
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เสนอพระราชบัญญัติการรับรองและคุ้มครองสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยขอให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อให้บุคคลสามารถกำหนดและแสดงอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้อย่างเสรี
ก็ขอเสนอหลักการ กฎหมายร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความ หลากหลายทางเพศ พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการคือ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
เหตุผล โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติรับรองศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรับรองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ จึงส่งผลให้เกิด การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลผู้มีความ หลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเอกสารของรัฐไทยยังกำหนดให้ใช้คำนำหน้านามซึ่งถือตาม เพศกำเนิด ได้แก่ เด็กชาย เด็กหญิง นาย นางสาว และนาง ส่งผลให้บุคคลข้ามเพศและผู้มี ความหลากหลายทางเพศอื่นประสบปัญหาในการแสดงตัวตน การตัดสินใจกำหนดวิถีทาง เพศของตน และกระทบต่อการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม กฎหมายระหว่างประเทศและหลัก สิทธิมนุษยชนสากลได้รับรองเรื่องความหลากหลายทางเพศ ซึ่งยอมรับเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ และรสนิยมทางเพศที่มีความหลากหลาย ดังนั้น สมควรมีกฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งมุ่งให้เกิดการคุ้มครอง และรับรองสิทธิในเรื่องการใช้คำนำหน้านาม การระบุเพศของบุคคลผู้มีความหลากหลาย ทางเพศ ตามหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาคของ บุคคล จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
ท่านประธานคะ Gender ธัญขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษค่ะ ที่แปลเป็นไทย ว่า เพศสถานะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาจากอดีตด้วยมือของพวกเราทุกคน และการประกอบสร้างจากอดีตที่ผ่านมานี้ก็ประกอบสร้างเพียงแค่ ๒ เพศ และบุคคลผู้มี ความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์และเป็นธรรมชาติที่เราอยู่ร่วมบนโลกใบนี้ ไม่ได้ถูกเห็นค่ะ และโลก ๒ เพศนี้เองก็จึงออกแบบกฎ ระเบียบ วัฒนธรรม เรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น สืบสานเรื่อง ๒ เพศต่อกันมา และแน่นอนที่สุดแม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญไทยก็ยังไม่มีพวกเราบัญญัติหรือมีตัวตนอยู่ในนั้น วันนี้สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็น จุดสำคัญที่เราในฐานะผู้แทนราษฎรสามารถที่จะร่วมประกอบสร้างสังคมใหม่เพื่อแก้ไข กฎหมายให้รับกับคนทุกเพศ แก้ไขอดีตที่เราออกกฎหมายและไม่ได้คำนึงถึงพวกเขา ออกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่ได้คำนึงถึงพวกเขา จึงทำให้พวกเราดำรงชีวิตดำเนินวิถีทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศร่วมกับสังคมไม่ได้ เหมือนโลกที่กลับตาลปัตรค่ะ เพราะเรื่องเพศ จริง ๆ แล้วเวลาที่เราพูดเรื่องเพศนั้นเรื่องเพศเป็นทุกลมหายใจของพวกเรา เรื่องเพศเป็น เรื่องของทุกก้าวเดินของพวกเรา ทุกคำพูดตั้งแต่ที่เราตื่นนอน และตอนที่เราเข้านอน