ธิษณา ชุณหะวัณ เสนอข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านและเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พร้อมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษาในการส่งเสริมความหลากหลายและครอบคลุมกลุ่มคนต่าง ๆ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาธร และราชเทวี ขออนุญาตสไลด์ขึ้นค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ขอร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าในสังคมที่มีความหลากหลายของกลุ่มคนเพศสภาพต่าง ๆ หรือ LGBTQAI+ และการครอบคลุมความหลากหลายเหล่านั้นเรียกว่า Inclusivity สิ่งสำคัญ อย่างแรกคือภาษา หรือแม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ของภาษาในแต่ละสังคมนั้น ๆ ก็จะ ครอบคลุม เช่น การใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงทางด้านกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีกันให้เห็นอยู่ ในหลายประเทศ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ก็ได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้าแล้ว ดิฉันมองว่า การคำนึงถึงรายละเอียดเหล่านี้และค่านิยมเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึง การพัฒนาของสังคมเราไปสู่สังคมที่หลากหลาย เพราะว่าในขณะนี้พวกเราทุกคนกำลังทำ หน้าที่ขับเคลื่อนเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่ความก้าวหน้าบนเวทีโลก และการเป็นประเทศผู้นำ หรือต้นแบบในด้านเหล่านี้ยังสามารถช่วยผลักดันเสริมศักยภาพที่สอดคล้องกับนโยบายของ รัฐบาลด้าน Soft Power ให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน จริงอยู่ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้าง Soft Power นั้นมีอยู่หลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ควรจะ เป็นแนวทางต่อประเด็นในเรื่องของความหลากหลายทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และ บทบาททางเพศ ซึ่งดิฉันได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ก็ได้เห็นว่าในภาษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เขียน ใช้เกี่ยวกับภาษาช่วยส่งเสริมให้ไม่มีการแบ่งแยก พร้อมถึงการแสดงถึงความหลากหลายและ ครอบคลุมถึงกลุ่มคนต่าง ๆ ภาษามีการวิวัฒนาการแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น มีมาหลาย ศตวรรษแล้ว ภาษาเรามีการวิวัฒนาการเรื่อยมาให้สอดคล้องกับยุคสมัยนั้น ๆ นั่นเป็นการ สะท้อนถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ของสังคมหรือโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ ปรากฏการณ์ใหม่ หรือไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย เพราะจริง ๆ แล้วคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มาจากวิวัฒนาการของภาษาและสังคมตามกาลเวลา การวิวัฒนาการ เกิดขึ้นในทุก ๆ ประเทศ ดิฉันขอยกตัวอย่างประเทศสวีเดน เมื่อปี ๒๐๑๑ ประเทศสวีเดน ได้มีการบัญญัติเพิ่มคำสรรพนามหรือคำนำหน้าให้มีความเป็นกลางทางเพศ ไม่ระบุเพศ หรือ ที่เรียกว่า Gender Neutral นั่นคือคำว่า Hen นอกจากนี้ยังมีใช้คำว่า Hon ที่ใช้สำหรับผู้ที่ ระบุตนกับเพศสภาพชายและ Han ที่ใช้สำหรับระบุตนกับเพศสภาพหญิง ซึ่งเป็นคำเดิม ที่มีอยู่แล้ว นั่นเป็นการสะท้อนถึงสังคมของสวีเดนที่มีความหลากหลายและครอบคลุมคน ทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้นค่ะ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ประเทศสวีเดน แต่ประเทศอื่น ๆ เองก็มีการ บัญญัติศัพท์ที่ช่วยส่งเสริมความเป็นกลางทางเพศเช่นเดียวกัน อย่างในประเทศนอร์เวย์ล่าสุด เพิ่มคำว่า Hen เพื่อเป็นอีก ๑ ช่องทาง อีก ๑ ทางเลือกในการใช้สรรพนามเช่นเดียวกัน หรือประเทศใกล้ ๆ บ้านเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศฟิลิปปินส์ก็มีสรรพนาม คำว่า Siya ที่ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิงอยู่ด้วย ซึ่งนั่นก็ใกล้เคียงกับ คำสรรพนามว่า They ในภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นบางภาษาก็ไม่มีเพศสภาพทางไวยากรณ์ ด้วยซ้ำไป อาทิเช่น ประเทศตุรกี ประเทศฟินแลนด์ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าโลก ของเราพลวัตมาไกลมากแล้วค่ะท่านประธาน ประเด็นสำคัญที่ดิฉันอยากพูดถึงต่อมาก็คือ ภาษาที่เอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและในเชิงกฎหมาย การพัฒนาและประยุกต์ใช้ ภาษาให้สอดคล้องกับความหลากหลาย ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลก หากมองผ่าน บุคคลที่ไม่ได้ต้องการระบุอัตลักษณ์ทางเพศใด ๆ หรือไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องผูกมัดตัวเองกับ เพศสภาพชายหรือหญิง กลุ่มคนกลุ่มนี้ก็ควรจะมีทางเลือกให้ใช้คำที่พวกเขารู้สึกสบายใจ และเข้าถึงได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็น Transgender หรือว่าบุคคลข้ามเพศ หรือ Non-binary ก็ตาม บางคนใช้คำว่า นาย แม้จะไม่ตรงกับเพศสภาพของตนเองหรืออัตลักษณ์ทางเพศของ บุคคลนั้น บางคนประสงค์ที่จะใช้คำว่า นางสาว แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับ เช่นเดียวกัน บางคนไม่ได้อยากใช้ทั้งสองคำ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นค่ะ ถ้าจะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ เราใช้คำนำหน้านามหรือเรียกสรรพนามผู้ใดก็ควรจะขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น และความตกลง ปลงใจของบุคคลนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเรียกก็ได้เช่นกัน และไม่ได้เป็น Flight บังคับนะคะ เพียงแต่ว่าการใช้ภาษาหรือคำศัพท์เป็นการระบุเพศเราอาจจะต้องคำนึงถึงการปรับเปลี่ยน ให้เกิดความเหมาะสมเพื่อให้เกียรติทุก ๆ คน และทุก ๆ เพศสภาพค่ะ และเมื่อมองลึกลงไป ในประเด็นนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงคำสรรพนามที่มีความเป็นกลางในภาษาไทยของเราที่มีคำว่า นาย หรือ นางสาว ถ้าเราลองดูคำว่า นาม ไปด้วยก็น่าสนใจนะคะ เพราะคำว่า นาม หมายถึง ชื่อและยังเป็นไวยากรณ์ที่ไว้ใช้เรียก คน สิ่งของ โดยไม่มีการระบุใด ๆ อันนี้ก็เป็นข้อคิด หรือ ว่าใช้คำว่า คุณ เรียกชื่อบุคคลนั้นไปเลยก็ได้เช่นเดียวกัน เหมือนตัวอย่างในประเทศนอร์เวย์ และประเทศนอร์ดิกที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างไป ที่ต่างประเทศยังมีการใช้ Mr. Mrs. แล้วก็ Mx. ด้วยนะคะ เพิ่มเติมในด้านของกฎหมายอย่างที่กล่าวมาความสำคัญของภาษา คำที่ใช้ นอกจากสังคมแล้วก็ย่อมสะท้อนถึงกฎหมายเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงไทยสำหรับกลุ่มข้ามเพศหรือ Transgender ที่มักไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาในการใช้คำนำหน้าหรือสรรพนาม กรณีถูกปฏิเสธการรับรอง สถานะเพศ สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิด้านร่างกาย แต่กลุ่มประเทศ Nordic ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ผลักดันนโยบายที่จะขยายความครอบคลุมไปจนถึงกลุ่มคนเหล่านี้ เข้าไปในภาครัฐ การศึกษา และการพัฒนามุมมองของสังคมและสร้างความปลอดภัยต่อบุคคล ทั้งทางวาจา และทางปฏิบัติมาเป็นทศวรรษแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรับรองสถานะทางเพศ เปิดโอกาสให้ เลือกอัตลักษณ์ตามความเหมาะสม และการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตามดิฉันทราบว่า การใช้คำนำหน้าอาจจะทำบางท่านงงหรือว่าอาจจะไม่คุ้นชิน แต่ก็ควรแลกมาด้วยค่าใช้จ่าย ทางเลือกของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศเหล่านี้ ดังนั้นการผลักดันให้ประเทศไทย กลายเป็นต้นแบบต่อนานาประเทศในเรื่องนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะไป พร้อมกับสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับ Soft Power ของไทย ในเวทีโลกเช่นเดียวกัน จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมีประเทศตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ กลุ่มประเทศ Nordic ไปจนถึงเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งที่พยายาม ส่งเสริมและการรวมความหลากหลายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งในด้านภาษาและกฎหมาย ก็ยอมรับว่าประเทศไทยเองมาไกลพอสมควร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรา จะต้องแก้ไขและพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ตามโลกาภิวัตน์หรือว่า Globalization ถึงแม้ว่า ตัวดิฉันจะมีสิทธิในการใช้คำศัพท์ที่ระบุเพศในที่นี้ แต่มันเป็นทางเลือกของดิฉัน แต่เมื่อเวลา ที่ดิฉันเห็นคนรอบข้างที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศก็อยากให้รัฐและสังคมมองเห็น และนึกถึงสิทธิของพวกเขาที่จะมีทางเลือกได้เช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเรา เพื่อนสมาชิกทุกคนจะตระหนักถึงประเด็นนี้ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้น พร้อมทั้งมีความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยในด้านของความหลากหลายมากยิ่งขึ้น พร้อม ที่จะเปิดทางเลือกให้ทุก ๆ คน ในรอบด้าน เพราะอย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงความ หลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ยังมีความหลากหลายในอัตลักษณ์ทางเพศเช่นเดียวกัน ขอบพระคุณค่ะ
