เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือถึงความสำคัญของการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้กรอบนโยบาย Soft Power พร้อมเรียกร้องให้มีการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองโดยเฉพาะด้านที่ดิน ทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของสภาชนเผ่าในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในทางปฏิบัติ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ สส. ทุกท่านในที่นี้นะครับ ในฐานะที่ผมเป็น สส. ที่ประกาศตนตั้งแต่แรกเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ว่าผมเป็นตัวแทนของ กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อมาทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติแทนกลุ่มชาติพันธุ์ วันนี้ดีใจและเป็นที่น่ายินดี ที่ผมได้มีโอกาสเห็น สส. จากทุกพรรคได้สนับสนุนให้มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ทุกท่านครับ ที่ผมยังใช้ชื่อ ๆ ของผมเป็นชื่อเลาฟั้งนี้ยังเป็นชื่อเดิมที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเอามาเป็นชื่อไทย แบบมาตรฐาน การที่ผมยังใช้ชื่อเดิมอยู่ผมต้องยืนหยัดอะไรบางอย่างเหมือนกัน เพราะการที่ ผมแสดงอัตลักษณ์โดยการใช้ชื่อผมซึ่งเป็นชื่อที่เป็นชนเผ่าอยู่นี้ ผมมักอาจจะเจอกับ การเลือกปฏิบัติก็อาจจะพูดได้ไม่ชัดเสียเลยทีเดียว แต่ผมจะถูกมองด้วยสายตาที่แตกต่าง ออกไป บางครั้งคนที่ใช้ชื่อแปลก ๆ จะถูกตรวจฉี่บ้าง อาจจะถูกค้นอย่างแปลก ๆ ออกไปบ้าง หรืออาจจะถูกเลือกปฏิบัติอะไรบางอย่างบ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ทำให้คนที่ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากที่หันมาใช้ชื่อแบบมาตรฐานเป็นภาษาไทยหมด เพราะว่า การที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในบางโอกาสก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในบางโอกาส ก็อาจจะสร้างความไม่สะดวกเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่คนเหล่านั้นด้วย ท่านประธานครับ ในจังหวะที่รัฐบาลกำลังรณรงค์ คำว่า Soft Power ขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมคิดว่านี่เป็นโอกาส ที่ดีที่สุดที่รัฐบาลแห่งนี้จะผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการสร้าง Soft Power อย่างแท้จริง เพื่อโชว์ให้สังคมโลกได้เห็น จูงใจให้พวกเขา เข้ามาในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งเอาประเทศไทยเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมสนับสนุน ให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไปนะครับ หลายท่านได้พูดถึง จำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ไปแล้ว ผมจะไม่ลงรายละเอียด แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์อาจจะจำแนกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ กลุ่มที่ยกสถานะเป็นชนชั้นกลางแล้ว อาจจะไม่ได้ประสบปัญหากับอัตลักษณ์ของตนเองแล้ว กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังได้รับผลกระทบ จากกฎหมายและนโยบายของรัฐ อันเนื่องมาจากอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ อยู่ ทั้ง ๒ กลุ่มนี้ต่างมีปัญหาที่หนักเบาแตกต่างกันนะครับ ในที่นี้ผมอยากจะให้น้ำหนักไปที่ กลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายที่ยังไม่เป็นธรรม แม้ประเทศไทย จะมีกฎหมายที่ก้าวหน้าพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นคนชายขอบ ของชายขอบในสังคมนี้ ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ ในกรณี ที่เป็นบุคคลทั่วไปอาจจะไม่ได้ประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพ แต่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว อัตลักษณ์ของเขาอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำให้เขาเข้าถึง สิทธิและเสรีภาพได้ ปัญหาหนัก ๆ ที่เผชิญมีอะไรบ้าง มันมีหลากหลายเยอะแยะมากมาย แต่สิ่งที่ทุกคนเผชิญลักษณะร่วมกันก็คือเรื่องวัฒนธรรมที่สูญหายไปแล้วบ้าง ทำให้ คนในชาติพันธุ์เหล่านั้นก็ใจหายนะครับ พื้นที่ด้อยการพัฒนา คุณภาพการศึกษาต่ำ สถานะ ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนะครับ ที่สำคัญก็คือเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร แม้กระทั่ง คทช. ซึ่งเป็นนโยบายในการรับรองสิทธิในที่ดินของรัฐบาลชุดนี้ เข้าถึงพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ น้อยมากนะครับ ผมใช้เลยว่าน้อยมาก ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ไหนที่ได้รับ คทช. ไปแล้วนะครับ ทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของ การอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ดีงามจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้ มันเป็นคุณค่า ทางจิตใจของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ อันที่ ๒ คือเรื่องของการคุ้มครอง ในกรณีที่อัตลักษณ์ บางอย่างอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับกฎหมายและนโยบาย สิ่งเหล่านี้อาจจะจำเป็นต้องมีกลไก ขึ้นมาทำหน้าที่ในการคุ้มครอง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรนะครับ อันต่อไป ก็คือส่งเสริม ก็คือต้องทำให้มีความโดดเด่นทำให้สังคมสนใจ ที่สำคัญก็คือว่ายอมรับนะครับ ต่อไปก็คือเรื่องของการถ่ายทอด ต้องสร้างโอกาสให้คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มีโอกาสที่จะ สืบสานแล้วก็ถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องนี้พูดไปมันก็ เหมือนกับว่าจะไม่จริง