อับดุลอายี สาแม็ง หารือเรื่องการบูรณาการระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดในพื้นที่ที่มีเขตป่าสงวน เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติของอธิบดี และนำกรณีตัวอย่างจากจังหวัดยะลาในการพัฒนาท้องถิ่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขอถวายฎีกาเพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนาพื้นที่ในตำบลธารน้ำทิพย์ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชน รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลมองการณ์ไกลในการใช้ที่ดินเป็นทุนในการพัฒนาทุกด้าน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๓ อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโตและอำเภอเบตง ผมจะขอสนับสนุนเรื่องญัตติแนวทาง การบูรณาการระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดในพื้นที่ ที่มีเขตป่าสงวน เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติของอธิบดี ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เพิ่มเติม ก็อยากจะนำเรียนอย่างนี้นะครับท่านประธาน ในเขตพื้นที่ของผมเป็นกรณีตัวอย่าง เนื่องว่าผมอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีป่าสงวนแห่งชาติ เป็นตัวพื้นที่ของที่ทำกินของพี่น้องประชาชน ผมจะยกตัวอย่างเมื่อปี ๒๕๓๐ ก็มีถนนที่มัน เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลหนึ่ง ก็คือตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พื้นที่ตำบล ณ ขณะนี้เป็นพื้นที่ของเขตการบริหารจัดการของท้องถิ่น คือเทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์ ทั้งตำบลนั้นเป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวน อยู่มาวันหนึ่งทางผู้บริหารท้องถิ่นโดยนายกเทศมนตรี ตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ก็ได้มีการพูดคุยในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากว่าตำบลนี้มันอยู่ในระหว่างของชายแดนประเทศมาเลเซียกับประเทศประเทศไทย แล้วก็มีการพูดถึงว่าจะต้องมีการเสริมแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นหลักกิโลเมตรที่ 54A ทุกคน ก็เห็นด้วย และเนื่องจากว่าถนนนี้มีแค่ครึ่งเดียว ก็มีการพัฒนาไปก่อนเพื่อที่จะมุ่งสู่ หลักเขตแดนที่ 54A ก็มีการตั้งงบประมาณในการที่จะปรับปรุงถนนซึ่งไม่ได้ถนนดีอะไร ขนาดไหน เป็นถนนหินคลุกเพื่อไปเสริมถนนให้มันอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น อยู่มาวันหนึ่งก็ใช้ งบประมาณของ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งมีแผนของการพัฒนาท้องถิ่นตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ และดำเนินการ จริงในปี ๒๕๖๒ ทางป่าไม้ก็ไม่ได้เป็นคนไปฟ้องแจ้งข้อกล่าวหากับผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็น เรื่องของ ป.ป.ช. ไปแจ้งข้อกล่าวหาให้กับท้องถิ่นว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้มันเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดในปี ๒๕๔๒ เนื่องจากเขาบอกว่านายกไม่ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ สุดท้ายนายกก็ต้องโดนออกไปจากตำแหน่งของนายกซึ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น นายกคนนั้น ก็ออกไปจากตำแหน่งตามคำสั่งของ ป.ป.