ธิษะณา สนับสนุน พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง คุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเท่าเทียมในด้านวัฒนธรรม ดินแดน และการเข้าถึงบริการสาธารณะ พร้อมชี้ให้เห็นถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งกลไกคุ้มครองสิทธิที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมอย่างแท้จริง สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเจตนารมณ์ของความหลากหลาย

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคก้าวไกลค่ะ ขอสไลด์ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

วันนี้ดิฉันมาอภิปราย สนับสนุนร่างกฎหมาย พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมให้มีกลไกการช่วยสร้างคุ้มครอง สิทธิต่าง ๆ สำหรับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย เมื่อเราพูดถึงสิทธิ ที่คนส่วนใหญ่มี คำถามหนึ่งที่สำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือคนส่วนน้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิ และบริการสาธารณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มคนชาติพันธุ์และเสรีภาพในวัฒนธรรม และในสังคม ที่เป็นพหุวัฒนธรรม อย่างเช่น ประเทศไทยสิทธิขั้นพื้นฐานควรจะมีเท่าเทียมกันมิใช่หรือคะ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการพัฒนาความรู้พื้นเมือง การเข้าถึงบริการสาธารณสุข สิทธิในดินแดนที่ดิน และทรัพยากรด้วยความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติค่ะท่านประธาน รวมไปถึงสิทธิทางพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งสหประชาชาติเองได้กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนที่จะได้รับการรับรอง สิทธิที่เท่าเทียมกัน ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามภายใต้ข้อตกลง ของสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะ ความพยายามที่จะกำหนดหรือบังคับ ให้สังคมมีวัฒนธรรมอัตลักษณ์เดียวกัน ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายทางเชื้อชาติ หรือพหุวัฒนธรรม ไม่ควรต้องแลกมาด้วยสิทธิของคนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ไม่ว่าสิทธิเหล่านั้นจะเป็นรูปแบบการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมก็ตาม

สไลด์ที่ ๓ ประเทศไทยอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้ คุณมานพ คีรีภูวดล ได้กล่าวไว้นะคะว่าเราได้ลงสัตยาบันไปแล้วกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ อย่างเช่น อนุสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ แล้วก็ ICCPR หรือกติกาว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เราลงสัตยาบันไป เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เราลงสัตยาบันไปเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งมีผลผูกพันกับรัฐของเรา ในการที่จะปฏิบัติตามโดยสุจริต หรือที่เรียกว่า Oblige in Good Faith ภาษาละตินคือ Pacta Sunt Servanda สิทธิเหล่านี้ครอบคลุมในกลไกข้อตกลงและคำประกาศของสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของบุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ศาสนา และภาษา ซึ่งรับรองโดยฉันทามติของสหประชาชาติในปี ๒๕๓๕ หรือปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองหรือที่เรียกว่า UNDRIP เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ ของบุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนาและภาษา ทั้งยังคงสนับสนุน ความเสถียรภาพทางการเมือง สังคม และรัฐที่พวกเขาอยู่อาศัยด้วย หรือว่าตามกติกา ว่าด้วยสิทธิพลเมืองหรือ ICCPR ที่ดิฉันได้กล่าวไปขั้นต้นที่ประเทศไทยลงสัตยาบันไปแล้ว ในปี ๒๕๓๙ มาตรา ๒๗ เป็นเกี่ยวกับ Minority Rights หรือว่าชนกลุ่มน้อยโดยตรง ได้บัญญัติไว้ว่า ในรัฐทั้งหลายที่มีชนกลุ่มน้อยทางเผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือภาษาอยู่ บุคคลผู้เป็น ชนกลุ่มน้อยดังกล่าวจะไม่ถูกปฏิเสธในสิทธิอันที่จะมีวัฒนธรรมของตนเอง หรือนับถือ และประกอบพิธีทางศาสนาของตนเอง ใช้ภาษาของตนเองภายในชุมชนร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของชนกลุ่มน้อยด้วยกัน ซึ่งจากข้อมูลของ Website ด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวง การต่างประเทศ ประเทศไทยก็ได้เข้าเป็นภาคีแล้ว อย่างที่ดิฉันได้กล่าววันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ มีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ต่อให้มีคำจำกัดความของชนกลุ่มน้อยก็ตาม แต่ก็มีการให้คำจำกัดความโดยพฤตินัยโดยการยอมรับอย่างกว้างขวาง และคำจำกัดความนั้น ก็เกี่ยวโยงกับ ๒ ปัจจัย ๑. คือรูปธรรม อาทิเช่น เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ที่ใช้ร่วมกัน ๒. ก็คืออัตนัย อย่างเช่น การระบุตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มน้อย ควบคู่ไปกับการได้รับจากสังคมคนส่วนมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างของข้อตกลง ร่วมพันธสัญญานานาประเทศที่ควรนำไปปฏิบัติตามโดยสุจริต รวมถึงประเทศไทยด้วย เช่นกัน

สไลด์ที่ ๔ ข้อมูลจาก Minority Rights Group และ Amnesty มีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ ในประเทศไทยที่ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เขาอยู่ด้วย ซึ่งแนวทางสำหรับประเทศไทยยังต้องคำนึงถึง

