อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือเรื่องป่าสงวนแห่งชาติและเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการเพิกถอนสภาพป่า โดยเสนอแนวทาง ๕ ประการในการแก้ไขปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมความหวงแหนและพัฒนาผู้ใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกระจายอำนาจและการลดการกระจุกตัวของอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องการปรับเปลี่ยนมุมมองและเปิดพื้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดในพื้นที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ท่านประธานครับ ภูเขายังมีหมอก ท้องฟ้ายังมีฝน คนไทยต้องไม่ยืนงงในดงป่าสงวนแห่งชาติครับ ป่าสงวนแห่งชาติคืออะไร ป่าสงวนแห่งชาติ คือ ป่าที่พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ ได้ประกาศว่าเป็นป่าสงวน และป่าคุ้มครอง ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ ปัญหาคือประกาศว่าเป็นป่าสงวนไปแล้ว เมื่อประกาศเสร็จให้เป็นป่า เป็นแล้วเป็นเลย จะไม่เป็นก็ต้องมีการเพิกถอนสภาพป่า ปัญหาอยู่ตรงนี้ล่ะครับว่า เวลาประกาศแล้วจะเพิกถอนมันเพิกถอนยาก ต้องใช้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ จะยกเลิกต้องออกกฎกระทรวง ตามมาตรา ๗ คำถามคือ ถ้าป่าสงวนแห่งชาติ ณ ปัจจุบันไม่ได้คงสภาพความเป็นป่าแล้ว จะเพิกถอนได้อย่างไร เพราะถ้าเพิกถอนไม่ได้จะมีปัญหาตามมามากมาย เสียของครับ จะทำถนน จะทำสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับชุมชน ให้กับภาคประชาสังคมทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเอาให้ชัดว่าตกลงป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเกิดก่อนคนหรือคนเกิดก่อนป่า และต้องชี้ชัด ๆ ครับว่ามันมีแนวทางช่องทางกระบวนการใดหรือไม่ ที่จะทำให้ การเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาตินั้น สามารถเพิกถอนได้ด้วยอำนาจของประชาชน แน่นอนครับ เรายึดโยงอ้างอิงเอากับ อปท. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล สามารถเพิกถอนได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่แก้แทบจะเรียกได้ว่าไม่สามารถจะเพิกถอนและเรา ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
ดังนั้นผมจึงขอวางกรอบการอภิปรายของผมในครั้งนี้ว่าเป็น ๓ ปัญหา และ ๕ แนวทางในการแก้ไข ๓ ปัญหา ผมรวบรวมขมวดตัดตอนมา
ปัญหาประการที่ ๑ ถ้าเราเพิกถอนไม่ได้หรือไม่สามารถเพิกถอนโดยง่าย การขออนุญาตการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เป็นการขออนุญาตที่เกี่ยวข้องกับหน่วยราชการ หลายหน่วย มีขั้นตอน มีกระบวนการ มีการใช้เอกสารหลักฐานอ้างอิงจำนวนมาก ที่สำคัญ ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมาก เรียกว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ เช่น กรณีของ การขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง การขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ต้องให้อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นผู้พิจารณาอนุญาต จึงจะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีลำดับ มีกระบวนการ มีขั้นตอนมากกว่า ๓ เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์และไม่ทันต่อการสร้างภาระงบประมาณ คือของบประมาณไปก็รอกันแบบสะพาน ๗ ชั่วโคตร และกระบวนการการขออนุญาต เข้าทำประโยชน์นั้น เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยการ ดำเนินการเกิดจากเจ้าหน้าที่ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่าจะอนุมัติได้หรือไม่ ซึ่งไม่สามารถ ทำได้ทันทีครับ เนื่องจากอะไรครับ เจ้าหน้าที่ Play Safe Guard สูงครับ ต้องไปดูกฎ ระเบียบ ข้อบังคับกฎหมาย ต้องมีการตีความ ต้องหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า ถ้าถามกฤษฎีกาได้ก็ต้องไปถามกฤษฎีกาครับ เพราะ Play Safe เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยาก เดือดร้อน ทีนี้พอไปหารือหลายหน่วยงานครับท่านประธาน ก็ต้องรอการเดินทางของหนังสือ ตั้งแต่เดินทางไปถาม แล้วก็รอหนังสือตอบเดินทางกลับมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน แล้วก็ต้องรอรับฟังความเห็นให้ครบถ้วนรอบด้าน นี่เป็นปัญหาประการที่ ๑
