สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

การณิก จันทดา หารือเรื่องการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีแผนการให้บริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม รวมถึงการเปลี่ยนโรงพยาบาลและผู้ป่วยโรคมะเร็ง สามารถเลือกที่จะรักษาที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ และมีการแก้ไขปัญหาคลินิกบัตรทองที่มีปัญหาเรื่องการชำระเงิน

นางสาวการณิก จันทดา เชียงใหม่

ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จากจังหวัดเชียงใหม่ค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ปีนี้เป็นปี ๒๕๖๗ แต่ว่าขณะนี้เรากำลังจะ พิจารณารายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือว่า สปสช. ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ดิฉันอ่านรายงานเล่มนี้ก็ต้องบอกว่ายินดีกับพี่น้องประชาชนที่ใช้สิทธิ ประกันสุขภาพหรือว่าสิทธิบัตรทองเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันเห็นวิดีโอนำเสนอผลงานการสร้าง หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เทียบกัน เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ระหว่างปี ๒๕๖๔ กับปี ๒๕๖๕ พบว่า การเข้าถึงบริการตามสิทธิประโยชน์พื้นฐานนี้ การบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเทียบกัน ปี ๒๕๖๔ กับปี ๒๕๖๕ มีผู้ป่วยมาใช้บริการในสถานบริการทางแพทย์เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึง การเข้าถึงบริการตามสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยความดัน ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือว่าที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ แม้แต่ผู้ป่วยจิตเวช หรือว่าผู้ป่วยติดเตียงก็มีอัตราการเข้ารับบริการที่สูงขึ้น มันก็เลยทำให้ดิฉันมีการตั้งข้อสังเกตว่า แล้วถ้าจำนวนผู้ป่วยมาใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มมากขึ้น แล้วเรามีเตียง มีเก้าอี้นั่งรอ มีพื้นที่ ที่เพียงพอต่อการรับการบริการในสถานพยาบาลเพียงพอแล้วหรือยัง นอกจากนั้นเรามีแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล รถฉุกเฉิน เพียงพอต่อคนไข้ที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือยัง แล้วยิ่งตอนปี ๒๕๖๓ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีการยกระดับบัตรทองสู่ระบบหลักประกันสุขภาพยุคใหม่ มีการขยาย การให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ ๔ ชนิด ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ในรายงานฉบับนี้ ๔ บริการ มีอะไรบ้าง

บริการที่ ๑ ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถรับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ ใช้บัตรประชาชนแค่ใบเดียวเชื่อมต่อข้อมูลคลินิกหมอครอบครัว ที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นคลินิกชุมชน ร้านยาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ใกล้บ้านที่จะช่วยลดความแออัด สะดวกครอบคลุมถึง ๑๖ โรคทั่วไป

บริการที่ ๒ ผู้ป่วยในไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ครอบคลุมหน่วยบริการทั่วประเทศ ดีค่ะ ผู้ป่วยไม่ต้องขอใบส่งตัวใหม่ แม้ว่าใบส่งตัวนั้นจะหมดอายุก็ยังสามารถใช้บริการ ในโรงพยาบาลที่เข้าไปนอนได้ แต่ว่าทำไมมันยังมีข่าวว่าผู้ป่วยบางรายย้ายโรงพยาบาลไม่ได้ เพราะว่าโรงพยาบาลปลายทางเตียงเต็ม อันนี้ก็เป็นข้อน่าสังเกตนะคะ

บริการที่ ๓ ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถไปรักษาที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ แต่ท่าน ทราบไหมคะว่ามันไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลที่จะมีแพทย์เฉพาะทางที่จะรักษาโรคมะเร็งได้นะคะ

บริการที่ ๔ ผู้ป่วยเองหรือว่าผู้ใช้บริการเอง ประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถเลือกที่จะย้ายหน่วยบริการ แล้วได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ ๑๕ วันในการอนุมัติ โดยผ่าน Application สปสช. เลือกเปลี่ยนได้ไม่เกิน ๔ ครั้งต่อปี สะดวกมาก ๆ เลยค่ะ

ตัดมาที่ปัจจุบันนะคะ ปีนี้ปี ๒๕๖๗ รายงานเป็นปี ๒๕๖๕ นี่เป็นภาพคลินิก ชุมชนอบอุ่น หรือว่าคลินิกบัตรทองที่เขาแบกรับภาระจากความล่าช้าในการจ่ายเงินจาก สปสช. ไม่ไหว เพราะว่าไหนจะต้องมาแบกรับราคาต้นทุนยาที่ให้เบิกจาก สปสช. มันต่ำกว่า ราคากลางของโรงพยาบาล แล้วตอนนี้เองทางโรงพยาบาลรัฐ หรือว่าโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง กับเป็นโรงเรียนแพทย์ อย่างนี้ก็ประสบปัญหาขาดทุนสะสม ขาดสภาพคล่องจากความล่าช้า ในการจ่ายเงินจาก สปสช. ถึงขั้นวิกฤติ แต่ว่าถ้าท่านจะมาตอบว่า เพราะมันเป็นปัญหาทุจริต ในหน่วยบริการอย่างเดียวมันก็ไม่ได้นะคะ เพราะว่าการที่มีคลินิก มีร้านยา บัตรทอง ที่กระจายอยู่ทั่วมันดีค่ะ เพราะว่ามันช่วยลดภาระของคุณหมอในโรงพยาบาล ลดความแออัด เพิ่มความรวดเร็ว แต่ทีนี้ท่านจะสร้างระบบอย่างไรให้มันสามารถป้องกันการทุจริตที่ท่านว่า แล้วมันจะไม่กระทบต่อการรักษาของประชาชนได้ งบประมาณมาปลายปิด แต่ว่าจะให้รักษา แบบปลายเปิด สปสช. จะมีวิธีการแก้ไขในระยะยาวอย่างไร ที่จะไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน จากการบริหารของ สปสช. ในเรื่องนี้ ท่านประธานคะ รายงานนี้มันดูดีค่ะ แต่มันไม่ได้ หมายความว่าในโลกแห่งความเป็นจริงระบบสาธารณสุขของเราไม่ได้ไม่มีปัญหานะคะ ดิฉันจึงมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า ถ้าวันนี้เรามีปัญหา ปี ๒๕๖๗ เรามีปัญหา แล้วเราพูดคุยกัน หาทางออกร่วมกัน วางแผนใหม่ร่วมกัน อย่าปล่อยให้บุคลากรทางการแพทย์ ที่เขาตั้งใจทำงาน ที่เขาอยากจะบริการประชาชนต้องมีความอึดอัดใจ อย่างไรก็ขอฝากทาง สปสช. ร่วมกับทั้งกระทรวงค่ะ กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาหาทางออกในระยะยาวด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