ทุกการกล่าวคำทักทาย สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ ก็เป็นเรื่องเพศของพวกเรา แล้วก็ของพวกเขา ที่ต่างฝ่าย ฝ่ายหนึ่งได้รับการยอมรับเพราะเป็นไปตามมาตรฐานของสังคมและวัฒนธรรม แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นพวกเบี่ยงเบนและผิดปกติ สร้างความตลกขบขันให้กับ สังคม และในวันนี้หากเราจะเปลี่ยนแปลงการประกอบสร้างสังคมได้อย่างไร ก็คือการที่เรา คืนเจตจำนงในเรื่องของการระบุเพศให้กับพวกเขา เรื่องเพศเป็นเรื่องที่สำนึกภายในที่เขาจะ บอกตนเองได้เหมือนกับพวกเราว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นเพศอะไร และอยากที่จะดำเนินชีวิต แบบไหน ทั้งวิถีการแสดงออกของพวกเขา และนี่คือหลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Self Determination คือกำหนดเพศด้วยตัวเอง แล้วนี่ละค่ะคือจุดเริ่ม ที่เราจะเปลี่ยนแปลง การที่ให้สิทธิเขามีการกำหนดเพศ และเราต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อ ๆ ไป และมีอีกหลายก้าวสำคัญที่จะต้องผลักดัน เพื่อให้ความหลากหลายของสังคม และกฎหมายได้โอบรับความหลากหลาย วันนี้เวลาที่เราพูดเรื่องเพศในสภาชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมสมรสเท่าเทียม หรือไม่ว่าจะเป็นในการประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เวลาที่เรา พูดเรื่องเพศเราก็จะเข้าใจในเชิงกฎหมายว่าเพศชายคือเพศทางกายภาพ เพศหญิงคือเพศ ทางกายภาพ แต่วันนี้กฎหมายเราต้องบัญญัติให้พูดถึงอัตลักษณ์ทางเพศ เพศสภาพ เพศวิถี เพราะเพศมันมีคำอธิบายมากกว่าเรื่องของร่างกายและเพศทางกายภาพค่ะ ร่างกฎหมาย ฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และคุ้มครองผู้มีความหลากหลาย ทางเพศนั้น เรามีนิยามอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งจริง ๆ เราก็ได้คัดลอกมาจากประเทศอาร์เจนตินา และมอลตาว่าอัตลักษณ์ทางเพศคืออะไร อัตลักษณ์ทางเพศ คือการที่บุคคลหนึ่งรับรู้ต่อตนเอง ว่าเขาคือใคร เป็นเพศอะไร ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่สังคมกำหนดหรือไม่ก็ได้ หมายรวมถึง การแสดงออกทางเพศ และนี่คือหนึ่งหลักการสำคัญของ Yogyakarta เพื่อเป็นมาตรฐาน ในการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เราจำเป็น ต้องออกกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศ เพศสภาพ เพศวิถี ไม่ใช่เพียงแค่เพศ ทางกายภาพเท่านั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้การคุ้มครองใครบ้าง กลุ่มแรกคือบุคคลข้ามเพศ บุคคลข้ามเพศคือใคร บุคคลข้ามเพศก็คือมีเพศกำเนิดเป็นหญิงและอาจจะต้องการข้ามมา เป็นเพศชาย หรือในทางกลับกันเพศชายในทางกำเนิดและต้องการข้ามมาเป็นเพศหญิง เราจะให้สิทธิในการที่จะแสดงเจตจำนงในการดำรงอัตลักษณ์ทางเพศของเขาในสังคมค่ะ หรือกลุ่มที่ ๒ กลุ่มบุคคลที่ไม่นิยามตัวตนว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง ไม่มีอัตลักษณ์ที่เป็นชาย หรือมีอัตลักษณ์ที่เป็นหญิง ตัวอย่างเช่น กลุ่มบุคคล Non-Binary ซึ่งมีตัวตนอยู่ในสังคม ซึ่งกลุ่มนักขับเคลื่อนกลุ่มเพศความหลากหลายนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทย มีการรวมตัวก่อตั้ง ขับเคลื่อนสิทธิ ขับเคลื่อนในเรื่องการต่อสู้ให้มีตัวตนทางกฎหมาย ให้ตระหนักรู้ถึงความเป็น ทอม ความเป็นกระเทย