ปัญหาประการที่ ๒ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐต้องจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะเรียกว่า EIA EHIA ก็ต้องไปทำ มีการประเมิน โครงการต่าง ๆ ตามแนวทางปฏิบัติของใครครับ ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กำหนดไว้ว่า ก่อนเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าทุกกรณีนั้นต้องขออนุญาต ประเด็นปัญหา สำคัญอีกเรื่องคือการรับฟังความเห็น การเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน ที่เรียกว่า Public Hearing ประชาชนบอกว่าศัพท์แสงที่ใช้พูดคุยในการทำประชาพิจารณ์ ในการรับฟังเสียงประชาชนนั้น เต็มไปด้วยเนื้อหาศัพท์วิชาการที่ยากต่อการทำความเข้าใจ บางทีก็มีกระบวนการในการ Set Up จัดฉาก ทำกระบวนการว่า Hearing ฟังครบถ้วน เรียบร้อยแล้วแต่มีธง อย่างนี้ก็ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียโอกาส
ปัญหาประการที่ ๓ การจัดทำข้อมูลและเอกสารประกอบคำขออนุญาต การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ประกอบกับว่า ถ้าไปขอดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นพื้นที่ป่าผืนใหญ่ อันนี้หนักเลยครับ ต้องใช้ระยะเวลาตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่ ต้องจัดทำเอกสารประมวลความรู้และดำเนินการ ให้ครบถ้วนตามกระบวนการ ถามว่าวันนี้นะครับ ไม่ได้ว่าดูแคลนเทคโนโลยีของประเทศเรา หรอกครับ แต่ผมถามว่าระหว่างการจัดทำแผนที่ของหน่วยงานรัฐของเราบางหน่วยงาน กับการใช้บริการองค์กรระดับโลกที่ใช้ฟรี เช่น Google Map เราเลือกเชื่ออะไร ระหว่าง กรมแผนที่สักหน่วยงานหนึ่งกับแผนที่ของ Google Map
ดังนั้นเราควรจะเปิดพื้นที่เพื่อรองรับและมีช่องทางให้เราสามารถรับความ หลากหลายและข้อมูลจากเทคโนโลยีที่เราสามารถเข้าถึงและใช้งานได้โดยง่าย พื้นที่ เป้าหมายบางแห่งขออนุญาตในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ส่งเรื่องไปจนบัดนี้ยังไม่ส่งกลับมา ภารกิจของกรมป่าไม้ก็มีมาก ภารกิจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติก็มีมาก ดังนั้นประชาชนก็ต้องทนรอไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วถ้าเราปรับแก้และบูรณาการร่วมกัน ในการแก้ปัญหาประชาชนก็จะได้ประโยชน์ นั่นเป็นปัญหา ๓ ประการ ที่ผมชี้ชัด ๆ ขมวดมา ให้เห็นแบบเน้น ๆ ครับท่านประธาน ผมมี ๕ แนวทางในการเสนอเพื่อจะแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้
แนวทางที่ ๑ เสนอให้มีการทบทวนขั้นตอนและกระบวนการในการ ขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ ตลอดจนพื้นที่ป่าสงวน และหารือให้ครบถ้วนจาก ส่วนราชการอื่น ๆ หารือฝ่ายท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน
แนวทางที่ ๒ นี่สำคัญครับท่านประธาน จัดทำฐานข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือที่เรียกว่า Big Data เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น
แนวทางที่ ๓ ต้องฝึกอบรม จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงาน ในเรื่องของระเบียบขั้นตอนการอนุญาตและการให้ใช้พื้นที่ ให้ใช้ประโยชน์ป่าไม้ เพื่อให้เกิด การบูรณาการร่วมกันในการดำเนินการใช้พื้นที่ป่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางที่ ๔ การตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA EHIA ควรกระจายอำนาจให้สภาท้องถิ่นมีส่วนร่วม ตรงนี้ล่ะครับ ที่เรียกว่ากระบวนการ มีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีอารมณ์ ความรู้สึกร่วมกันว่า เราเป็นเจ้าของทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน และจิตวิญญาณแห่งความหวงแหน และการพัฒนาผู้ใช้ประโยชน์จะได้เกิดขึ้น
แนวทางที่ ๕ การจัดทำแผนที่ฐานข้อมูลในการกำหนดแนวเขตการใช้ ประโยชน์ จะต้องกำหนดขอบเขตที่ดินทุกประเภทให้ชัดเจน ไม่ให้ตีความซ้ำซ้อนทับซ้อนกัน พื้นที่ใดควรจะคงไว้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติก็คงไว้ พื้นที่ใดที่ไม่เหลือสภาพป่าแล้ว ต้องเปิดโอกาส เปิดช่องทาง จะแก้กฎหมายก็ต้องแก้ จะเสนอ พ.ร.บ. ประกอบการพิจารณา ก็ต้องทำ นั่นคือให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วเราก็อย่าไปคิดนะครับว่าจะไปไว้ใจ ท้องถิ่นได้อย่างไร เพราะถ้าท่านไม่ไว้ใจท้องถิ่นเท่ากับว่าท่านไม่ไว้วางใจประชาชน เพราะผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน
ดังนั้นการเพิกถอนสภาพป่า อย่าให้กระจุกตัวเป็นคอขวดครับ ต้องกระจาย อำนาจและเปิดพื้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม ท่านประธานที่เคารพครับ เข้าป่าก็ต้องก่อไฟ แต่จะเข้าใจต้องใช้เวลา เรื่องนี้จะไม่เกิดประโยชน์ครับ ถ้าทุกฝ่าย Guard สูง ไม่เปิดพื้นที่และปรับเปลี่ยน Mindset อย่างที่ผมเคยกราบเรียนครับ คนบางคนเห็นปัญหา ในทุกโอกาส แต่คนบางคนเห็นโอกาสในทุกปัญหา ถึงเวลาที่เราจะกระจายอำนาจ ถึงเวลา ที่เราจะลดการกระจุกตัวด้วยการกระจายอำนาจ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน ด้วยความเคารพครับ