชี้แจง รายละเอียดโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ขอสไลด์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ผมจะขอเริ่มต้นเล่าเรื่อง ของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งนะครับ ชื่อพ่อหลวงสมชาติ หรือที่รู้จักกันในนามผู้ใหญ่สมชาติ รักษ์สองพลู เป็นผู้ใหญ่บ้านที่บ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง บ้านกลางนี้ เป็นชุมชนปกาเกอะญอ ที่มีอายุกว่า ๓๐๐ ปีแล้ว ปัจจุบันมีประชากร ๗๗ หลังคาเรือน ๓๐๐ กว่าคน ชาวปกาเกอะญอที่นี่ยังคงมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ผูกพันอยู่กับผืนป่า ผืนดิน และสายน้ำ ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ ทำนา โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียน รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เก็บหาหน่อไม้ และผลผลิตที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเลยทีเดียวก็คือ มะแขว่น ชาวบ้าน ได้จัดการผืนป่าของชุมชนรวมประมาณ ๑๖,๐๐๐ ไร่ เป็นป่าชุมชน ๑๒,๐๐๐ ไร่ เกินกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ทำกิน ๔,๐๐๐ ไร่ เป็นทั้งที่นาแล้วก็ที่ไร่หมุนเวียน แต่ได้ใช้ทำกินจริง ๆ ในแต่ละปี เฉลี่ยประมาณ ๕๐๐ ไร่ต่อปีเท่านั้นเอง ในอดีตรัฐได้ให้นายทุนสัมปทานป่าไม้ ในพื้นที่ป่าบ้านกลางนี้ ๓ ครั้งจนป่าไม้หมด ต่อมาชาวบ้านช่วยกันดูแลจนป่าไม้สามารถที่จะ ฟื้นฟูกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม พ.ศ. ๒๕๓๔ รัฐได้ดำเนินการเตรียมประกาศเป็นอุทยาน แห่งชาติทับชุมชนและที่ทำกิน แต่ชาวบ้านคัดค้านนะครับ เพราะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ กำลังทำลายวิถีชีวิตของชุมชน ทุกวันนี้ชาวบ้านบ้านกลางอยู่ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ยัง ไม่มีทางแก้ ถนนเข้าหมู่บ้านยังเป็นดินบางส่วน ในหน้าฝนเดินทางเข้าหมู่บ้านด้วยความ ยากลำบาก ไม่ได้รับงบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้านหลายปีแล้วนะครับ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔ ชาวบ้านเคยจะไปเอาไม้ในป่าชุมชนมาสร้างโบสถ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ ดำเนินคดี วิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหาเห็ด หาหน่อไม้ ล่าสัตว์ ทำไร่ทำนา ทำสวน สร้างบ้าน ทุกอย่างผิดกฎหมายหมด นี่คือความ เดือดร้อนของชาวบ้าน แล้วเรื่องราวเหล่านี้มันสะท้อนอะไรล่ะครับ สไลด์ต่อไปครับ

ประการที่ ๑ ประวัติศาสตร์ ๓๐๐ ปีของชุมชนบ้านกลางถูกเลือนหายไป หรือแทบไม่มีความสำคัญเลยนะครับ

ประการที่ ๒ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างของชาวปกาเกอะญอ ถูกตีความว่า เป็นภัยต่อสังคม ถูกเบียดขับออกจากสิทธิและนำมาสู่การทำให้เป็น อาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกิน การเก็บหาของป่า การนำไม้มาสร้างบ้าน แม้กระทั่ง การสร้างถนนสร้างสะพานเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดว่า ผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้สิทธิและ โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านบ้านกลางถูกจำกัด ลงไป แล้วมีคนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับชาวบ้านที่บ้านกลางนี้อยู่ในสังคมไทยมากน้อย เพียงใดครับ ผมขอแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบาย ของรัฐ ตัวเลขอาจจะเยอะกว่านี้นะครับ นี่เป็นเพียงตัวเลขที่ผมยกมา แล้วก็ที่ปรากฏ กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงเฉพาะใน ๒๐ จังหวัดภาคเหนือ จำนวน ๑๐ กลุ่ม มี ๓,๔๕๘ หมู่บ้าน ประชากร ๑.๑๒ ล้านคน เป็นกลุ่มชาวเล ๔๖ ชุมชน ๑๔,๐๐๐ คน และ กลุ่มมานิซึ่งแบ่งเป็น ๑๕ กลุ่มครอบครัว ๓๐๐ กว่าคน อันนี้คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับ ผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายของรัฐโดยตรง อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่กลมกลืนกับ สังคมไทยแล้วประมาณ ๔-๕ ล้านคน กลุ่มนี้อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและ นโยบายโดยตรง แต่วิถีชีวิตวัฒนธรรมคุณค่าบางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ ลบเลือน หายไปแล้ว เป็นที่น่าใจหายของคนผู้เฒ่าผู้แก่นะครับ

