สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล หารือเรื่องการลดขั้นตอนการพิจารณาการอนุญาตใช้พื้นที่ป่า โดยเน้นย้ำถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และเสนอให้ให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติและควบคุมการอนุญาตใช้พื้นที่ป่า เพื่อกระจายอำนาจและเพิ่มความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขออนุมัติคำขอที่ค้างอยู่ในระบบของกรมป่าไม้ และเรียกร้องการพิจารณาหรือหารือเรื่องนี้

นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ภูเก็ต

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต เขต ๓ พรรคก้าวไกล ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอข้อเสนอลดขั้นตอนการพิจารณาการอนุญาต ใช้พื้นที่ป่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนับตั้งแต่ฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๐ จนถึง ฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยกำหนดหลักประกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับว่ารัฐมีหน้าที่ ต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน อย่างทั่วถึง ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรา ๕๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นั่นก็เพราะสาธารณูปโภคเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐพึงจัดให้มี เพื่อประชาชน เรื่องที่จะอภิปรายต่อไปนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ซับซ้อนครับท่านประธาน ฟังดูขัดกัน ที่บอกว่าเป็นเรื่องพื้นฐานนั่นก็เพราะเป็นเรื่องของการซ่อมถนน น้ำอุปโภค บริโภค ไฟฟ้าซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ที่บอกว่าซับซ้อนนั้นก็เพราะว่ากฎหมายกำหนด ขั้นตอนวิธีการไว้เกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่พึงได้รับบริการจากรัฐ

ตัวอย่างที่จะพูดต่อไปนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัญหาที่พี่น้องประชาชน ที่มีที่อยู่อาศัยใกล้พื้นที่ป่าต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้ปัญหาเฉพาะถนนหรือไฟฟ้า และน้ำประปานะครับ เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้เกิดที่จังหวัดน่าน ประชาชนในตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีความจำเป็นต้องใช้ถนนในการสัญจร แต่วันดีคืนดีถนนชำรุดขึ้นมา หน่วยงานที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนนั่นก็คือองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ประสาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ติดปัญหาที่ถนนสายดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ป่าดอยภูคาและป่าผาแดง การเข้าไปซ่อมแซมต้องได้รับการอนุญาตจากกรมป่าไม้ ก็ต้องว่ากันด้วยเรื่องการขอใช้พื้นที่ป่าของส่วนราชการหรือองค์การของรัฐ ในเขตป่าสงวน แห่งชาติ ตามมาตรา ๑๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งการอนุญาต ให้ใช้พื้นที่ป่าก็เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เบ็ดเสร็จเคสนี้ใช้เวลาพิจารณากันหลายปีเลยครับ งบประมาณที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการอนุมัติก็ไม่ได้ใช้ในปีงบประมาณนั้น ก็ต้องของบคืนกันไป ไปพิจารณากัน ในปีงบประมาณอื่นอีก การสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในชุมชน แน่นอนนอกจากนี้ความเสี่ยงภัยของประชาชนที่ใช้สัญจรในทางที่ชำรุดก็เป็นเรื่องที่ มีต้นทุนที่ต้องจ่ายในทุก ๆ วันที่มีการพิจารณาอนุมัติยืดยาวออกไป

กลับมาที่ภูเก็ตครับ ที่บ้านบางปัน ตำบลกระทู้ ก็ไม่ต่างกัน เมื่อกรมทางหลวง จะขอใช้พื้นที่ในการตัดถนนผ่านพื้นที่ป่า เพื่อลดการจราจรที่ติดขัดจากป่าตองไปสู่สนามบิน ภูเก็ต ก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่า ทั้ง ๆ ที่เดิมมีทางหลวงชนบทได้ทำถนน ไปบางส่วนแล้ว แต่ยังขาดทางเชื่อมตรงกลาง ชาวบ้านเองขอไฟฟ้าใช้ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากติดพื้นที่ป่า หรือตำบลปากครอกที่หาดท่าหราที่มีบ้านพักคนชราและศูนย์การศึกษา พิเศษอยู่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่ทางองค์การบริหารส่วนตำบล ทางเทศบาล ตำบลป่าคลอกไม่สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ในการพัฒนา หรือสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้เลย ทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีห้องน้ำสาธารณะ

