
จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายเรื่องการยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ 14/2559 และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงของคณะกรรมการที่ปรึกษา ความเชื่อมโยงกับประชาชน ปัญหาการศึกษา รูปแบบการปกครองพิเศษ และกฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ โดยชี้ว่าสภาที่ปรึกษามีอำนาจหน้าที่สำคัญกว่าคณะกรรมการที่ปรึกษา และมีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบประสานงานให้เหมาะสม และยกเลิกคำสั่งของคสช. กลับไปเป็นพระราชบัญญัติ ศอ.บต. ปี 2553 เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ มอบหมายจากเจ้าของญัตติคือท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ให้เป็นผู้อภิปรายสรุป เข้าใจว่า ในระยะหลัง ๆ เนื่องจากระบบเสียงจะไม่ค่อยดี เวลาอภิปรายสรุปสมาชิกก็จะคาดหวังว่า ก็อภิปรายกันสั้น ๆ ก็พอ เพราะว่าไม่มีใครได้ยินใคร แต่ว่าวันนี้ระบบเสียงน่าจะดีขึ้นบ้างแล้ว ผมก็จะพยายามใช้เวลาอย่างจำกัดอยู่ดี ไม่ต้องการใช้เวลานานเกินไป แต่ว่ามีเนื้อหาสาระ ที่จะต้องอภิปรายพอสมควร จะเห็นได้ว่าการเสนอญัตติในครั้งนี้ของทุกพรรคและการ อภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่านเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือต้องการให้มีการเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะ คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการ ที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... คำสั่งของคณะ คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ นี้ที่เขาออกเขาอ้างว่าภายใต้ พ.ร.บ. บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ สภาที่ปรึกษาตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ จึงมีคำสั่ง มีเนื้อหา สำคัญ ๓ ประการ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
๑. คือให้งดใช้ทุกมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับสภาที่ปรึกษา และให้คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้มาทำหน้าที่แทน จากสภาที่ปรึกษาก็เปลี่ยนมาเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา
๒. คือให้เลขาธิการ ศอ.บต. ปรึกษาหารือ รับฟังข้อคิดเห็นจากเลขาธิการ กอ.รมน. อันนี้จริง ๆ แล้วมันก็คือสัญญาณบอกว่า กอ.รมน. กำลังจะมีบทบาทมาก และอาจจะมากกว่า ศอ.บต. ซึ่งผมจะได้อภิปรายต่อไป
๓. เนื้อหาของคำสั่ง คสช. นี้ก็คือให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ปกป้องและ บรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จริง ๆ แล้วควรจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานฝ่ายพลเรือน และควรจะได้รับการดูแลโดย ศอ.บต. ถ้าเราดูว่าทำไม คสช. จึงต้องหวั่นไหวกับ พ.ร.บ. บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำไมจึงไม่อยากให้สภาที่ปรึกษามีบทบาทอย่างที่ควร จะเป็น เราจะเห็นว่าในพระราชบัญญัตินี้ได้ออกแบบไว้ให้มีการส่งหรือจัดวางองค์กร ระดับประเทศเข้าไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ระบบนี้จะมีการวางองค์กรออกเป็น ๓ ขา ขาที่ ๑ คือมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้าน พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต. คณะกรรมการนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มี ๑๗ รัฐมนตรี และมีหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ความจริงก็เรียกกันว่าเป็น ครม. น้อยบ้าง ครม. จชต. บ้าง ขาที่ ๒ คือ ศอ.บต. ที่เราได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ตามมาตรา ๘ เป็นองค์กรหลัก มีเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นระดับ ๑๑ ความจริงก็เทียบเท่าปลัดกระทรวง และใหญ่กว่า แม่ทัพภาคด้วย ขาที่ ๔ คือสภาที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๙ เกิดจากการเลือกตั้งมาจาก ภาคส่วนต่าง ๆ ของประชาชน ตรงนี้ล่ะครับคือประเด็นที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ มีภาคส่วนต่าง ๆ ๙ กลุ่ม มีผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งหมดแล้วมี ๔๙ คน วาระ ๓ ปี ขาที่ ๓ นี้เป็น สิ่งที่ คสช. ซึ่งท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้อภิปรายไปแล้วว่าพอมีการยึดอำนาจ มีระบบความคิด แบบเผด็จการเขาก็ไม่พอใจ เขาไม่ต้องการ เขาเกรงกลัวมากเพราะอะไร เพราะสภาที่ปรึกษานี้ มีอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้เป็นเรื่องสำคัญ ๆ ถึง ๙ ข้อ ผมก็ไปเร็ว ๆ เพราะสมาชิกหลายท่าน ก็ได้พูดไปแล้ว ให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของ สมช. ให้คำปรึกษา ศอ.