สไลด์ต่อไป อันนี้เป็นข้อมูลเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ๑๐ กลุ่ม ปัจจุบัน มีอยู่ ๓,๔๕๘ หมู่บ้าน หมู่บ้านตรงนี้หมายถึงหมู่บ้านที่เป็นทางการนะครับ ยังไม่รวมถึง หย่อมบ้าน หรือว่าบ้านบริวาร ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านี้ รวมกัน ๑.๑๒ ล้านคน อันนี้ก็ยังไม่ได้ เป็นตัวเลขที่ถูกต้องเสียเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยก็คือประมาณเท่านี้ ทำไมเราต้องมีกฎหมาย คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นการเฉพาะ ตามที่ผมได้บอกไปนะครับ แม้ว่าเราจะมีกฎหมาย ที่รับรองความเท่าเทียมกันอย่างเป็นทางการแล้ว แต่กลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ ด้อยพัฒนา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกฎหมายและนโยบายของรัฐ ที่ไม่เป็นธรรม กดขี่ กดทับ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิจริง ๆ กฎหมายและนโยบายที่เลือกปฏิบัตินี้ ผมย้ำนะครับว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ และปัญหา ประการหนึ่งก็คือเกิดขึ้นมาจากอคติ ซึ่งเป็นผลมาจากการประกอบสร้าง ผลิตซ้ำ และตอกย้ำ อัตลักษณ์ที่เป็นลบของกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ด้านลบที่ถูกตอกย้ำซ้ำ ๆ ในสังคมไทยมีอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุด ๓-๔ ประการนะครับ ประการที่ ๑ ก็คืออพยพเข้ามาใหม่ ประการที่ ๒ คือเป็นภัยต่อ ความมั่นคง โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น ประการต่อไปก็คือเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และประการสุดท้ายก็คือ การทำลายป่า สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะการที่ไป ตอกย้ำให้แก่คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ในสมัยอดีตคำว่า ชาวเขาทำลายป่า คำว่า ชาวเขา ค้ายา อยู่ในแบบเรียนของนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะการตอกย้ำในหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจ เมื่อตอกย้ำบ่อย ๆ สังคมไทยก็ซึมซับว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงนะ ทำให้มีสภาพที่เรียกว่า Engrave หรือการแทรกซึม หรือในภาษาไทยเราจะเรียกว่า ฝังเข้ากระดูกดำ ทำให้คนมี ทัศนคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ว่า เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ ค้ายาเสพติด แล้วก็ทำลายป่า แม้คนส่วนหนึ่งจะไม่เชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในสำนึกของคน เมื่อฝังอยู่ในสำนึกของคน สิ่งเลวร้ายที่ตามมาก็คือ กฎหมายและนโยบายที่ตั้งอยู่บนความคิดความเชื่อเหล่านี้ แล้วในยุคสมัยปัจจุบันการเลือกปฏิบัติ อคติมันไม่ได้ตรงไปตรงมา มันมีความสลับซับซ้อน และมีลักษณะที่แฝงเร้น เราไม่สามารถเห็นได้หรือว่ามีการเลือกปฏิบัติ พูดด้วยคำพูด แบบตรงไปตรงมา เส้นแบ่งในการเลือกปฏิบัติจึงเบาบาง แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ คุณภาพชีวิต ที่ตกต่ำ แล้วก็การปฏิเสธสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ และแนวทางแก้ไขปัญหาในการเลือก ปฏิบัติเหล่านี้ทำอย่างไรได้บ้าง ในทางหลักการสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ยาก แม้กระทั่งอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติ ทางเชื้อชาติ หรือมีพื้นฐานมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็มีแนวทางอยู่ นะครับ ซึ่งต้องทำอย่างน้อย ๒ ประการ ประการแรกก็คือ มีกฎหมายรองรับให้กลุ่มชาติพันธุ์ มีความชอบธรรมอย่างชัดเจน อันนี้เป็นประการแรก การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะทำ ให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิโดยทันที แต่อย่างน้อยที่สุดก็รับรองความชอบธรรม ทำให้เกิดพื้นที่ ในการเจรจาต่อรอง ประการต่อมาก็คือ การทำให้คนในสังคมไทยตระหนักรู้ ตระหนักว่า สิ่งที่สังคมรับรู้เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในด้านลบเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมา แล้วก็ตอกย้ำ เข้าไป มันไม่ได้เป็นความจริงอย่างนั้นเสียทั้งหมด มันอาจจะมีบางคนที่อพยพเข้ามาใหม่จริง แต่ไม่ใช่ทุกคน อาจจะมีบางคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง แต่นั่นเป็นเพียงแค่บางคน แล้วก็ ส่วนน้อยมาก คนส่วนใหญ่เขามีวิถีชีวิตปกตินะครับ โดยเฉพาะคนนอก คนที่มีอำนาจต้อง ตระหนักรู้นะครับว่า สิ่งที่เขารับรู้ในด้านลบของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง ขึ้นมา ผู้มีอำนาจต้องตระหนักรู้ในสิ่งเหล่านี้นะครับ ตัวอย่างกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ของต่างประเทศมีอะไรบ้าง ตอนนี้เรากำลังผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ถามว่า เราทำกันเองโดยลำพังใช่ไหม ผมยืนยันว่า ไม่ใช่ ประเทศต่าง ๆ ในสังคมโลกนี้ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนา เขาได้มีการออกกฎหมายในลักษณะนี้มานานแล้วนะครับ ผมขอ ยกตัวอย่างประเทศแคนาดา มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิในที่ดินของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองมาเป็น เวลาเกินกว่า ๓๐ ปีแล้ว ประเทศญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ประเทศนิวซีแลนด์ก็เหมือนกัน ใกล้มา บ้านเราก็คือประเทศมาเลเซียก็มีเหมือนกันนะครับ ประเทศออสเตรเลียอันนี้ก็มีเหมือนกัน กฎหมายเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในที่ดิน และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วกฎหมายฉบับที่ผมเสนอดีต่อสังคมไทยอย่างไร รวมถึงกฎหมายฉบับอื่น ๆ ด้วย กฎหมาย ลักษณะนี้จะดีต่อสังคมไทยอย่างไร

