กัณวีร์ สืบแสง เสนอการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยอ้างถึงหลักการทางสิทธิมนุษยชนและความจำเป็นของรัฐในการให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน รวมถึงหารือเรื่องบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพื่อให้บุคคลที่ไม่มีสถานะทางบุคคลมีตัวตนและเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านผู้มาชี้แจงนะครับ ทางอาจารย์ศักดิ์ดา คุณกิตติศักดิ์ อาจารย์สุนี คุณเกรียงไกร ที่วันนี้ชื่อของท่านทั้ง ๔ จะถูกจารึกไว้ในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ที่นำเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าหลักการทางด้านสิทธิมนุษยชนทำให้ มนุษย์เป็นมนุษย์เข้ามาให้พวกเราพิจารณาในร่างพระราชบัญญัติตัวนี้ วันนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ด้วยตรรกะ ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก เรื่องรัฐจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองคนทุกคน มนุษย์ทุกตน ภายใต้ อธิปไตยของรัฐของตน อันนี้เป็นหลักการตรรกะแรกที่จำเป็นที่เราจะต้องสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติตัวนี้
ตรรกะข้อที่ ๒ คือเรื่องนี้ครับท่านประธาน เราควรจะต้องสนับสนุนการแก้ไข ปัญหาในเรื่องสัญชาติและการเป็นพลเมืองของประเทศไทย ทั้ง ๒ ตรรกะนี้จะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในเรื่องบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และบุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางบุคคล และรวมถึงไม่มีเอกสารระบุตัวตนด้วย ณ ปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ เราทราบดีว่า คนไทยผู้ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ไร้เอกสารแสดงตัวนั้น จริง ๆ แล้วที่ในรายงานตัวนี้บอกว่า ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ภาคประชาสังคมของพวกเราเห็นว่ามีทั้งหมด ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทำไมเราถึงมีคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งยังไม่มีสถานะทางบุคคลที่อยู่ในประเทศไทย รัฐของเรา จะให้ความคุ้มครองได้อย่างไร หากประชาชนคนที่เกิดในประเทศไทยและมีสิทธิทุกสิ่งทุกอย่าง จำเป็นจะต้องได้สถานะทางบุคคลในประเทศไทยไม่มีสถานะนั้น คือปัญหาหลัก ๆ ของเรา ในสมัยก่อนเราทราบดีครับ การจดทะเบียนเกิดการให้สถานะบุคคล ให้สัญชาติไทยนั้น ทางอำเภอ ทางกรมการปกครอง ทางกระทรวงมหาดไทย จำเป็นจะต้องให้บุคคลประชาชน ต้องมารายงานตน ต้องมาแสดงจดทะเบียน ลงทะเบียน คือเรานั่งอยู่ส่วนกลางเราเอารัฐ เป็นส่วนกลาง แต่ ณ ปัจจุบันนี้ได้มีการแก้ไขการดำเนินงานในการให้สถานะบุคคล โดยการ ทำ Out List ในการทำ อย่างเช่น อำเภอสัญจรเดินทางไปที่พื้นที่ต่าง ๆ ตามบริเวณชายขอบ ชายแดนต่าง ๆ ที่เป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แต่หากเราดูจริง ๆ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน หรือแค่ ๒๐๐,๐๐๐ คน ประสิทธิภาพต่าง ๆ ศักยภาพต่าง ๆ ของพวกเราจะมีเพียงพอหรือไม่ ที่จะให้สถานะ ที่จะให้สัญชาติกับคนที่ยังไม่มีสัญชาติ เราเห็นว่ามีชาวเผ่าพื้นเมือง ในประเทศไทยหลายชาวเผ่ามาก ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกได้เรียนไป ๖๗ เผ่า เรียบร้อยแล้ว ตรงนี้ ถ้าเรามองดี ๆ ทั่วประเทศไทยเราเริ่มต้นตั้งแต่ภาคเหนือ ชาวอาข่าที่อยู่ภาคเหนือ ชาวม้ง ภาคเหนือฝั่งตะวันตก ชาวมอแกนตะวันตกแล้วมาทางภาคใต้ ชาวอูรักลาโวยจภาคใต้ลงมา ชาวมานิตั้งแต่มลายูลงมาเรื่อย ๆ ชาวกูยตะวันออกเฉียงเหนือไปถึงตอนใต้ และรวมถึงทาง มละบริที่อยู่ทางไทยและลาว สุดท้ายก็เป็นกลุ่มกะเลิงที่ผมขอเรียกว่าบุคคลที่อยู่บริเวณฝั่งขวา แห่งลุ่มแม่น้ำโขงผมจะไม่ใช้คำว่า ภาคอีสาน สิ่งนี้จำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบตรง ร่างพระราชบัญญัติตัวนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะเห็นว่าทำไมผมต้องพูดเรื่องเกี่ยวกับ สถานะบุคคลคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพราะเรื่องการพัฒนาประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้เราจำเป็น ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ ในการพัฒนาประเทศชาติของเราไปร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามหากเราไม่เอาประชาชน เราไม่เอาคนที่อยู่ในพื้นที่เข้ามาพัฒนาร่วมกับเรา เราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง เราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตต่าง ๆ ของประชาชนแต่ละพื้นที่จะเป็นอย่างไร และทิศทางการแก้ไข การพัฒนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ถ้าไม่มาจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่เราจะทราบได้อย่างไร ว่าอะไรที่จะเหมาะสมกับการพัฒนา ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่จริง ๆ สิ่งนี้ครับท่านประธาน ผมเลยอยากจะฝากทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ช่วยพิจารณาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ให้ผ่านเข้ามาในวาระแรกของเรา เพื่อเราจะนำศักยภาพของคนทุกคนมาร่วมพัฒนา ประเทศของเรา แต่ก่อนที่เขาทั้งหลายนี้จะเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศไทยได้เขาต้องมีตัวตน สถานะทางบุคคลก่อนจะเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศไทย ร่างพระราชบัญญัตินี้จะทำให้ คนที่ไม่มีตัวตนกลับมามีตัวตนอย่างพวกเราและพวกท่าน การมีตัวตนจะรวมนำทุกคน เข้ามาร่วมพัฒนาประเทศไปพร้อม ๆ กัน ตามการดำรงชีวิต ตามวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม วิถีทางด้านศาสนาของคนทุกคนอย่างหลากหลายและอย่างยั่งยืน ขอบคุณครับท่านประธาน