บต. ทำงานร่วมกับ ศอ.บต. ตรวจสอบประเมิน ศอ.บต. รายงานต่อนายกได้ ให้ความเห็นเรื่องที่นายกและ ศอ.บต. ต้องฟัง หาข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรมกับประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ สามารถเสนอเลขา ศอ.บต. ให้ย้ายเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ก็ยังได้ พิจารณาข้อร้องเรียนของ ประชาชน ลงไปรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อช่วยงานได้ตาม ความเหมาะสม และออกระเบียบการประชุมอื่น ๆ ได้ที่จำเป็น อันนี้จะเห็นว่าโดยระบบ โดยพระราชบัญญัตินี้เขาวางไว้ให้สภาที่ปรึกษามีอำนาจหน้าที่อย่างมาก และที่สำคัญที่สุด ก็คือมีความเชื่อมโยงกับประชาชน สภาที่ปรึกษานี้ยังเชื่อมโยงกับฝ่ายที่ออกกฎหมาย ออกระเบียบต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพ พูดคุยสันติภาพที่ท่านสมาชิก ท่านประธานก็อาจได้ยินอยู่บ้างแล้วว่ารัฐบาลปัจจุบันนี้ รัฐบาลท่านนายกเศรษฐาก็เพิ่ง ตั้งคณะพูดคุยคณะใหม่ และการพูดคุยกำลังเริ่มต้นขึ้น ศอ.บต. เขามีหน้าที่นี้ และสภา ที่ปรึกษาก็จะมีหน้าที่ในการเชื่อมโยง ในการป้อนความคิดเห็นต่าง ๆ สภาที่ปรึกษาต่อมา เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา มันมีปัญหาอะไร ทำไมเราจึงต้องมายกเลิกคำสั่งนี้ มีคณะกรรมการที่ปรึกษาขึ้นมา เหมือนกับว่าก็ตั้งคนชุดเดิม ๆ แต่จริง ๆ คือนายกตั้ง ไม่ได้มี ที่มาเหมือนอย่างสภาที่ปรึกษาและอำนาจก็เหลือเพียงให้คำปรึกษาประสานงาน ศอ.บต. ให้ความเห็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าสมควรฟังความคิดเห็น หมายความว่านายกรัฐมนตรี ไม่ถามก็ไม่ต้องให้ความคิดเห็น มันแตกต่างจากการที่มีสภาที่ปรึกษาที่มีหน้าที่ต้องให้ คำปรึกษา ให้ความเห็นอยู่เป็นประจำโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นคณะนี้ก็แต่งตั้งคณะทำงาน ได้ตามความเหมาะสม แต่ว่าจากการที่อำนาจหน้าที่หายไป จากการที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ประชาชน ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ปัญหาจึงเกิดขึ้นมากในทุก ๆ ด้าน ด้านที่ สำคัญ ๆ เช่น เรื่องการเยียวยา เยียวยาไม่ครบ คนเดือดร้อน ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการ เยียวยาไม่ครบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ๓ ฝ่ายก็ไม่สามารถได้รับ การเยียวยา ลูกหลานเจ้าหน้าที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ ไม่มีสภา ที่ปรึกษาแล้วไม่มีใครช่วยเสนอความเห็น การพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน
ด้านการศึกษา ปัญหาการศึกษามีมาก ถ้าหากว่ามีสภาที่ปรึกษาเขาจะ สามารถเสนอความเห็นต่อ ศอ.บต. ได้ และจะไปผลักดันให้เกิดการปรับปรุงการจัดการศึกษา ซึ่งมีศึกษาธิการส่วนหน้าอยู่ที่นั่น
ด้านเศรษฐกิจ ผมไปรับฟังความเห็นมาจากประชาชนในพื้นที่ก็จะพบว่า ประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดเคยพยายามเสนอความเห็นต่อทางภาครัฐหลายครั้งหลายหน แต่ไม่มีใครฟัง ปกติถ้ามีสภาที่ปรึกษาเขาก็จะสามารถเสนอผ่านสภาที่ปรึกษาได้ อันนี้ก็ ขาดหายไป ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีสภาที่ปรึกษา แต่ผมขอข้ามไปเนื่องจากว่าท่านสมาชิกบางท่านก็ได้พูดเรื่องนี้แล้วอย่างค่อนข้างจะละเอียด ท่านประธานครับ ปัญหาของคำสั่ง คสช. ฉบับนี้นอกจากทำให้ไม่มีสภาที่ปรึกษาอย่างที่ ผมกล่าวไปแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการที่ให้เลขาธิการ ศอ.บต. ปรึกษารับฟังความเห็นจาก เลขาธิการ กอ.รมน. จะให้ กอ.รมน. มามีบทบาทดูแลบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งหมายความว่า ขยายอำนาจ กอ.รมน. เข้ามาล้วงลูก เข้ามาแทรกแซง เข้ามาทำแทนหน่วยงานทางด้าน พลเรือน ซึ่งมันทำให้เจตนารมณ์ของการมี ศอ.บต. นั้นถูกเปลี่ยนไป แทนที่จะให้ฝ่าย พลเรือนมีอำนาจ มีบทบาทมาก ๆ และรับฟังประชาชนก็เลยเปลี่ยนไป มีสมาชิกบางท่าน ได้อภิปรายว่าความจริงสภาที่ปรึกษานี้ต่อไปอาจจะมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่า จากที่ศึกษาข้อมูลมาก็ควรจะมีการปรับปรุง แต่ว่าคณะกรรมาธิการที่จะไปพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทั้งหลายนี้อาจจะไม่สามารถไปปรับปรุงได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากว่าร่างนี้เป็นร่างยกเลิก คำสั่ง แล้วกลับไปเหมือนกฎหมายเดิม แต่ที่สำคัญก็คือว่ายังสามารถที่จะไปทำข้อเสนอ ข้อสังเกต กลับมายังสภาได้ ในเรื่องการปรับปรุงองค์ประกอบก็ดี บทบาทหน้าที่ก็ดี ของสภาที่ปรึกษา ท่านประธานครับ สภาที่ปรึกษาจะทำให้ ศอ.