ภัสริน รามวงศ์ หารือเรื่องการรับทราบการรายงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ และกล่าวถึงกรณีของลุงประยงค์ที่ต้องการระบบประกันสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วย โดยเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาการจดทะเบียนคนพิการให้เร็วขึ้น และให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ คนดุสิต พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันก็ขอร่วม อภิปรายการรับทราบการรายงานของการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ วันนี้ดิฉันอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในฐานะผู้แทนของคนบางซื่อ ดุสิต เคสที่ดิฉันอยากจะเล่าให้ฟังวันนี้ชื่อลุงประยงค์ ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามค่ะ มาเดินทาง เส้นทางของชีวิตของลุงประยงค์ไปพร้อม ๆ กันนะคะ ลุงประยงค์เป็นคนพิการสะโพกหัก อยู่ที่ชุมชนซอยสีน้ำเงินเขตบางซื่อ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน ในหลาย ๆ เงื่อนไข เรื่องนี้เรา สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ ถ้าหากเรามีระบบประกันสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วย แล้วก็อำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด โดยไม่ติดขัดข้องในระบบราชการค่ะ
เริ่มแรกลุงประยงค์ติดโควิด แล้วก็ยังประสบอุบัติเหตุล้มในห้องน้ำทำให้ สะโพกหัก ต้องได้รับการรักษาทันที ในส่วนลูกสาวของลุงประยงค์ได้ส่งประกันสังคม เพื่อประกันตนเองไว้ จึงได้รับสิทธิการรักษาแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก แต่โชคร้ายค่ะ เพียง ๑ ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกเทียม ก็สังเกตเห็นว่าลุงประยงค์ มีอาการปากเบี้ยว ซึ่งก็คือสัญญาณของโรคเส้นเลือดในสมองโป่งพอง ในช่วงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๕ แพทย์ประเมินว่าการรักษาเส้นเลือดสมองโป่งพองนี้ อาจได้ผลเพียงแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกเทียมก็คงต้องเลื่อนออกไป ลุงประยงค์ ได้กลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ว่าก็ยังต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล เพราะว่าต้องเผชิญกับ ภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นแผลกดทับการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์ก็ได้ลงความเห็นว่าลุงประยงค์ เป็นผู้พิการทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๖ ครอบครัวของลุงประยงค์ ช่วยกันตรวจสอบสิทธิประกันสังคม เพื่อให้ลุงประยงค์มีบัตรประจำตัวคนพิการ แล้วก็ รับสิทธิประกันสังคมตามปกติ จึงดำเนินการขอบัตรผู้พิการให้กับลุงประยงค์ ๑ เดือนต่อมา ลุงประยงค์ก็ได้บัตรผู้พิการ แต่ก็ยังต้องรอแพทย์จากทางประกันสังคมมาตรวจที่บ้าน เพื่อยืนยันรับรองว่าเป็นผู้ทุพพลภาพจริง และได้รับสิทธิเบี้ยคนพิการต่อไป รอไป ๑ เดือน ก็ยังไม่ได้รับเบี้ยคนพิการ เมื่อแพทย์มาตรวจที่บ้านก็รับรองว่าลุงประยงค์เป็นผู้พิการทุพพล ภาพจริงครบถ้วนทุกอย่าง ตามกระบวนการของประกันสังคม แต่ก็ยังรอการยืนยันกลับจาก ประกันสังคม ซึ่งมาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็พบว่าต้องรออีก ๒-๓ เดือน ระหว่างนั้น เมื่อสอบถามความคืบหน้า แล้วก็กระบวนการนี้ว่าจะยาวนานเท่าไรก็ไม่ได้รับคำตอบ ที่ชัดเจน ในที่สุดลุงประยงค์ก็อาการแย่ลงทุกวัน ทางครอบครัวก็ได้สอบถามร้องเรียนมายัง ที่ดิฉัน เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๖ ลุงประยงค์ก็กลับเข้าที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก อาการแย่ลง ปอดอักเสบและยังคงต้องเจาะคออีกด้วย เมื่อครอบครัวติดตามกลับไปที่ ประกันสังคม ทุกอย่างก็ยังอยู่ในกระบวนการ ลุงประยงค์ก็ยังไม่ได้รับเบี้ยคนพิการ น่าเศร้าค่ะ ๑ เดือนหลังจากนั้นดิฉันไปร่วมงานศพด้วย ลุงประยงค์เสียชีวิตในเดือนตุลาคม ก็ยังไม่ได้รับ เบี้ยคนพิการ ความสูญเสียเหล่านี้หลีกเลี่ยงได้ หากกระบวนการยืนยันสิทธิไม่ต้องลากยาวนาน ถึง ๔-๕ เดือน เงินผู้พิการ ๘๐๐ บาท และเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ๒๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๑,๐๐๐ บาท อาจดูไม่มากนัก แต่ว่ามันสำคัญกับคนที่ไม่มีจริง ๆ ค่ะ แล้วคำว่า รอไม่ได้ มันก็รอไม่ได้จริง ๆ ค่ะ แล้วเมื่ออาการต่าง ๆ บ่งชี้ชัดแล้ว ทำไมเรายังถึงปล่อยให้ ระบบราชการเป็นสิ่งที่มาขัดขวาง การได้รับการรักษาเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ อยู่แล้วค่ะ ในระหว่างที่ครอบครัวรอความช่วยเหลือก็ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยที่ทรุดหนัก ครอบครัว ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งสมาชิกในครอบครัวด้วย
ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานสภาไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ถึงกรณีการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ แล้วก็ข้อเสนอที่ดิฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและคำนึงสิทธิของประชาชน แล้วแม้รายงานของ สปสช. จะกล่าวถึงการขยายสิทธิให้เข้าถึงได้ง่าย แต่สำหรับคนพิการ พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการ กำหนดให้การใช้สิทธิยังคงต้องจดทะเบียนคนพิการเสียก่อน จึงจะได้เข้ารับ สิทธิประโยชน์จากรัฐได้ ซึ่งกรณีที่ดิฉันยกไปนี้ ข้อขั้นต้นนำมาสู่ปัญหาความล่าช้าด้วยเหตุผล ๒ ประการ กรณีที่แพทย์ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการเฝ้าสังเกตอาการหรือหาก การรักษาอย่างไม่สิ้นสุดลง แล้วก็กรณีของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน แล้วถ่ายภาพผู้ป่วยกลับมาให้แพทย์วินิจฉัย จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ กรณีดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไข และข้อจำกัดให้คนพิการบางส่วน ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการจดทะเบียนคนพิการได้ และรับสิทธิประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที เลวร้ายที่สุดคือไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ได้เลยค่ะ
สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับ UNICEF ประเทศไทยสำรวจคนพิการ ในปี ๒๕๖๕ ระบุว่าคนพิการมีอยู่ถึง ๔.๑๙ ล้านคน พบว่า ๕๗.๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ขึ้นทะเบียน รับสวัสดิการจากรัฐ แม้รายงานจากการสร้างระบบของ สปสช. จะกล่าวถึงจำนวน ผู้ขึ้นทะเบียนคนพิการได้สิทธิตามกฎหมาย แต่ระบบการขึ้นทะเบียนมีปัญหา มีความล่าช้า เกิดขึ้น อยู่ในภาวะตกสำรวจ ทำให้คนพิการกว่าครึ่งยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คำถามมีอยู่ว่า ทำไมการรอตรวจเพื่อจดทะเบียนคนพิการ จึงใช้ระยะเวลายาวนานและมีความพยายาม ลดระยะเวลาตรงนี้หรือไม่ หรือปัญหานี้เกิดจากการที่เรายังติดหล่มอยู่กับความสมควร ที่จะได้รับในสิทธิหรือบริการสาธารณะใด ๆ ก็ตาม ทำให้โครงข่ายความมั่นคงทางสังคมนี้ ก้าวไปสู่ความถ้วนหน้าไม่เต็มก้าวสักที แล้วก็ยังรวมไปถึงปัญหาอื่น ๆ การขาดสวัสดิการ และระบบบริหารช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทั้งยังเป็นความเหลื่อมล้ำในสิทธิการเข้าถึงระหว่างคนพิการด้วยกันเองอีก แล้วความพิการ เชิงประจักษ์นี้เป็นความพิการที่เห็นได้ชัด ไม่จำเป็นต้องรอตรวจพิสูจน์ความพิการจากแพทย์ เพื่อให้ออกเอกสารรับรอง ระบบคัดกรองสรรหาคนที่ได้รับสิทธิอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการ เลือกปฏิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีบทบัญญัติห้ามไม่ให้ เลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยไม่เป็นธรรมแห่งความพิการด้วยค่ะ
ขอฝากไปทาง สปสช. นะคะว่า จริง ๆ เราก็อยู่ในอันดับที่ ๒๔ ของโลก หรือว่าอันดับที่ ๒ ในอาเซียน มีคะแนนถึง ๘๒.๙๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นการครอบคลุม การเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือว่า Universal Health Coverage ซึ่งเป็นผลงานที่น่าชื่นชม ดิฉันก็ขอฝากเรื่องนี้ เรื่องคนพิการไม่ให้ตกสำรวจอีกต่อไป เพื่อที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุข ของประเทศเราให้ดีกว่าเดิม ขอบพระคุณค่ะ