สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

รอมฎอน ปันจอร์ หารือเรื่องการยกเลิกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ และเสนอให้ยกเลิกมรดกของคณะรัฐประหารที่ล้มล้างประชาธิปไตย เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการประชาธิปไตยไทย

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ขอความสันติสุขมีแต่ท่านประธาน มีแต่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ แล้วทุกท่านที่กำลัง ติดตามอยู่ด้วยนะครับ กระผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แล้วก็ เป็นหนึ่งในผู้เสนอกฎหมายประกบเข้าไปด้วยในครั้งนี้ครับ ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ในการที่ จะกล่าวขมวดกล่าวสรุป แล้วก็ชี้ให้เห็นว่าการยกเลิกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ มีประโยชน์ต่อเรา ต่อสังคมไทยอย่างไร และนี่คือความเห็นพ้องที่สภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลได้แสดงออกมาจากผู้อภิปรายทั้ง ๑๐ ท่าน ผู้เสนอกฎหมาย ๓ ร่าง ผมอยากจะพูด ๒ เรื่องเพื่อปิดท้ายตรงนี้สั้น ๆ ครับ เรื่องมรดกกับเรื่องความไว้วางใจ

เรื่องมรดกนี้มี ๒ แง่มุม เป็นเรื่องมรดกที่เรารับต่อมา ตกทอดมาถึงเรา แล้วก็ เป็นเรื่องที่เราจะต้องส่งต่อไปให้ลูกหลาน ไปให้คนรุ่นหลัง กฎหมายนี้จริง ๆ แล้วมีไม่กี่มาตรา แต่ว่าเป็นมาตราที่สำคัญที่จะวางหมุดหมายของการกำหนดทิศทางของการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมา ๒๐ ปีแล้ว และถ้านับย้อนหลังกลับไปก็เป็น ๑๐๐ ปี มันเป็นมรดกที่เราต้องจัดการโดยใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่ามันเป็นคำสั่งของ คณะรัฐประหาร อย่างที่หลายท่านได้อภิปรายไป จริง ๆ แล้วไปดูเนื้อในมันก็จะมีอยู่แค่ ๒-๓ ประเด็นก็คือเรื่องว่าด้วยสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อันนี้คือใช้อำนาจของ ของคณะรัฐประหาร แล้วก็ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติบางมาตรา แต่คำสั่งของ คสช. ก่อนหน้านี้มันมีหลายตัวที่เป็นอำนาจฝ่ายบริหารอันนั้นไม่มีปัญหาเท่าไร อันนี้เราต้องลงแรงกันเยอะหน่อย พูดง่าย ๆ ก็คือเราต้องใช้แรงกันเยอะในการที่จะยกเลิก มรดกของคณะรัฐประหารที่ล้มล้างประชาธิปไตยในประเทศนี้ แล้วก็ตัดความสัมพันธ์หรือว่า ตัดโอกาสความเป็นไปได้ในการที่จะสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาแห่งนี้อยู่ใน จุดของประวัติศาสตร์ในการที่จะรื้อฟื้นกลไก Set Zero กลับไปสู่กลไกที่เคยออกแบบกันมา เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนคือสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นมรดกที่เราต้องล้างครับ แต่ผมจะขออนุญาตพูด Highlight เรื่องหนึ่งครับ เรื่องมรดกที่สำคัญเป็นเทคโนโลยีในทาง การเมือง เทคโนโลยีในทางการปกครองที่ประเทศนี้ใช้ออกแบบแล้วก็ตกทอดมาตั้งแต่ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าหลายเรื่องที่อยู่ในพระราชบัญญัติ การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่งมอบอำนาจเหล่านั้นให้สภาที่ปรึกษา นี่สำคัญมาก และตกทอดมาจากรัฐประศาสโนบายของรัชกาลที่ ๖ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว จริง ๆ ถ้านับปี ๒๕๖๗ เข้าไปก็ ๑๐๑ ปีครับ ปีที่แล้ว ศอ.