ขัตติยา จี้ สปสช. ขยายสิทธิสุขภาวะ LGBTQ+ และเร่งทำหลักประกันสุขภาพ 100%

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ขัตติยา สวัสดิผล เสนอให้ สปสช. ใช้กลไก GRB เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางเพศ โดยขยายสิทธิบริการด้านสุขภาวะ เช่น วัคซีน HPV, ผ้าอนามัย และฮอร์โมนข้ามเพศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้มงวดในการกำกับดูแลการยุติการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการตีตราคนไข้ ขัตติยา สวัสดิผล ชื่นชมระบบ "30 บาทรักษาทุกที่" ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สปสช. และ สสส. เพื่อลดต้นทุนและเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาในภายหลัง รวมถึงหารือเรื่องความครอบคลุมของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเรียกร้องให้หน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ตัวเลขความครอบคลุมถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลมากถึง ๔๒๕ แห่งทั่วประเทศ โดยอยู่ ในกรุงเทพฯ ถึง ๑๓๙ แห่ง อีกทั้งยังมีสถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืนอีกกว่า ๓๕,๕๗๗ แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ถึง ๗,๖๘๕ แห่ง ดังนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขีดความสามารถ ด้านการแพทย์และการพยาบาลของประเทศไทยนั้นเรามีศักยภาพสูงมาก ไม่เพียงแต่ ในด้านคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานในระดับสากล แต่เรายังมีปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับทางต่างประเทศ หรือความสามารถในการ สื่อสารกับชาวต่างชาติ รวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็น Medical Hub หรือประเทศปลายทางของการท่องเที่ยว ในเชิงสุขภาพ

ท่านประธานที่เคารพคะ แต่เมื่อเราหันกลับมามองพี่น้องประชาชนเรา ก่อนหน้านี้ด้วยปัจจัยทางด้านการเงิน ทำให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของพี่น้องประชาชนนั้น เป็นไปได้ยาก ดังนั้นหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงถือเป็น Social Safety Net หรือตาข่าย ความปลอดภัยทางสังคม ที่ทำหน้าที่ในการรับประกันสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย แล้วก็ได้ทำหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยสามารถที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาล ได้อย่างถ้วนหน้า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญต่อสุขภาพและเป็นการ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามในห้วงเวลานี้เรากำลังเผชิญกับ ความท้าทาย ๒ ประการสำคัญด้วยกัน

ประการแรก การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ ทำให้รายจ่ายดำเนินการ ด้านสุขภาพต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนเป็นร้อยละ ๔.๓ และร้อยละ ๕.๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ

ประการที่ ๒ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยเรามีประชากรที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีเป็นสัดส่วนถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ และตัวเลขก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๘๓ นั้น ประเทศไทย จะมีประชากรที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี ถึง ๑ ใน ๓ ของคนทั้งประเทศ

ท่านประธานที่เคารพคะ จากความท้าทาย ๒ ประการที่ดิฉันได้กล่าวมา มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน กล่าวคือจะทำให้มีรายจ่ายเพิ่มสูงมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ จากเล่มรายงานของผู้สอบบัญชีในหน้า ๓ ที่ในปี ๒๕๖๔ มีค่าใช้จ่าย สูงกว่าปี ๒๕๖๓ มากถึง ๓.๕ หมื่นล้านบาท และมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายสุทธิอยู่ที่ ๒.๔ พันล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากการมีภาวะพึ่งพิงที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ในยุค หลังการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ซึ่งเป็นยุคของการฟื้นฟู เรากำลังเผชิญกับภาวะ ทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ประชาชนมีภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าเราจะมี สวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทุกคนในประเทศแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่าสวัสดิการที่มีอยู่นั้นเพียงพอแล้ว เพราะว่าเรายังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอยู่ ในบางแง่มุม ยกตัวอย่าง เช่น ครัวเรือนที่ห่างไกลจากโรงพยาบาลและมีรายได้น้อย อาจไม่สามารถที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยง่าย เนื่องจากว่ายังมีค่าใช้จ่ายในการ เดินทางที่ไม่ครอบคลุมอยู่ในสวัสดิการ หรือการมีประจำเดือนที่ไม่ครอบคลุมอยู่ในการรักษา ของโครงการ ทำให้เราต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าผู้ชายในการซื้อผ้าอนามัยในแต่ละเดือน ซึ่งคิดเป็นค่าแรงของเราใน ๑ วัน ซึ่งมีผู้หญิงมากเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ที่เข้าไม่ถึง การใช้ผ้าอนามัย หรือใช้ในจำนวนน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าถูกสุขลักษณะได้ สิ่งนี้ อาจก่อให้เกิดโรคทางสุขภาวะทางเพศ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมหาศาล

ในแง่นี้เองดิฉันจึงอยากให้ทาง สปสช. คำนึงถึงความเป็นธรรมทางเพศ โดยใช้กลไก GRB หรือ Gender Responsive Budgeting คือการจัดทำงบประมาณ ที่ตอบสนองต่อเพศภาวะ และมีโครงการที่จะครอบคลุมถึงสุขภาวะทางเพศเพิ่มมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันอยากจะชื่นชมการทำงานของ สปสช. ที่มีการให้ประชาชนนั้น เข้าถึงยาต้านไวรัสได้โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ว่ามันก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ดิฉันคิดว่าหาก สปสช. เองสามารถที่จะยกระดับการเข้าถึงได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสิทธิของการ ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก หรือ HPV การแจกผ้าอนามัย รวมถึงการให้บริการและกระจาย ฮอร์โมนข้ามเพศอย่างทั่วถึง ไปจนถึงการมีมาตรการและความเข้มงวดในการกำกับดูแล ให้แพทย์ที่ไม่ประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์คนไข้ ให้ส่งต่อคนไข้โดยที่ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา และไม่เตะถ่วง อันจะเป็นการกลั่นแกล้งคนไข้ ตามที่เคยเป็นข่าวมาให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในเรื่องของการส่งต่อคนไข้ ดิฉันดีใจที่ดิฉันเห็นว่า สปสช. ได้มีการยกระบบใหม่ เพื่อให้เกิด ความเชื่อมโยงของข้อมูล เพื่อรองรับโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ เพียงแค่พกบัตรประชาชน ใบเดียวก็สามารถรับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงส่งต่อได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว การเชื่อมโยงข้อมูลนี้จะทำให้เกิดความรวดเร็ว ความสะดวก แล้วก็ทำให้ต้นทุนในการ ให้บริการถูกลงด้วยในระยะยาว ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ระบบหน้าบ้านเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่รวมถึงระบบหลังบ้าน นั่นก็คือการเชื่อมข้อมูลเพื่อเบิกจ่ายที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของ สปสช. ด้วย

นอกจากนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันยังอยากเห็นการทำงานอย่างบูรณาการ ระหว่าง สปสช. และ สสส. เพราะในด้านหนึ่งการทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลนั้น เป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการหาทางป้องกันไม่ให้ประชาชนนั้นเจ็บป่วยตั้งแต่แรก การป้องกันไม่ให้คนเป็นโรคย่อมจะมีความคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าการรักษา ในภายหลัง

สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากข้อกังวลเล็ก ๆ ประการหนึ่งให้แก่หน่วยงานนะคะ โดยรายงานจากหน้า ๖๙ พูดถึงความครอบคลุมของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แม้จะอยู่ ในระดับที่สูงอย่างเป็นที่น่าพอใจ อย่างปีนี้อยู่ที่ ๙๙.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ขอให้อย่าลืมว่า ตัวเลขที่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์นี้ล่ะค่ะ ก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตไม่ต่างจากเรา และเป็นจำนวนมาก ถึงหลักแสนคน มากไปกว่านั้นความน่ากังวลจากตัวเลขที่ท่านรายงาน คือตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ความครอบคลุมนั้นมีต่ำลงทุกปี หากเป็นไปได้ดิฉันก็อยากให้ความครอบคลุมนี้ไปถึงจุดที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขอบคุณค่ะ