สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการจัดสรรเงินในกระทรวงสาธารณสุข โดยชี้ว่าคลินิกอบอุ่นได้รับเงินไม่เท่าเทียมกัน และขอให้ดูรายละเอียดว่าระบบบัญชีถูกต้องหรือไม่ และยังชี้ว่าเงิน 1,500 ล้านบาทที่เหลืออยู่ไม่ได้เบิกจ่ายให้กับคลินิกอบอุ่น

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาต ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกท่าน สส. ปวิตราที่กรุณาถามในคำถามที่ ๒ เรื่องของเงินที่ค้างจ่าย แล้วพูดถึงการจัดสรรที่ได้น้อย ขาดทุน ก่อนที่ผมจะตอบเงินค้างจ่ายนะครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงประเด็นเรื่องของวิธีการจัดสรรที่ท่านถามในข้อที่ ๑ ถึงรายละเอียดของการจัดสรร สักนิด ท่านจะได้เห็นภาพว่าคำถามที่ ๒ ของท่านที่บอกค้าง ๕๘๐ ล้านบาท มันเกิดขึ้น ได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ รายการเบิกจ่ายของเขตบริการสุขภาพที่ ๑๓ คือ กทม. เขาเป็นการนำเอาวิธีการมาใช้แบบใหม่ที่แตกต่างจากภาพทั่วไป ที่เราใช้คำว่า จ่ายตามรายการกำหนด แต่ไม่เกินเพดานวงเงินคือ Fee Schedule with Global ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ วิธีการแบบนี้หลักการเขาเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เดิมคลินิกอบอุ่นจะเป็นหน่วยบริการประจำ หมายความว่าขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ ประจำจะได้รับเงินแบบเหมาจ่ายรายหัว พอเปลี่ยนมาเป็น Fee Schedule หรือจ่าย ตามรายการแล้วจะต้องมีหน่วยบริการประจำ เขาก็เลยให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เป็นหน่วยบริการประจำ คลินิกอบอุ่นก็จะเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิเป็นเครือข่าย แล้วเงิน ก็จะผ่านไปที่หน่วยประจำ แล้วกระจายเข้าไป การจ่ายในเงื่อนไขที่มีข้อตกลงกันเขาบอกว่า จ่ายค่าบริการปฐมภูมิลักษณะเป็นแต้มหรือ Point ไม่เกิน ๑ บาท ต่อ Point ใช้คำว่า ไม่เกิน ๑ บาทต่อ Point นะครับ ตามวงเงินเหมาจ่ายรายปีภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า Point System with Global Budget นะครับ หากปลายปีมีเงินเหลือ ก็คืนเพิ่มให้หน่วยบริการปฐมภูมิทั้งหมด ก็คือคลินิกอบอุ่นนะครับ หากไม่พอก็ลดลงได้ Point ละไม่ถึง ๑ บาท อันนี้คือสิ่งที่เริ่มทำเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๔ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว อันนี้คือเงื่อนไขนะครับ ประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คลินิกอบอุ่น ไม่ได้รับ ๑ บาทต่อ Point ที่ท่านบอกว่าเสมือนเป็นหนี้นะครับ ระบบการจ่ายแบบนี้ คลินิกอบอุ่นเองจะต้องรับผิดชอบการส่งต่อ ที่เราเรียกว่า OPD Refer ส่งต่อผู้ป่วยนอก ไปยังสถานบริการที่มีความสามารถในระดับสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tertiary Care หรือ หน่วยบริการตติยภูมิ ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก เม็ดเงินที่ผ่านมาประเมินโดยรอบ เอาง่าย ๆ ครับ ในปีที่ผ่านมานี้ เม็ดเงินที่คลินิกอบอุ่นจะได้รับทั้งหมดเมื่อมีข้อกำหนดแบบนี้และมีเงื่อนไข ด้วยนะครับว่า การจ่ายต้องจ่ายให้กับ OPD Refer ก่อน หมายความว่าคลินิกอบอุ่นไหน ส่งคนไข้ไปต้องให้ตรงนี้เป็นอันดับแรกก่อน ตามไปจ่ายก่อน เหลือเท่าไรก็เอาเม็ดเงินที่เหลือนั้น มากระจายให้กับคลินิกอบอุ่น จากเดิม Point ละ ๑ บาทใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นวิธีการจ่าย แบบนี้ มันทำให้คลินิกอบอุ่นไม่มีทางได้ Point ละ ๑ บาทแน่นอน เพราะตัวเลขที่จ่ายให้กับ คนไข้นอกที่ส่งต่อ มีสัดส่วนถึงร้อยละ ๗๐ ของเม็ดเงิน ร้อยละ ๗๐ เลยนะครับ มีเงิน ๑๐๐ บาท Refer คนไข้ไป ตัวเลขที่ผมมีอยู่ขณะนี้แค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของคนไข้นอกที่มา รับบริการทั้งหมด เขาส่งต่อแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไปอยู่ในโรงพยาบาล ระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาล UHosNet โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแล้ว กินเม็ดเงินไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พอหัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้ออกไป จะเหลือเม็ดเงินอยู่แค่ จาก Point ละ ๑ บาท เหลือแค่ ๐.