ช. สุดท้ายก็เครียด ตายนะครับท่านประธาน เครียดจนตายเลยนะครับ แต่ว่าพื้นที่ของตำบลแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยมาก่อนประมาณ ๗๐-๘๐ ปีแล้ว ทีนี้การกำหนดแผนที่ของป่าไม้ ซึ่งพวกเราก็มีการพูดคุยกันในสภา ไม่ได้เฉพาะแค่ตำบลธารน้ำทิพย์ อันนี้มันเป็นเรื่องของกรณีตัวอย่างที่ผมจะเล่าให้ ท่านประธานฟังว่า คนอยู่อาศัยที่นั่นมานมนานเป็นเวลาประมาณ ๘๐ กว่าปีแล้ว เสร็จแล้ว ก็มีการออกแผนที่ครอบเป็นพื้นที่ป่าในเขตพื้นที่แห่งนี้ แล้วสุดท้ายก็เกิดเป็นองค์กรปกครอง ท้องถิ่นพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก อบต. ก็มาเป็นเทศบาล ซึ่งคลุมพื้นที่บนนี้ทั้งหมด ถามว่า วิธีการจัดการในการบริหารจัดการในเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่นนั้น ก็จำเป็นจะต้องมีที่ดิน มีเส้นทาง มีถนน มีอะไรเหล่านี้ ก็ไม่อาจจะดำเนินการได้ อย่างกรณีตัวอย่างที่ผมพูดขึ้น ถ้าอย่างนั้นที่บอกว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมสนับสนุนญัตติเรื่องของการบูรณาการอย่างที่ว่านี้
เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วผมก็ได้มีการหารือในสภาแห่งนี้ พื้นที่ในตำบลเดียวกัน เมื่อปี ๒๕๖๒ ก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ในบ้านซาโห่ ในพื้นที่ของตำบลธารน้ำทิพย์เช่นกัน อยู่กันมา ๗๐ กว่าปี ที่มีการปลูกต้นไม้พืชเศรษฐกิจทั้งหลาย ทั้งยางพารา ทุเรียนอะไรต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีถนนหนทางเข้าไป ไม่มีไฟฟ้าเข้าไป ทั้ง ๆ ที่นั่นมีโรงเรียนประถม มีวัด มีอะไรต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ ก็มีการถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเทพฯ ทางจังหวัดก็ได้รับทราบเรื่องนี้ หลังจาก ที่มีการหารือก็ไปรับปากกับพี่น้องประชาชนว่าจะเข้าไปดำเนินการสร้างถนน แล้วก็สร้างไฟฟ้า ให้กับชุมชนที่อยู่ข้างใน ระยะทางเข้าไปประมาณ ๘ กิโลเมตร ผมก็เป็นห่วงนะครับ การถวายฎีกาก็เป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็นเรื่องทางออกในการแก้ปัญหา แต่ว่าการถวายฎีกา ก็เป็นการถวายฎีกาเฉพาะจุด ในพื้นที่อื่นที่กรณีตัวอย่างที่ท่านนายกเทศมนตรีตำบลธารน้ำทิพย์ ได้ดำเนินการก็จะถูกปัญหาโดนคดีของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหา ที่แจ้งความข้างต้น ทีนี้พออีก จุดหนึ่งในพื้นที่ตำบลเดียวกันก็จริงอยู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไปบอกว่าจะดำเนินการให้ อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมเป็นห่วงตรงที่ว่าในเรื่องของการใช้กฎหมายป่าไม้ในเขตพื้นที่ ของการพัฒนาลักษณะอย่างนี้ เดี๋ยวสุดท้ายมันก็จะเกิดเป็นปัญหาเหมือนกับนายกที่เกิดปัญหา ก็อยากจะเล่าให้ท่านประธานฟังว่า สิ่งเหล่านี้เราก็ควรที่จะต้องมีการพูดคุยในรายละเอียด ขั้นตอนต่อไป
เพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง ในพื้นที่ของผมมันมีเรื่องของนิคมสร้างตนเอง ก็เป็นปัญหาในเรื่องของการดำเนินการ ในเรื่องของการพัฒนาในพื้นที่เช่นกัน สมมุติว่า ในพื้นที่เดียวกันก็มีมัสยิดอยู่แล้ว แต่การที่จะสร้างโรงเรียนจริยธรรมอะไรต่าง ๆ จะเข้าไป ก็จะต้องมีการขออนุญาตอีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ว่าบริเวณเดียวกันได้รับอนุญาตในการจัดสร้าง เหล่านี้เป็นต้น มาแล้วก็ยังจะต้องมีการขออนุญาตเป็นขั้นตอนต่อไป หลาย ๆ เรื่องที่เป็น เรื่องเกี่ยวข้องกับการป่าไม้ การบูรณาการระหว่างของป่าไม้กับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมก็น่าจะต้องไปดำเนินการให้มันแล้วเสร็จ ปัญหาทั้งหมดที่ฟัง ๆ จากเพื่อนสมาชิก ที่พูดในสภาแห่งนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเป็นทั่วทั้งประเทศ แล้วเกิดขึ้นมาหลายสิบปี ๔๐ ปีขึ้นไป แล้วก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างจริงจัง ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนจะต้องรับผิดชอบ ไม่รู้ว่า นายกคนไหนจะรับผิดชอบ ปีนี้เรายังมีความคาดหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา เป็นผู้มองการณ์ไกล ในเรื่องของการใช้ที่ดินเป็นทุนในการพัฒนาทุกด้าน หวังว่าจะได้รับ การแก้ไขในรอบนี้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