ศรัณย์ ทิมสุวรรณ หารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายรับรองสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาผลกระทบและข้อกังวลที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงเอกสารราชการ ความสอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศ และความเสี่ยงจากการนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เพื่อให้การออกกฎหมายเป็นไปอย่างรอบคอบและมีมาตรฐานรองรับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินี้ ผมคิดว่าในสภาแห่งนี้เราไม่ได้คุยกันว่าบุคคลที่มีความหลากหลายนั้น ควรจะต้องมีสิทธิ เท่ากับผู้อื่นหรือไม่ เพราะว่าคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครเราควรต้องมีสิทธิ เท่าเทียมกันอยู่แล้ว อันนี้เป็นประเด็นแรกที่อยากจะให้เราเข้าใจตรงกันว่าวันนี้เราไม่ได้ ทะเลาะกันว่าเราควรที่จะกดสิทธิของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ เราเห็นด้วยว่าทุกคนควร จะมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่เรากำลังคุยกันคือร่างกฎหมายที่สภาแห่งนี้จะมีการเสนอ หรือปรับเปลี่ยน ซึ่งจะบังคับใช้กับประชาชนว่าสิ่งที่จะได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่มีการ แก้ไขนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้เรากลับมาที่ประเด็นตรงนี้ก่อนว่า เราไม่ได้เถียงกัน เราไม่ได้บอกว่าเราควรจะกดกลุ่มใดไว้ แล้วผมเชื่อว่าเราทุกคนเข้าใจและ เราเห็นชัดดีว่าในประเทศไทยนั้นเราให้ความสำคัญ เราไม่เคยกดสิทธิหรือระงับสิทธิของ คนกลุ่มใดมากกว่าคนกลุ่มอื่น เราส่งเสริมให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศทางรสนิยม ในการที่จะแสดงออก ในการที่จะสามารถไปถึงศักยภาพของตนได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้อง คุยกันในวันนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังร่างกฎหมายนี้ผ่าน ซึ่งเรามีความเป็นห่วงอย่างที่ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไป เราไม่ใช่ประเทศแรกที่เรามาคุยกันเรื่องนี้ ไม่ใช่ ประเทศแรกที่จะเสนอกฎหมายเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เราได้เห็นจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศที่ได้ผลักดันกฎหมายนี้มาเป็นสิบปีแล้ว หรือประเทศที่กำลังเริ่มที่จะพิจารณา หรือ แม้แต่ประเทศที่เพิ่งจะใช้กฎหมายนี้ไป เราเห็นถึงความเสี่ยงต่าง ๆ เราเห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในประเทศที่เขาพัฒนามากกว่าเราในแนวคิดเรื่องสังคมทางเพศต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านั้น คือสิ่งที่เราคำนึงถึง และผมต้องบอกกับสภาแห่งนี้และท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลเอง ก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ถ้าเราย้อนกลับไปดูในช่วงเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องนี้ในสื่อ ไม่ว่าจะมีการเปิดเผยร่างของทางกระทรวงเอง ร่างของภาคประชาชน รวมถึงร่างของเพื่อนสมาชิกเองได้มีการเคยเปรียบเทียบถึงความต่างของแต่ละร่าง ซึ่งแสดง ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยให้ความสำคัญ แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรา กำลังทำอยู่ในวันนี้มันมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ผมจะยกตัวอย่าง อย่างเช่นในร่างของท่านเอง ว่าเมื่อมีการรับรองแล้วเอกสารใดบ้างที่จะต้องมีการปรับเพื่อให้เข้ากับเพศสภาพที่มีการ รับรองไปแล้ว ผมยกตัวอย่างก็คือ บัตรประชาชน เอกสารใบขับขี่ต่าง ๆ แต่สิ่งที่เรามองว่า อาจจะมีปัญหาและต้องมีการประสานและฟังความคิดเห็นของหน่วยงาน รวมถึงประเทศ ที่เกี่ยวข้อง ก็คือในประเด็น ถ้ามีการรับรองเพศสภาพแล้วสามารถขอให้ออกสูติบัตรใหม่ได้ สามารถขอให้ออกหนังสือเดินทางที่ตรงกับเพศที่รับรองได้ ผมไม่ได้ค้านการที่จะมีกฎหมาย รับรองเพศให้กับผู้มีอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่ Binary แต่สิ่งที่ตามมาคือสิ่งที่เราต้องคำนึงก่อนที่เราจะ ออกกฎหมายใดก็ตาม ถามว่าถ้าเราออกกฎหมายนี้ และประชาชนหรือบุคคลใดสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ สามารถมีการรับรอง หลังจากมีการรับรองมีการเปลี่ยนแปลงไป หนังสือ เดินทางเอง ถ้าเราออกแล้วประเทศอื่นเห็นด้วยหรือไม่ ตรงกับประเทศของเขาหรือไม่ ทีนี้มัน ก็ต้องกลับไปดูถึงความเกี่ยวข้องต่าง ๆ อีกครับท่านประธาน ว่าหลักเกณฑ์ในการที่เราจะ อนุญาตให้คนคนหนึ่งสามารถรับรองเพศที่เปลี่ยนไปได้ ตรงกับหลักเกณฑ์ที่ต่างประเทศหรือ ประเทศที่เราจะมีความเกี่ยวข้องด้วย ที่เราจะเดินทางไปนี้ตรงกันหรือไม่ อันนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ในหลายประเทศที่มีการบังคับใช้หรือในอเมริกาเองในหลายรัฐก็ยังมีปัญหาว่าเมื่อหลักเกณฑ์ ไม่เหมือนกันแล้ว เราจะมี Standard เราจะมีมาตรฐานอย่างไรในการตรวจสอบคนที่ใช้สิทธิหรือใช้กฎหมาย เหล่านี้ เราไม่ได้พูดถึงประชาชนที่ใช้สิทธิในกฎหมายสิทธิโดยชอบ แต่ทุกกฎหมายที่เกิดขึ้น มีคนพร้อมที่จะนำมาใช้ประโยชน์อยู่เสมอ ซึ่งนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มี การผลักดันกฎหมายนี้ออกไปแล้วก็ยังตามแก้กันอยู่ ในบางประเทศยังมีการปรึกษาหารือกัน ว่าควรจะปรับแก้กฎหมายนี้อย่างไรดี เพราะฉะนั้นนี่ก็คือสิ่งที่ทางรัฐบาลก็กำลังทำอยู่ เช่นเดียวกัน อย่างที่ผมเรียนท่านประธานครับว่าทางรัฐบาล ทางหน่วยงานเองก็มีร่าง ทางภาคประชาชนก็มีร่างอยู่แล้ว เราสามารถย้อนกลับไปดูได้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรายังไม่สามารถเสนอได้ ก็คือเรื่องเหล่านี้ว่าสิทธิหรือผลที่จะเกิดขึ้นจาก การแก้ไขกฎหมายหรือการให้สิทธิต่าง ๆ นั้นจะผูกพันไปถึงหน่วยงานใด ไปถึงประเทศ ใดบ้าง อันนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ทำให้ชัดเจน ถ้าเราไม่ดูความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาสุดท้ายเราก็ต้องตามแก้เช่นเดียวกัน ผมขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทย รัฐบาลไทยเองมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะส่งเสริมให้สิทธิแก่กลุ่มผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ในสภาของเราได้พูดคุยถึงร่างพระราชบัญญัติที่เราเรียกว่าสมรสเท่าเทียม เพื่อให้สิทธิทุกคนในการที่จะแต่งงานโดยไม่ต้องกำหนดกับเพศใดก็ตาม แต่สิ่งที่เรามาคุยกัน ในวันนี้ครับมันเป็นอีกประเด็นมันคนละเรื่องกันเลย อันนี้เป็นเพียงความเป็นห่วง และนี่ไม่ใช่ ความเป็นห่วงเฉพาะในฐานะรัฐบาลหรือในฐานะของคนไทย แต่ในหลายประเทศเองก็มี ปัญหาเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของผู้คุมขังเองก็ตาม ในหลายประเทศมีคนที่ใช้ ช่องว่างของกฎหมายนี้ในการทำร้ายประชาชนท่านอื่น ๆ แล้วมันก็จะยิ่งทำให้กลุ่มคนที่ได้รับ ผลประโยชน์จากกฎหมายนี้นั้นถูกมองภาพเสียจากสังคมโดยรอบ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า เราควรใช้ความตั้งใจ เราควรใช้เวลากับเรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพัน กับประชาชน และไม่ใช่เฉพาะคนในประเทศ แต่เกี่ยวพันไปถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าในขณะนี้เมื่อรัฐบาลเองก็ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้อยู่แล้วว่าเคยทำร่างแล้วก็กำลัง ศึกษาอยู่ รอว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมันจะเป็นอย่างไร ภาคประชาชนเองก็ยังผลักดันร่างของ เขาอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าเรื่องนี้ยังต้องมีการพูดคุยกันมากกว่านี้ครับ