๑. สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน บุคคลควรได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และควรเชื่อว่าบุคคลในสังคมมีสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกัน

๒. สิทธิในสภาชนเผ่าพื้นเมือง การมีสิทธิของสมาชิกชนเผ่าพื้นเมืองแต่ละ บุคคล ควรมีสิทธิที่เท่าเทียมกับสมาชิกรัฐสภาแต่ละบุคคลที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่เทียบเท่ากัน

๓. รัฐควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเคารพ ปกป้อง และเติมเต็ม พร้อมกับ สร้างกลไกคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง

เพราะฉะนั้นแล้วการที่มีสิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บ่อยครั้งมักจะมากับ การปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลนั้นที่มีต่อส่วนรวมด้วย ในทางกลับกันสังคมส่วนมากก็ต้อง ยอมรับพวกเขาด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ควรได้รับการยอมรับที่เท่าเทียมเช่นเดียวกัน

สไลด์ที่ ๕ กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อยในนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติไหน ทุกคนล้วนมีสิทธิตั้งแต่เกิดด้วยกันทั้งนั้น เว้นแต่ ๑. รัฐไม่ได้รับการยอมรับสิทธิ ๒. หากรัฐได้กล่าวให้สัตยาบันสนธิสัญญา แต่ไม่ได้ดำเนินการอย่างชัดเจนตามสัตยาบัน ที่ให้ไว้กับสหประชาชาติหรือสัญญากับกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการผลักดัน วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยในนานาประเทศ ขอยกตัวอย่าง เปรียบเทียบสิทธิการเคลื่อนไหวของชนพื้นเมืองดังกลุ่มต่อไปนี้เป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน ๑. คือกลุ่มชาวพื้นเมืองในรัฐ Alaska ๒. คือกลุ่มชาว Berber ในโมรอคโคและแอลจีเรีย และ ๓. คือกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย สำหรับใน Alaska ตามตารางที่ดิฉันขึ้นอยู่นะคะ ก็จะเห็นว่า ชาวพื้นเมืองใน Alaska ได้รับการยอมรับอย่างมากจากสภา Congress ภายใต้พระราชบัญญัติ การระงับข้อเรียกร้องของชาวพื้นเมือง Alaska หรือ Alaska Native Claims Settlement Act ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๑ ในแอลจีเรีย กลุ่มที่ ๒ มีกระบวนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม Berber ที่ช่วยส่งเสริมพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์พื้นฐานของประเทศโมรอคโค และแอลจีเรีย และยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติด้วย ซึ่งชาว Berber ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการถูกยอมรับในสังคมส่วนมาก และกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย ใน พ.ศ. ๒๕๕๐ มีการ จัดตั้งเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกว่า คชท. และได้เป็นส่วนหนึ่ง ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความ หลากหลายทางเพศ และยังคงผลักดันสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ท่านประธานคะ นานาประเทศส่วนใหญ่ล้วนมีประชาชนชนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะคะ และยังมีการบังคับใช้สิทธิหลายรูปแบบที่สอดคล้องกับข้อตกลงในสหประชาชาติ เพียงแต่ว่า จากกรณีตัวอย่างใน Alaska และชาว Berber ในแอฟริกาเหนือแสดงให้เห็นว่ารัฐ และแต่ละรัฐ ก็ได้มีการดำเนินการเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อตกลง เพื่อสร้างกลไกที่ทั้งคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศของเขาให้มีบทบาทมากขึ้นในสังคม เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้นการสร้างกลไกการคุ้มครองสิทธิ ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยและผลักดันสภาชนเผ่าพื้นเมือง จึงเป็นสิ่งที่ควร ให้ความสำคัญและความชอบธรรม และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลควรคำนึงถึงบริบทของสังคม ในพหุวัฒนธรรม และรับทราบถึงสิทธิของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ควรได้รับค่ะท่านประธาน ดิฉันใกล้จะจบแล้วค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงอยากฝากให้ฝ่ายบริหารได้เข้าใจและคำนึงถึงประเด็นนี้ ดังที่ดิฉันได้กล่าวไป คือสร้างกลไกที่ยอมรับสิทธิมากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมกับคุ้มครอง ประชาชนเหล่านี้ค่ะท่านประธาน เพราะที่ผ่านมาดิฉันไม่เห็นความจริงจังในมาตรการ หรือกลไกความคุ้มครองที่มุ่งมั่นและส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อยหรือ กลุ่มชาติพันธุ์เลยค่ะท่านประธาน ที่สอดคล้องกับข้อตกลงของนานาชาติที่เราได้ลงสัตยาบัน ไปแล้วหลายทศวรรษแล้วนะคะ และดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนเหล่านี้ควรได้รับ การยอมรับสิทธิที่พวกเขาควรจะได้ตั้งแต่เกิดค่ะท่านประธาน ดิฉันหวังว่าทุกท่านในสภาแห่งนี้ จะรับทราบสิทธิของคนเหล่านี้และมองเห็นคนเท่ากันค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