บต. หรือว่าหลายหน่วยงานก็พยายามจะรำลึกถึง พูดถึงตัวข้อเสนอ ๖ ประการ ของรัชกาลที่ ๖ ที่กำหนดเอาไว้ว่าใครก็ตามจะไปปกครองในดินแดนที่เรียกว่ามณฑลปัตตานีในเวลานั้น ต้องระมัดระวังให้ดี ผมขออนุญาตพูดถึงข้อ ๕ ในรัฐประศาสโนบายนะครับ ข้อ ๕ บอกว่า ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานีพึงเลือกเฟ้นแต่คนมีนิสัย ซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยม เยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าจะส่งไปบรรจุให้ตำแหน่งหรือส่งไปเป็น ทางลงโทษเพราะเลว เมื่อจะส่งไปต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณะทางการอันพึงประพฤติ ระมัดระวังโดยหลักที่กล่าวได้ว่าในข้อ ๑ และข้อ ๔ ข้างบนนั้น หมายถึงก่อนหน้านั้นนะครับ ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่อง ฝึกฝน อบรม กันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่คอยให้ พลาดพลั้งลงไปก่อนแล้วจึงจะว่ากล่าวโทษ ที่ผมต้องหยิบยกตัวบทสำคัญเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่ามันมีร่องรอยตกทอดถึงเรา เมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น ในปี ๒๔๗๕ ประชาธิปไตยค่อย ๆ เติบโตขึ้น เบ่งบานสะสมประสบการณ์ หลาย ๆ กฎหมาย ที่ให้ความสำคัญของเสียงประชาชน เรามีตัวแทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้ง อย่างเช่น ผู้คนในสภาแห่งนี้ ความเป็นตัวแทนของประชาชนก็สำคัญมากขึ้น และนี่คือที่มาของข้อเสนอ ในการอภิปรายในสภาแห่งนี้เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ในช่วงปี ๒๕๕๒ ถกเถียงกันว่าตกลงแล้ว การใช้อำนาจบริหารของ ศอ.บต. ในเวลานั้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยสงครามเย็นนะครับ เกิดขึ้นในปี ๒๕๒๔ หนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดของการปกครองแบบพิเศษอย่างที่เมื่อสักครู่ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เพื่อนสมาชิกของผม ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพ ได้กล่าวถึง คือการปกครองพิเศษในความหมายที่ดินแดนเหล่านั้น ผู้คนเหล่านั้นมีความพิเศษ บางอย่างที่ข้าราชการที่จะทำหน้าที่ลงไปทำงานที่นั่นต้องระมัดระวัง อำนาจที่สำคัญที่สุด ของ ศอ.บต. ในช่วง ๒๕๒๔ เป็นต้นมาก่อนที่จะมีการยุบในปี ๒๕๔๕ คือการย้ายข้าราชการ ที่ประพฤติไม่ดีครับ แต่หลังปี ๒๕๕๒ เรามีการยกร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ หนึ่งในเรื่องที่สำคัญคืออำนาจในการให้คำแนะนำนี้ เป็นหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้ เลขาธิการครับ ผมขออนุญาตทวนอีกทีหนึ่ง อำนาจที่สำคัญเลยคือการเสนอความเห็นต่อ เลขาธิการ เพื่อประกอบการพิจารณาในการสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนออกไปจาก จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมาตรา ๑๒ และหากมีกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเสนอความเห็น ไปก่อนก็ได้ แล้วรายงานให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทราบโดยเร็ว อันนี้คือการมอบอำนาจให้ตัวแทนของประชาชน ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ทางอ้อม ของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้เสนอความเห็น และอำนาจตรงนี้หลังการรัฐประหาร ๒๕๕๗ โดนตัดออกไป ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็น ว่าเรากำลังอยู่ในพัฒนาการ อยู่ในเส้นทางของการออกแบบการบริหาร การจัดการ การปกครอง จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเราจำเป็นต้องส่งต่อมรดกนี้ครับ เรา Set Zero รอบนี้ และอย่างที่ท่านจาตุรนต์เมื่อสักครู่ได้กล่าวสรุปไปว่าถึงเวลาที่เรา อาจจะต้องช่วยกันออกแบบว่าเราจะปกครองดินแดนและผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรให้มีความยุติธรรม ให้มีความเป็นธรรม และสร้างสันติภาพ ยุติความรุนแรง ยุติสงคราม ที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน นี่คือภารกิจของเรา และเราเริ่มต้นจากกฎหมาย ฉบับนี้ครับท่านประธาน