ทีนี้มาดูกันนะครับว่าการอนุญาตต้องทำอย่างไรบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากหน่วยงานที่ขอ อาจจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือทางหลวงชนบท เสนอเรื่องผ่าน ทสจ. ให้ผู้ว่าพิจารณาคำขอ อันดับแรกใช้เวลา ๕ วัน จากนั้นเป็นกระบวนการ ตรวจสอบและรายงานผลใช้เวลาอีก ๔๐ วัน จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีความเห็น เสนอไปยังสำนักทรัพยากรในพื้นที่ใช้เวลาอีก ๑๕ วัน ในขั้นแรกใช้เวลาไปแล้ว ๖๐ วัน หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการของกรมป่าไม้ ที่จะต้องพิจารณาผ่านคณะกรรมการ พิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวน หลังจากนั้นเสนอไปยังอธิบดีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่กำหนดกรอบระยะเวลาเอาไว้ แต่ระยะ ระหว่างทางอาจมีกระบวนการทบทวนรายการอีก ทำให้ไม่สามารถกำหนดกรอบระยะเวลา ที่แน่นอนได้ กว่าจะมีการออกประกาศ ป.ส. ๑๙-๑ ก็อาจจะต้องใช้เวลากันเป็นปี ท่านพอจะ มองเห็นปัญหาในเรื่องนี้หรือยังครับ นี่ขนาดหน่วยงานราชการที่เป็นผู้ยื่นคำขอนะครับ

ประเด็นแรก คือมันไม่ทันในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ความเดือดร้อนเรื่อง สาธารณูปโภคให้กับพี่น้องประชาชน

ประเด็นต่อมา เท่าที่ผมนับดูแล้ว ในกระบวนการอนุญาตต้องมีผู้พิจารณาถึง ๕ คน กับคณะบุคคลอีก ๒ คณะ ในรูปแบบคณะกรรมการและคณะตรวจสอบนับเป็น หน่วยงานก็ ๕ หน่วยงาน ซึ่งซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น

สุดท้ายความเห็นประกอบการพิจารณาหลัก ๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องเหตุผลและ ความจำเป็นของการเข้าใช้พื้นที่และรายงานสิ่งแวดล้อม ถามว่า ๒ ประเด็นนี้จะมีใครรู้ดี ไปกว่าหน่วยงานราชการในพื้นที่ครับ แล้วทำไมต้องให้ราชการส่วนกลางเป็นผู้อนุมัติละครับ ระหว่างรัฐมนตรีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใครจะเป็นผู้ตอบได้ว่ามีความจำเป็น ต้องขอใช้พื้นที่ป่าในการให้บริการสาธารณะแก่พี่น้องประชาชนได้ดีกว่ากัน

ส่วนรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อม สุดท้ายท่านอธิบดีและท่านรัฐมนตรีก็ต้องฟัง รายงานจากหน่วยงานในพื้นที่ของกรมป่าไม้ไม่ใช่เลยหรือครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็ได้บัญญัติเรื่องบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้แล้ว ตามมาตรา ๒๕๐ ว่าให้มีอำนาจหน้าที่ดูแลจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน กระบวนการขออนุญาตขอใช้พื้นที่ป่า ท่านมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวอยู่แล้ว ปล่อยให้ราชการส่วนภูมิภาคและราชการ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เป็น ผู้พิจารณาเถอะครับ อาจจะจัดตั้งในรูปแบบของคณะกรรมการระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานก็ได้ หรือจะมีองค์ประกอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการ ในพื้นที่ที่สังกัดกรมป่าไม้ เขาก็เป็น Regulator คอยดูให้ท่านได้อยู่แล้ว ว่าการพิจารณา อนุมัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงเขียนไว้หรือไม่ มันจะได้เกิดความรวดเร็วทันต่อการ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาในพื้นที่ให้พื้นที่เขาบริหารจัดการดีกว่าครับ แค่อนุมัติซ่อมถนนในหมู่บ้านถึงกับต้องรอเจ้ากระทรวงสั่งการ มอบอำนาจให้คนในพื้นที่ เขาจัดการกันไป ส่วนท่านก็มีอำนาจในการทบทวนหรือเพิกถอนใบอนุญาต เป็น Case By Case ไป แบบนี้จะทันต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มากกว่า การพิจารณาเป็นไปด้วย ความรวดเร็ว เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ และได้สัดส่วนของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชน และการรักษาพื้นที่ป่าให้เป็นไปตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

ปัจจุบันทางกรมป่าไม้ได้มีคำขอที่ค้างอยู่ในระบบถึง ๑๓๐,๐๐๐ คำขอ อีกกี่ปีจะอนุมัติหมดก็ไม่ทราบ ข้อเสนอในส่วนนี้คณะกรรมาธิการการที่ดินและทรัพยากร ธรรมชาติได้เคยเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ จนถึงปัจจุบันตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีท่าทีว่าจะหยิบยกข้อเสนอขอคณะกรรมาธิการ ขึ้นพิจารณาหรือหารือแต่อย่างใด หากต้องการรายละเอียดสามารถติดต่อเพิ่มเติมมายัง คณะกรรมาธิการการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาตินะครับ ขอบคุณครับ