สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ธิษณา ชุณหะวัณ หารือเรื่องการยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และเรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกคำสั่งนี้ เพื่อรื้อฟื้นกลไกตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ และยกเลิกมรดกเผด็จการ โดยเธอย้ำย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและความจริงใจจากฝ่ายบริหารในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคก้าวไกลค่ะ จากรายงานความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ เรื่อง คณะกรรมาธิการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนและเรียกร้องควรให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อยกเลิก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ในเรื่องคณะกรรมาธิการที่ปรึกษา บริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มีการลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ การยกเลิกคำสั่งนี้ มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อรื้อฟื้นกลไกตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ เดิมชื่อว่าสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ที่เคย ดำเนินงานอยู่มาหลายปี ก่อนจะถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลงโดยคำสั่งพิเศษของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แกนนำคณะรัฐประหารมาเป็นกลไกที่เรียกว่า คณะกรรมการที่ปรึกษา และถูก บังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน ดิฉันจะขอบอกเหตุผลของการที่จะต้องยกเลิกมรดกเผด็จการ และการสร้างภาพของคณะ คสช. ความจำเป็นที่ดิฉันต้องยกเลิกจะยกมา ๒ เหตุผลหลัก ๆ

เหตุผลแรก คือสิ่งนี้เป็นมรดกของการรัฐประหาร เราปฏิเสธไม่ได้ ขึ้นชื่อว่า เป็นคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นคำสั่งที่ออกมาโดยไม่มีการ มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่มีความชอบธรรมของการเป็นตัวแทนของประชาชน และเมื่อ ผสมโรงกับประเด็นของความขัดแย้งใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องบอกว่าการรับฟัง มากกว่าพูดสั่งสอน ต้องการความเห็นของคนในพื้นที่ ความเป็นมรดกของเผด็จการที่เอาแต่ ชี้นิ้วสั่งโดยที่ไม่รับฟัง อาศัยแต่ความคิดและความพึงพอใจของตน และไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมไม่อาจถูกยอมรับได้และไม่ใช่เครื่องมือแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง การยกเลิกสิ่งนี้จะเป็น ความจริงใจก้อนแรกของการคืนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่เกิดขึ้นได้จริงค่ะ

เหตุผลที่ ๒ คณะกรรมการที่ปรึกษานอกจากจะมาจากระบบเผด็จการแล้ว ตัวที่ปรึกษาเองก็มีความเป็นเผด็จการและไม่รับฟังความคิดเห็น จำนวนสมาชิกทั้ง ๖๐ คน ของคณะกรรมการที่ปรึกษา จำนวนกว่า ๔๕ คนหรือ ๓ ใน ๔ มาจากการเสนอชื่อของ กอ.รมน. หรือ ศอ.บต. โดย กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงจากส่วนกลางและกองทัพ ส่วนอีก ๑๕ คนที่เหลือมาจากการเสนอชื่อของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้ว่าก็เป็นข้าราชการที่แต่งตั้ง ในกระทรวงมหาดไทย โดยสรุปแล้วคณะกรรมการนี้ไม่แตกต่างอะไรกับการสร้างภาพของ ระบอบเผด็จการที่พยายามฉายภาพของการมีส่วนร่วม แต่เป็นส่วนร่วมจากส่วนกลาง ภายนอกดูดี ข้างในกลวง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะลบล้างความไม่จริงใจนี้และแก้ไขปัญหา ให้สิ้นซากไป ให้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมจริง ๆ และได้ แสดงความคิดเห็นของตนเพื่อพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเขาและสังคมของพวกเขา โดยสภา ที่ปรึกษาการบริหารการพัฒนา ๓ จังหวัดชายแดนใต้แต่เดิมนั้น มีที่มาค่อนข้างหลากหลาย ในจำนวนทั้งหมด ๔๙ คน โดยมาจากตัวแทนของคนในพื้นที่ อาทิเช่น ตัวแทนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนของกลุ่มสตรี กลุ่มผู้นำทางศาสนา หอการค้า และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ การให้กลับไปเป็นสภาแบบที่ปรึกษาการบริหารการพัฒนาจังหวัด ชายแดนใต้นั้น เนื่องจากเราเห็นได้ว่าคำสั่งคณะกรรมการที่ปรึกษา ณ ขณะนี้ไม่มีผู้แทนจาก ประชาชนในพื้นที่ตามที่ได้นำเรียนไปข้างต้น รวมทั้งการที่ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่มีบทบาท ในการมีส่วนร่วมใด ๆ อาทิเช่น การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน การมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญซึ่งควรให้คนในพื้นที่ ณ เวลานี้จะดีกว่าหรือไม่คะท่านประธาน ให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดของเขาเองในการฟื้นฟูสภาที่ปรึกษา การช่วยเพิ่มสัดส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชน หากมีคนในพื้นที่มาสร้างความรู้สึก ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่และสามารถที่จะเปิดรับฟังเสียงของคนที่มีลักษณะรูปแบบของ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับคนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้เราขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและคนในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้เป็นอย่างมากที่จะสะท้อนเสียง ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงให้นำมาสู่แนวทางการแก้ไข จากในรายงานมีการจัดทำ กระบวนการฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ในรายงานนี้มีข้อสรุปว่าคนส่วนใหญ่ ให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านกฎหมาย ซึ่งเห็นได้ว่าเราควรจะเอามาพูดคุยกันว่าคณะกรรมการ ที่ปรึกษาและการบริหารการพัฒนา ๓ จังหวัดชายแดนใต้อาจจะยังไม่ตอบสนองหรือสอดรับ กับกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการทำงานที่ผ่านมาค่ะ