ซึ่งมีตัวตนอยู่ในสังคมคู่กับพวกเรามายาวนาน บุคคลที่เป็น Intersect ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ แต่ว่าในกฎหมายภาษาไทยแล้วก็ระเบียบของภาษาไทย เราพูดถึงบุคคลที่มีลักษณะ ๒ เพศหรือเพศกำกวม กลุ่มเหล่านี้ก็จะประสบปัญหา ถึงจะมี จำนวนน้อย มีประมาณ ๙๐๐ กว่าคนในประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ชุมชนกลุ่ม Intersect ได้ ต่อสู้ก็คือการผ่าตัดยืนยันโดยแพทย์ เลือกเพศให้พวกเขาโดยที่เขาไม่ได้แสดงเจตจำนง สิ่งเหล่านี้ก็จะได้รับการคุ้มครองว่าเพศนั้นพวกเราต้องเลือกเอง นี่คือหลักการสำคัญของ Self Determination คือการกำหนดเพศต้องเกิดจากพวกเรา ไม่ใช่ เกิดจากรัฐ นี่คือการกลับวิธีคิดที่เราบอกว่าเราจะประกอบสร้างสังคมใหม่อย่างไร เมื่อเรา เกิดขึ้นมาแล้วรัฐจะบอกเราว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิงตามกายภาพของเรา แต่การ ประกอบสร้างจากวันนี้ไปเราจะต้องเปลี่ยนให้บุคคลทุกคนสามารถที่จะกำหนดเพศตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร หลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่าจากที่เราได้ Pop Up หรือได้นำเสนอเรื่องกฎหมายนี้เมื่อสัก ๒-๓ วันที่ผ่านมา จากประเด็นของคนดังคนหนึ่งกับ คำนำหน้าว่า คุณ ก็มีเสียงที่ไม่เห็นด้วย เสียงว่ามันจะเกิดการสับสน เสียงมันอาจจะมีความ กังวลว่าจะเกิดการหลอกลวง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทุกคน นักเคลื่อนไหวทุกคนได้ทำงานมา แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่เกินคาดที่เราจะได้รับคำถามเหล่านี้ หรือสิ่งที่เป็นข้อกังวลของสังคมค่ะ แต่ธัญจะบอกว่าเรื่องการกำหนดเจตจำนงเรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะว่า อัตลักษณ์ทางเพศนั้นเป็นเรื่องสำนึกภายในของพวกเขา เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องปัจเจก บุคคลที่เขาจะกำหนดตัวเองได้ คำถามว่าถ้าวันนี้กลัวการหลอกกัน ธัญเชื่อว่าการหลอกกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเพศ เรามีผู้หญิงหลอกผู้ชาย เรามีผู้ชายหลอกกระเทย เรามีบุคคลผู้มีความ หลากหลายทางเพศหลอกผู้หญิง เรามีบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศหลอกผู้ชาย การหลอกลวงกันนั้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่มันขึ้นอยู่กับความเป็นปัจเจกและความ ซื่อสัตย์ของแต่ละคน นิยามคำว่าหลอกลวงคืออะไร วันนี้เรามีผู้ชายรักกับผู้หญิงข้ามเพศ อันนี้คือเรื่องจริงนะคะ ท่านในที่นี้อาจจะจริงหรือจะมีผู้ชายรักผู้หญิงข้ามเพศหรือ มีจริง ๆ ค่ะ เดี๋ยวจะมี สส. อีกหลายท่านอภิปรายเรื่องนี้ เรามีผู้หญิงที่รักผู้ชายข้ามเพศ มีจริง ๆ หรือ มีค่ะ เรามีผู้หญิงข้ามเพศที่รักผู้ชายข้ามเพศไหม มีค่ะ อยู่ในห้องประชุมสมรสเท่าเทียม ธัญเคยไปเป็นเพื่อนแจ้งความ เพื่อนของธัญซึ่งเป็นนางโชว์ไปแจ้งความเนื่องจากเขามีปัญหา กับแฟนผู้ชายของเขา ซึ่งตามสะกดรอยแล้วก็สร้างความหวาดกลัวให้กับเพื่อนธัญ เมื่อเพื่อน ของธัญไปแจ้งความก็มีเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาบอกกับเพื่อนธัญว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่ผู้ชาย จะมาตามกระเทย ธัญนั่งฟังเพื่อนธัญอยู่จนธัญอดทนไม่ไหว จนธัญต้องลุกขึ้นมาบอกกับ ตำรวจท่านนั้นว่าท่านกำลังเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ กฎหมายในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลง รัฐไปอย่างไร วันนี้ประเทศไทยเรามีข้อมูลผู้ชาย ผู้หญิง คำถามต่อมามันจะดีแค่ไหน ถ้ากฎหมาย รับรองเพศนี้ผ่านและจะเปลี่ยนข้อมูลประชากรศาสตร์ของประเทศไทย ที่ไม่จำเป็นต้อง เก็บข้อมูลเพียงแค่ผู้ชายผู้หญิง แต่เก็บไปถึงว่าเรามีบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศกี่คน ในประเทศไทย มันจะดีไหมพอเรามีข้อมูลประชากรศาสตร์เราสามารถคาดคะเนงบประมาณ สวัสดิการที่อาจจะต้องมีความจำเพาะในเรื่องของเพศ มันจะดีไหมที่เราจะประมาณการ หรือออกแบบนโยบายได้ตอบโจทย์ จากข้อมูลประชากรศาสตร์ที่รัฐจะสามารถเก็บได้จาก ร่างกฎหมายฉบับนี้ ธัญคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะบอกได้ว่าเรามีการเลือกปฏิบัติมากเท่าไร เราจะต้องใช้งบสวัสดิการจำเพาะเพศมากเท่าไร เราควรมีนโยบายแบบใดที่จะโอบรับ Inclusive คนทุกเพศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่น่าเสียใจวันนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า แม้แต่เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ที่เราพูดถึงเรื่อง Gender Equality ก็ไม่มีบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศในนั้น ก็มีการพูดถึงเรื่องของ ผู้หญิงและเด็ก วันนี้ท่านอ่าน Gender Gap Report ที่พูดถึงเรื่องช่องว่างระหว่างเพศทั่วโลก เราอยู่อันดับที่ ๗๔ จาก ๑๔๗ ประเทศ ซึ่งชี้วัดในด้านทางการเมือง การศึกษา สุขภาพ และ เศรษฐกิจ น่าเสียใจไหมคะ ก็ไม่มีข้อมูลของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ธัญคิดว่า ถ้าเราต้องการที่จะเป็นผู้นำและสร้างความเท่าเทียมก้าวเข้าสู่สากลจริง ๆ เราต้องมีกฎหมาย ฉบับนี้ และเราจะต้องมีงานที่จะต้องทำอีกมากมายเหลือเกินที่จะผลักดันความเท่าเทียมให้ เกิดขึ้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ธัญเข้าใจว่าในสังคมส่วนใหญ่อาจจะมีข้อกังวลในหลาย ๆ อย่าง อาจจะมีกฎหมายหลายฉบับที่จะต้องแก้ แต่ธัญคิดว่าเราร่วมมือกันในด้านนิติบัญญัติที่จะทำ ให้กฎหมายในประเทศไทยนั้นโอบรับความหลากหลาย เราสามารถร่วมที่จะทำ Campaign ให้คนเข้าใจและยุติความกังวล ยุติความกลัว ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยให้หมดสิ้นไปได้ พวกเราทุกคนคือคนเหมือนกัน ตัวธัญเองก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ธัญก็เป็นมนุษย์ ถึงจะมี คนบอกว่าธัญเป็นกระเทยหรือว่าธัญจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ธัญก็คือมนุษย์เหมือนกับทุก ๆ ท่าน ที่ต้องการใช้ชีวิต ที่ต้องการที่จะสมรส ที่ต้องการดำเนินเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศของ ตนเอง และมันถึงเวลาที่กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้อง กับอัตลักษณ์ทางเพศค่ะ สุดท้ายธัญไม่ได้อคติกับคำว่า อรชรหรืออ้อนแอ้น แต่ธัญกำลังจะ อธิบายว่ากระเทยก็จะไม่มีที่ทางและตัวตนทางกฎหมาย เพราะว่าเมื่อเด็ก ๆ เราก็จะถูก อธิบายตัวของเราว่าเด็กคนนี้อ้อนแอ้นแทนคำว่า กระเทย ซึ่งธัญก็เห็นว่าผู้หญิงก็อ้อนแอ้น เหมือนธัญ แต่ก็จะไม่ได้ถูกหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา มันถึงเวลาที่ทำให้พวกเรามีชื่อ มีภาษา มีวัฒนธรรมทางกฎหมายและเรื่องเล่าจากวันนี้เหมือนกับเพศชาย เพศหญิงที่เราต้องยืน อย่างทัดเทียมเท่าเทียมกันค่ะ ขอบคุณค่ะ