ประการแรกก็คือ ปลดล็อกปัญหาสิทธิในที่ดิน รับรองให้มีสิทธิในที่ดิน ผมย้ำนะครับว่า มันเป็นคนละเรื่องกันกับการออกโฉนด การรับรองให้มีสิทธิในการใช้ที่ดิน และทรัพยากร

ประการที่ ๒ คือส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาทรัพยากรดิน น้ำ ป่า

ประการต่อไปก็คือ รักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่น

ประการต่อไปคือ พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยใช้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มาเป็นทุน ในขณะนี้เราพูดถึง Soft Power นี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่เราจะยก Soft Power มา อยู่ในกฎหมาย แล้วก็ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถสนับสนุนและส่งเสริมได้อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว

ประการต่อไปคือ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนทำการพัฒนา ชุมชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ประการสุดท้ายก็คือ การสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ดีต่อสายตาของ สังคมโลก

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับที่ผมเสนอก็มีรายละเอียดเยอะ แต่ผมขอให้ ภาพกว้าง ๆ อยู่ ๓ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือการกำหนดให้คุ้มครองสิทธิเป็นการเฉพาะ ประการที่ ๒ คือสร้างกลไกทำหน้าที่เป็นตัวแทน และประการที่ ๓ ก็คือการประกาศพื้นที่ คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาถึงกรณีแรก

ประการที่ ๑ การกำหนดให้ทำการคุ้มครองสิทธิอย่างที่ผมได้บอกไปนะครับ แล้วผมก็อยากจะย้ำว่า แม้เราจะมีกฎหมายแม่บทกำหนดให้รับรองคุ้มครองสิทธิของกลุ่ม ชาติพันธุ์ในลักษณะที่เสมอภาคเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป แต่ผลที่ตามมาก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ หรือไม่สามารถเข้าถึงกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องกำหนดเพิ่มเติม ก็คือการห้ามเลือกปฏิบัติหรือการสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะสื่อกับปฏิบัติการของ หน่วยงานรัฐ

ประการที่ ๒ ก็คือสิทธิในวัฒนธรรม วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มันมี มากกว่าเพียงแค่เสื้อผ้า หรือบทเพลง มันมีเรื่องวิถีชีวิต มันมีเรื่องอาชีพ มันมีเรื่องที่ดิน มันมี เรื่องอื่น ๆ ด้วยนะครับ ประการต่อไปก็คือ สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่ผมได้ ยกตัวอย่างกรณีของพ่อหลวงสมชาติที่บ้านกลาง วัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ รวมทั้ง กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ก็คือการใช้ที่ดินที่มีรูปแบบแตกต่างออกไปจากระบบที่กฎหมายปัจจุบัน รับรอง รวมทั้งการใช้ทรัพยากรจากป่าด้วย เมื่อกฎหมายไม่รับรอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นกฎหมายที่เราพยายามออกแบบมาใหม่ ก็คือพยายามที่จะหาช่องทางในการ รับรองสิทธิในที่ดินและสิทธิในการใช้ทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพ และสุดท้ายก็คือสิทธิในการ กำหนดตนเอง กรณีนี้ปัจจุบันปรากฏว่ามีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีทรัพยากรอยู่ จะถูกรัฐอนุญาตให้เอกชน หรือแม้กระทั่งโครงการของรัฐเองไปดำเนินการ อย่างเช่น การทำเหมือง สร้างเขื่อนอย่างนี้นะครับ ทำให้กระทบต่อการใช้ที่ดิน ใช้ทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ในชุมชนตรงนั้น เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าไปดำเนินการ มันก็จำเป็นต้องมีการกลั่นกรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องให้ความสำคัญแก่ชุมชนตรงนั้นก่อน

ประการที่ ๓ ก็คือกลไกที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ตามที่ผมได้บอกไปนะครับว่า แม้กฎหมายจะรับรองสิทธิอย่างเสมอภาคเท่าเทียม แต่กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากก็ไม่มีโอกาส เข้าถึงสิทธิที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ได้จริง ๆ รวมทั้งเมื่อถูกเลือกปฏิบัติหรือได้รับผลกระทบ ไม่สามารถที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นการมีองค์กรตัวแทนที่จะมาทำ หน้าที่ตรวจสอบ แล้วก็ผลักดันให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงสิทธิได้ จึงเป็นเรื่องที่ยัง จำเป็นอยู่นะครับ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือ สังคมกลุ่มชาติพันธุ์เวลามีปัญหา ไม่ว่า จะเป็นกับหน่วยงานรัฐหรือกับใครก็แล้วแต่ สิ่งที่เป็นปัญหามากก็คือ ข้อมูลที่จะเอามายืนยัน ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิหรือคุ้มครองสิทธิของตัวเอง เพราะสังคมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นสังคม ที่ไม่เขียน หรือเราเรียกว่า Unlegends Unwritten Society ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ เรื่องราวความเป็นมา ทุกอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ จารีตประเพณี วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่เล่า สืบทอดถ่ายทอดกันแบบปากต่อปาก แล้วก็ผ่านปฏิบัติการต่าง ๆ แต่ไม่มีการเขียนเอาไว้ เพราะฉะนั้นในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิจึงมีปัญหามาก และข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือจึงมี ความสำคัญเป็นอย่างมากทั้งต่อรัฐและต่อชุมชนเอง และข้อมูลเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือก็ ต่อเมื่อถูกจัดทำโดยหน่วยงานกลางที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายนะครับ

ประการสุดท้าย แล้วก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้ที่ผมอยากจะย้ำ ก็คือ การประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การประกาศตรงนี้ไม่ใช่เป็นการ ประกาศเขตอภิสิทธิ์ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ ผมอยากจะย้ำตรงนี้นะครับ เป็นเพียงระเบียบในการ คุ้มครองวิถีชีวิต และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกับเขตป่า พูดให้ตรงไปตรงมาก็คือเป็นการพยายามสร้างเครื่องมือทางเลือกขึ้นมาในการแก้ไขปัญหา พื้นที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่าไม้ หรือที่อื่นของหน่วยงานรัฐกับชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ แน่นอนว่าการประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิกกฎหมาย เกี่ยวกับป่าไม้ หรือกฎหมายอื่น ๆ ของรัฐในบริเวณนั้นนะครับ เป็นลักษณะของกฎหมาย เชิงซ้อน ก็คือการประกาศเขตพื้นที่เหล่านี้จะคุ้มครองเฉพาะการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษา ทรัพยากรที่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐและชุมชนกำหนดร่วมกันขึ้นมานะครับ แต่หากผู้ใด หรือแม้กระทั่งสมาชิกของชุมชนทำผิดเงื่อนไข หรือบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง เข้ามา อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายปกติไป ซึ่งส่วนนี้ผมอยากจะทำความเข้าใจด้วยนะครับว่า การประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ตรงนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน วิธีการประกาศถามว่า ทำอย่างไร ก็เริ่มต้นด้วยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือหลายชุมชนรวมกัน ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม จัดทำแผนซึ่งอาจจะเรียกว่าแผนแม่บทหรือ แผนอะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองตรงนี้ขึ้นมา แล้วก็มีการออกระเบียบ ในการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ขึ้นมา และคณะกรรมการเมื่อเห็นชอบแล้ว ก็ประกาศ กำหนดไปให้เป็นเขตคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ การประกาศเมื่อประกาศ ออกมาแล้วไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิทำอะไรได้ทุกอย่าง ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและ สามารถที่จะถูกยกเลิกได้ หากชุมชนไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ต่อไปอย่างนี้นะครับ สิทธิมีอะไรบ้าง มีอยู่ ๒-๓ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คืออยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามระเบียบที่กำหนดขึ้น ซึ่งเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีความยั่งยืน และไม่นำไปสู่การ ทำลาย

ประการที่ ๒ ก็คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาอาชีพ เพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ขอย้ำกันนะครับว่า การพัฒนาทั้งหลายก็ต้องไม่นำไปสู่การ ทำลายล้างเหมือนกัน

ประการสุดท้ายก็คือ ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิให้แก่บุคคลใดได้ เว้นแต่เป็นการสืบทอดทางมรดก ทางทายาท หรือเป็นการดำเนินวิถีชีวิตตามปกติของชุมชน

อันนี้ก็คือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดนะครับ แล้วในการผลักดันด้านกฎหมาย ฉบับนี้เราไม่ได้เพิ่งมาพูดตอนนี้นะครับ เราพูดกันมาเป็นเวลานานแล้ว กระแสในสังคมก็รับรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เอง โดยเฉพาะ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายของรัฐอย่างรุนแรงมีความต้องการเป็น อย่างมาก เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องมือ ทั้งเครื่องมือของชุมชนแล้วก็เครื่องมือของหน่วยงานรัฐ ด้วยที่จะเข้าไปคุ้มครองชุมชน นักวิชาการเองก็เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือ ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ นักการเมืองเองเรื่องนี้เราเคยอภิปรายเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ทุกพรรคก็เห็นด้วยกับหลักการในการออกกฎหมายในลักษณะนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเอง โดยเฉพาะท้องถิ่นก็เห็นว่า ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นในการ จัดการแล้วก็การพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะในสังคมโลกในยุคสมัยปัจจุบัน สังคมโลกให้ความ สนใจกับการคุ้มครองสิทธิของชาติพันธุ์ของชนกลุ่มน้อย หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่เป็น ผู้อพยพ เรื่องนี้เป็นกระแสในสังคมโลกที่เห็นว่ามีความจำเป็นที่สังคมโลกต้องคุ้มครองให้ ทุกคนได้มีวิถีชีวิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็น ชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่หนึ่ง ๆ แต่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย และนโยบายที่เรา เรียกว่า กฎหมายนโยบายในสมัยใหม่ที่ไปกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนที่ยังคงยึดถือ ประเพณีวัฒนธรรมจารีตของท้องถิ่นอยู่อย่างนี้นะครับ

สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ทุกท่านที่ให้โอกาสในการ เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