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญคือเรื่องความไว้วางใจ ผมเพิ่งเรียนรู้จาก การเรียนแล้วก็จากการทำงานในฐานะ สส. ว่าการเมืองคือการไว้วางใจครับ คำสั่งของ คสช. ๑๔/๒๕๕๙ หัวใจของมันเลยคือการไม่ไว้วางใจประชาชนครับ การไม่ไว้วางใจประชาชน สะท้อนออกมาจากหลายเรื่องเลยครับ โดยเฉพาะอำนาจที่เขาตัดออกไปจากสภาที่ปรึกษา อย่างเมื่อสักครู่ที่ผมเล่าถึงอำนาจที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการจัดการกับข้าราชการที่ประพฤติตัว ไม่ชอบ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ลดเงื่อนไข ปัญหาตรงนี้เป็นปมสำคัญของ การบริหารปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นก็เพราะว่า สายตาจากมุมมองทางการทหารนั้นมองข้าศึกอยู่เสมอ และมักจะมองใครต่อใครที่อาจจะ พูดจาแปลกแปร่งออกไป มีความเห็น มีความคิดที่แปลกแปร่งออกไปเป็นข้าศึกอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ในปัจจุบันครับ และทั้งหมดนี้สิ่งที่สภาแห่งนี้จะทำได้ก็คือการออกแบบ การปกครองการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้บนฐานของการไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อ ประชาชน ทั้งเรื่องมรดกและความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญที่ผมอยากจะกล่าวสรุปในครั้งนี้ แล้วก็อยากจะให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกได้ใคร่ครวญต่อว่าต่อไปจากนี้เราจะส่งต่อ มรดกที่มอบความไว้วางใจให้กับประชาชนมากกว่านี้ได้อย่างไร ผมเห็นด้วยกับท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ว่านี่คือถึงเวลาแล้วที่เราอาจจะต้องช่วยกันออกแบบครับ หนึ่งในหน้าที่ที่ผมแล้วก็ ท่านจาตุรนต์ แล้วก็เพื่อนสมาชิกบางท่านในสภาแห่งนี้กำลังทำอยู่ก็คือในคณะกรรมาธิการ วิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ปัตตานี กำลังทำงานอยู่ เรากำลังคิดใคร่ครวญว่าเราจะสามารถ เปลี่ยนหนทาง เปลี่ยนแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การสร้าง สันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร หลายเรื่องเราจำเป็นต้องแตะ และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารการปกครองพื้นที่และผู้คนแถบนั้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างไร จะมีความสัมพันธ์ ที่เหมาะสมอย่างไรกับรัฐส่วนกลาง นี่คือโจทย์ใหญ่ และแน่นอนครับ คิดว่าอีกไม่นาน หลังจากนี้คงได้มีการนำเสนอข้อเสนอเหล่านั้นมาสู่สภาแห่งนี้ การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เป็นหมุดหมายสำคัญผมขอย้ำอีกที เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไกลของการ รื้อโครงสร้างของประเทศนี้ที่จะโอบอุ้ม โอบรับ ความแตกต่างหลากหลายและความขัดแย้ง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการประชาธิปไตยไทย นี่เป็น ส่วนหนึ่งของชุดกฎหมายที่ผมอยากจะเรียกในที่นี้ว่าเป็นชุดกฎหมายสันติภาพครับ เราอาจจะต้องเริ่มต้นจากการรื้อมรดกเก่า ๆ ที่คิดแบบทหาร ในขณะเดียวกันก็ลดบทบาท ทางการทหาร เพิ่มพื้นที่ทางการเมือง เพิ่มพื้นที่ให้เสียงที่แตกต่างได้มีที่มีทางในระบอบ การเมือง ในสถาบันการเมืองของประเทศนี้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักประกันว่ากระบวนการ สันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่จะมีความหมายจริง ๆ ข้อตกลงสันติภาพจะได้รับการถกเถียง อภิปรายกันในสภาแห่งนี้ นอกสภาแห่งนี้ ทำให้เรื่องสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของประเทศนี้ เป็นชะตากรรมของเรา ไม่ใช่แค่ผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายในจังหวัด ชายแดนภาคใต้เท่านั้น เสียงพวกเขาสำคัญก็จริง แต่อนาคตเราต้องร่วมออกแบบครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตจบการสรุปเพียงเท่านี้ แล้วก็ขอให้เพื่อนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ลงความเห็นอย่างเห็นพ้องต้องกัน และแน่นอนครับคงได้มีข้อสังเกต สำคัญ ๆ ที่เก็บเอาไว้จาก ๑๐ ท่านที่เสนอไปก่อนหน้านี้ ในกรรมาธิการวิสามัญคงได้อภิปราย กันต่อครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