แต่ในทางปฏิบัติแล้วในพื้นที่ในชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก ที่การถ่ายทอดวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์นี้มันก็ลดหายลงไป แล้วก็เรื่องของการพัฒนา การพัฒนาหมายความรวมถึงการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ ที่ทำให้คนที่มีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บนพื้นฐานที่ใช้วัฒนธรรมเป็นทุน แล้วสภาชนเผ่าพื้นเมืองจะมีหน้าที่ที่สำคัญอย่างไร มีหลายกรณีนะครับ แต่ผมขอยกตัวอย่าง เช่น กรณีที่ดิน เรื่องที่ดินเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ณ ขณะนี้ไม่มีสิทธิในที่ดิน การไม่มีสิทธิในที่ดินนำไปสู่ อุปสรรคปัญหามากมาย แม้กระทั่งการถูกจับกุมดำเนินคดีและติดคุก ถ้ามีสภาชนเผ่า พื้นเมืองแห่งประเทศไทยขึ้นมาเป็นตัวแทน อันดับแรกที่สามารถทำได้ก็คือการผลักดัน กฎหมายนโยบายหรือแม้กระทั่งการเจรจากับรัฐบาล เพื่อที่นำไปสู่การคลี่คลายปัญหา ให้มีสิทธิในที่ดินบางอย่าง เรื่องของการเจรจาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรายวัน อย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งเรื่องสิทธิในการใช้ทรัพยากร พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นพื้นที่ ที่มีทรัพยากรเยอะที่สุด แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะการมีทรัพยากรที่ดี มีทรัพยากร ที่สมบูรณ์ มีทรัพยากรที่มากกว่าเพื่อน นั่นล่ะครับเป็นเป้าหมายที่รัฐจะประกาศเอาเป็น พื้นที่อนุรักษ์ ป่าอนุรักษ์ หรือแม้กระทั่งพื้นที่สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ไม่อนุรักษ์คน อันนี้ก็เป็นปัญหา สภาชนเผ่าจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐ กับชาวบ้าน ในการเจรจาต่อรองเพื่อที่จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีโอกาส มีสิทธิ ในการใช้ และเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ตัวเองดูแลรักษา รวมทั้งเรื่องของการละเมิดสิทธิที่จะเกิดขึ้น กลุ่มชาติพันธุ์แม้จะมีสิทธิตามกฎหมายแม่บท แต่นั่นคือสิทธิที่เขียนไว้ในกฎหมาย ในทาง ปฏิบัติแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือต้องการที่จะใช้สิทธิ ก็ยังประสบกับความ ยากลำบากในการเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น เวลาถูกจับกุมดำเนินคดี มีโอกาสน้อย ที่กลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับการประกันตัว เพราะที่ดินของเขาไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะไม่มีเงิน มากพอ ไม่มีญาติที่เป็นข้าราชการไปประกันตัวมาให้ สิ่งเหล่านี้ทำให้โอกาสในการได้รับการ ประกันตัว เพื่อที่จะเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมก็ลดน้อยถอยลงไป นี่เป็นแค่กรณี ตัวอย่าง หลาย ๆ กรณีพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกสัมปทานหรือว่าถูกอนุญาตให้บริษัทเอกชน ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมืองหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ การดำเนินการเหล่านี้มันเป็น การกระทบต่อสิทธิในการใช้ที่ดินและทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ เวลากลุ่มชาติพันธุ์ต่อสู้ ก็ต้องไปต่อสู้กับนายทุน โดยที่รัฐก็เป็นเครื่องมือให้ด้วย ถ้ากรณีอย่างนี้ก็เป็นเรื่องยากครับ ที่กลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับการคุ้มครองสิทธิจริง เพราะฉะนั้นการมีสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทยขึ้นมาก็จะเป็นองค์กรที่จะสามารถเข้ามาอำนวยการหรือช่วยเหลือให้กลุ่ม ชาติพันธุ์สามารถที่จะต่อสู้เรียกร้องให้เข้าถึงสิทธิ ที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะพูดในที่นี้ด้วย ก็คือเรื่องของข้อมูล สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์แล้วเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมที่ไม่เขียนนะครับ เป็นสังคมที่อยู่กับการบอกเล่า การเล่าเรื่อง หรือที่เราเรียกว่า Unwritten Society เรื่องราว ประวัติศาสตร์การต่อสู้หรือการถูกละเมิดสิทธิไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ หลักฐานเอกสารที่มีอยู่ เป็นเรื่องที่คนอื่นมาจัดทำให้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเอกสารทางประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เพียงการ เขียนเป็นเอกสารอาจจะไม่มีปัญหาเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของการนำเอกสารเหล่านั้น ไปตีความหรือนำสิ่งที่เห็นไปตีความ ผมยกตัวอย่าง เช่น การทำการเกษตรแบบกลุ่มชาติพันธุ์ บนพื้นที่สูงที่ไม่ได้ทำกินอย่างถาวร แต่มีการเปลี่ยนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งวนไป การทำ การเกษตรแบบนี้ถูกคนที่เขียนเอาไว้ตีความว่าเป็นไร่เลื่อนลอย ซึ่งภายหลังต่อมาก็ถูก ตีความใหม่ว่าเป็นเรื่องไร่หมุนเวียน แม้ถ้อยคำตอนนี้เราจะพูดคำว่า ไร่หมุนเวียน แต่เมื่อใดก็ตาม ที่พูดถึงการทำการเกษตรแบบกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง คำว่า ไร่เลื่อนลอย ก็จะเข้ามาอยู่ ในหัวแทน แล้วเมื่อคนเข้าใจว่าการทำการเกษตรแบบบนพื้นที่สูงเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ้าเป็นความเข้าใจของผู้มีอำนาจด้วย อย่างนี้ก็จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของ กลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองจะเข้าไปมีบทบาท อย่างมีนัยสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ โอกาสนี้ ก็ขอขอบคุณทุกท่านมากเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