ประเด็นสุดท้าย ที่ดิฉันอยากยืนยันต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันควรจะผลักดันร่างพระราชบัญญัตินี้ คือกระบวนการ สันติภาพที่จะก่อเกิดขึ้นได้จริงนั้นต้องมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย มีความจริงใจจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายบริหารค่ะ เพราะดิฉันได้พูดคุยกับนักวิชาการจากประเทศมาเลเซียที่เป็น หนึ่งในคณะกรรมการการสร้างสันติภาพในประเทศมาเลเซียเขาบอกว่าประธานาธิบดี ของมาเลเซีย ณ ขณะนั้นให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติในปัญหาความรุนแรงระหว่างลัทธิ ความรุนแรงในพี่น้องมุสลิมในประเทศมาเลเซีย จึงสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างถ่องแท้ เมื่อขาดการมีส่วนร่วมและไม่ให้คนในพื้นที่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาย่อมไม่นำไปสู่ สันติภาพอย่างแท้จริง รวมไปถึงการขาดความจริงใจจากฝ่ายบริหารก็จะไม่นำไปสู่สันติภาพ อย่างแท้จริง เพราะเรื่องนี้จะไม่เป็นวาระแห่งชาติเลย ถ้าฝ่ายบริหารไม่ให้ความใส่ใจค่ะ อีกทั้งเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ นำโดย ท่านฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้พูดคุยอย่างเป็น ทางการกับตัวแทนของ BRN ครั้งที่ ๗ ภายใต้การอำนวยความสะดวกของทางการมาเลเซีย ปรากฏทิศทางที่ดี โดยในแถลงการณ์รายงานความคืบหน้าก็ระบุชัดเจนว่าจำเป็นต้องเปิด ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมในกระบวนการ ดังนั้นดิฉันและเพื่อนสมาชิกเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ว่าทุกท่านในนี้อยากเห็นสันติภาพของประชาชนทุกหมู่เหล่า อยากให้ประเทศไทยเปิดกว้าง และยอมรับความเห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ควรสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อการสร้างสันติภาพที่มีคุณภาพเพื่อให้เกิดความคืบหน้าและ ขอความจริงใจจากฝ่ายบริหารในการผลักดันวาระของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเป็น วาระแห่งชาติให้ได้ค่ะ ท่านประธานคะ ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาของพวกเราทุกคนค่ะ หากใครสักคนถูกละเมิดสิทธิโดยภาครัฐ เท่ากับเราทุกคน ก็ไม่มีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกัน ลองคิดว่าหากเราไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ถูกรัฐกดขี่ ด้วยกฎหมายความมั่นคงและละเมิดอย่างต่อเนื่องเราจะรู้สึกอย่างไรคะ สงครามกลางเมือง และความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้แล้ว ดิฉันฝันเห็นสันติภาพใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ สังคมพหุวัฒนธรรมที่เคารพความแตกต่างและหลากหลาย หากรัฐบาลนี้ เชื่อในประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ดิฉันคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดิฉันขออนุญาตยืมคำของโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) บิดาของประชาธิปไตย All men are created equal คือมนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างเท่าเทียมกันค่ะท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามตอนที่โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) พูดคำนี้ คนผิวดำก็ยัง ไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้ง ผู้หญิงก็ยังไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย คำนี้ได้เป็น Blueprint หรือเป็นพิมพ์เขียวให้มีการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายไปสู่ความ เป็นจริงได้ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอาจจะไม่ได้เปลี่ยนสังคมไปทุกอย่าง ณ ทีเดียว ณ ทันที แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนสังคมไปแบบที่เราอยากเห็นได้ค่ะ และขอให้ปัญหาความรุนแรง ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากไม่มีใครควรถูกฆ่าตาย ซ้อมทรมาน หรือจับกุมเพราะอุดมการณ์หรือความเห็นที่แตกต่างจากภาครัฐอีกต่อไป ขอบพระคุณค่ะ