บต. กลับมามีบทบาทมากขึ้น แต่ในสภาพการณ์ความเป็นจริงปัจจุบันเราจะพบว่า สภาที่ปรึกษาจะไปมีบทบาท การมี สภาที่ปรึกษากลับมาจะเป็นเพียงก้าวสำคัญก้าวหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ใช่ยาวิเศษครับ ศอ.บต. ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายกันไปตาม พ.ร.บ. ศอ.บต. นี้จะมีบทบาทมาก แต่ว่า ในระยะหลังนี้มีองค์กรและมีกฎหมายที่สลับซับซ้อนมากจนทำให้ ศอ.บต. มีบทบาทน้อย มีบทบาทไม่มากเท่าความตั้งใจดั้งเดิมตอนที่ออก พ.ร.บ. นี้เมื่อปี ๒๕๕๓ ทำไมผมจึงพูดอย่างนั้น ปัจจุบันนี้มีองค์กรสำคัญองค์กรระดับประเทศถึง ๓ องค์กรอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พูดไปแล้วก็เหมือนเป็นรูปแบบการปกครองพิเศษอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หลายท่านอาจจะไม่เห็นปัญหานี้ ก็ไปคิดแต่ว่ามีการพูดถึงรูปแบบการปกครองพิเศษทีไร ก็ถามว่าทำไมต้องมีรูปแบบการปกครองพิเศษที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในสภาพความ เป็นจริงคือมีรูปแบบการปกครองพิเศษอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันดีหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภา กำหนดนโยบายความมั่นคงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด องค์กรที่ ๒ คือ กอ.รมน. มีนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. กอ.รมน. มี ผบ.ทบ. เป็นรอง ผอ. ในพื้นที่ ผอ. กอ.รมน. ก็คือ ผอ. กอ.รมน. กองทัพภาคที่ ๔ คือ แม่ทัพภาคที่ ๔ และ กอ.รมน. มีบทบาทอย่างมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองทัพทำไมจึงมี บทบาทมากและมากกว่า ศอ.บต. องค์กรที่ ๓ คือศูนย์อำนวยการบริหาร ก็คือตัว ศอ.บต. เอง นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านจะเห็นว่า ๓ องค์กรนี้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานทั้งหมด แต่ไม่มีระบบประสานเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดการทำงานเป็นเอกภาพ นี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ ศอ.บต. ยังมีบทบาทที่จำกัด
ประการสุดท้าย กฎหมายพิเศษ ๓ ฉบับอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ พระราชบัญญัติบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงภายใน และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก กฎอัยการศึกนี้มีความสำคัญ อย่างไร กฎอัยการศึกนี้มีเนื้อหาสำคัญ นอกจากการตรวจค้น การจับกุมอะไรต่าง ๆ ได้ตาม สบายใจชอบแล้ว ที่สำคัญเขาบอกว่าในพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึกก็คือจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือฝ่ายพลเรือนทั้งหมดทุกหน่วยงาน จะเห็นได้ว่า โดยองค์กรและโดยระบบกฎหมาย ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ คือผู้มีบทบาทเป็นหลัก เป็นองค์กรที่มีบทบาทกดทับ ศอ.บต. อยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าหากว่ามีการยกเลิกคำสั่ง วันนี้เราเห็นชอบให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. กลับไปเป็น พ.ร.บ. ศอ.บต. ปี ๒๕๕๓ มันจะเป็น ก้าวสำคัญให้เกิดความร่วมมือจากประชาชน ระดมความคิดจากประชาชนมาเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกันโดยตรงก็คือ จะเกิดการมาคิดกันว่าเราจะออกแบบระบบโครงสร้างและการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร จึงจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริง จึงจะทำให้เกิดสันติสุข จะทำให้เกิดสันติภาพ จะทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศได้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดี เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากสภาก็ได้ ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา พิจารณา และจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการ สร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลก็เพิ่งตั้งคณะพูดคุย การพูดคุยก็เริ่มต้น ขึ้นแล้ว มันกำลังเป็นสัญญาณที่ดีว่าถ้าสภาเห็นชอบให้มีสภาที่ปรึกษาหมายความว่าเข้าใจ ปัญหานี้ และกำลังจะเป็นก้าวสำคัญไปสู่การแก้ปัญหาที่มากยิ่งขึ้น ได้ผลมากยิ่งขึ้น ผมจึงขอ สรุปว่าหากที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติที่มีการเสนอทั้งโดยอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย และจากพรรคอื่น ๆ ที่ได้ร่วมกันเสนอในวันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการ แก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ขอบคุณครับ