๕๗ บาทเองครับ มันก็เลยเป็นประเด็นว่าต้องเอา ๐.๕๗ บาท มาจ่ายให้กับคลินิกอบอุ่น ซึ่งไม่พอแน่นอน สิ่งที่เขาจะได้รับมันไม่ได้เต็มครับ เพราะฉะนั้นวิธีการเบิกจ่ายแบบนี้ ตั้งแต่แรกผมเลยบอกว่าทดลองใช้ Model 5 เขาเรียก Model 5 ครับ มันอาจจะไม่สอดคล้อง ไม่เหมาะสม เพราะว่าเป็นการจ่ายตามรายการ ที่กำหนด มันอาจจะเกิดปัญหา มันเกิดปัญหาจริง ๆ แล้วสิ่งที่ผมพูดไว้มันก็เกิดปัญหาจริง ๆ พอผมมาเป็นรัฐบาลจะต้องรีบแก้ตรงนี้ครับ ต้องปรับวิธีการจ่าย เหมือนที่ได้นำเรียนไปแล้ว

ทีนี้ประเด็นเม็ดเงินที่ค้างอยู่ผมเข้าไปดูในรายละเอียด ไม่เฉพาะแค่ คลินิกอบอุ่นนะครับ ทั้งประเทศด้วย เพราะวิธีการจ่ายมันทำให้เกิดภาระหนี้ทางบัญชี วิธีการจ่ายแบบนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอกยังคิดง่ายนะครับ เอาเป็นว่า คลินิกอบอุ่นเราคิดเฉพาะผู้ป่วยนอก ผมไม่เอาผู้ป่วยในมาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวจะสับสน เม็ดเงิน ที่ได้ไป ๐.๕๗ บาทนี้มันเป็นเม็ดเงินในข้อตกลงรวม แต่สิ่งที่คลินิกได้ไป เอาผลงานปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ มาบวก เขาก็เอาผลงานนี้มา Claim จ่ายเข้าไป สปสช. เองก็เอาผลงานนี้จ่าย ตามจ่ายเข้าไป ส่วนหนึ่งมีการจ่ายเกิน ส่วนหนึ่งมีการจ่ายขาด เพราะฉะนั้นภาระหนี้ที่ทาง คลินิกบอกว่า ๕๘๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็เป็นตัวเลขที่ ๒ ฝ่าย ต้องมาคุยกันในรายละเอียด ผมให้นโยบายไป ตอนแรกเขาจะใช้เม็ดเงินปีงบประมาณใหม่ ซึ่งใช้กฎหมายเดิมก็คือ กฎหมายปี ๒๕๖๖ นี้จ่ายไปพลางก่อน ไปหักไว้ใช้หนี้ประมาณร้อยละ ๓๐ คือจ่าย Point ละ ๑ บาท ก็หักไว้ก่อน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเอาไปชดเชยหนี้ ผมให้นโยบายบอกว่าอย่าไปหักเขา ต้องจ่ายให้เขาเต็ม แล้วผมจะหาวิธีการว่าที่เป็นหนี้จะแก้หนี้กันอย่างไร ขอให้ไปดูในรายละเอียด ว่าวิธีระบบบัญชีมันถูกหรือเปล่า มันควรจะเป็นระบบมาตรฐานหรือไม่ เป็นหนี้ค้างบัญชี ถ้าเกิดเนื้องานมันสามารถหักลบกลบหนี้ได้ ก็เอาเนื้องานไปชดเชยก็คิดเป็นเงินออกมา วิธีการพวกนี้เรากำลังคิดอยู่ครับ ซึ่งมันต้องหาตัวเลขจริง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้น ตอบท่านสมาชิกว่า ๕๘๐ ล้านบาทนี้จะจ่ายเมื่อไร มันอยู่ที่ระบบวิธีการที่เราจะไปดู ในรายละเอียดทั้งหมดนะครับ ถ้าเขาควรได้รับจริง ทาง สปสช. เราเองก็พร้อมที่จะเติมเต็มให้ในส่วนที่ขาด แต่ว่าส่วนใหญ่ มันเป็นหนี้ทางบัญชีครับ เป็นหนี้ทางบัญชีก็จะใช้วิธีการทางบัญชีมาพิจารณาดูว่าจะสามารถ กลบหนี้เขาอย่างไร เพราะบางส่วนคลินิกเป็นหนี้ สปสช. เพราะ สปสช. ได้จ่ายเงินไปแล้ว แต่เนื้องานคุณทำไม่ถึง อันนี้ก็เลยทำให้เกิดปัญหาทั้ง ๒ ฝ่าย ในคำถามนี้ขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับ มันเป็นหนี้ทางระบบบัญชี เพราะฉะนั้นกลไกการแก้หนี้ เราจะไปดูในรายละเอียดให้ ผมอยู่ตรงนี้ผมให้ความมั่นใจครับว่า ทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะพี่น้อง กทม. นี้ ระบบบริการจาก Primary Care ขึ้นไป Tertiary เลยนะครับ ค่าใช้จ่ายมันเลยกระโดดสูงมากในการส่งต่อ และในรายละเอียดอีกนิดหนึ่งครับ เม็ดเงินที่เราให้สำหรับ กทม. เราให้เหมาจ่ายรายหัว แต่ว่าขาลงนี้เราคิด Fee Schedule แบบเดิมให้ทั้ง PP และ OPP คือการส่งเสริมป้องกัน เม็ดเงินก้อนนี้เหลือเยอะมากครับ เหลือ ๑,๕๐๐ ล้านบาท หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าไม่มีรายการส่งเบิก ค่าส่งเสริมป้องกันโรค เงินตัวนี้ก็กองอยู่ ขณะที่เงินบริการขาด เพราะฉะนั้นวิธีการเบิกจ่าย ต่อไปในอนาคตที่เขาคิดไว้ เราจะต้องคำนึงถึงรายละเอียดพวกนี้ให้มันสามารถดูแลพี่น้อง ประชาชน ทั้งส่งเสริมป้องกันรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพได้ ขอบพระคุณครับ