ภคมน ชี้สื่อขาดอิสระจากทุน-ถูกกดดัน ห่วงเสรีภาพสื่อถดถอย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ภคมน หนุนอนันต์ หารือถึงความไม่เป็นอิสระของสื่อมวลชนจากแรงกดดันของรัฐและทุน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพลเรือนยืนยันการคุ้มครองเสรีภาพสื่อและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใสและเป็นธรรม

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านรัฐมนตรี ก่อนอื่นดิฉันดีใจที่ท่านยังยืนยันในหลักการและเชื่อในเสรีภาพของ ประชาชน แต่คราวนี้เราต้องตั้งหลักกันตรงนี้ก่อน ตั้งสติกันตรงนี้ก่อนว่าดิฉันไม่ได้พูด เรื่องขบวนเสด็จหรืออะไรเลย วันนี้เรากำลังพูดกันเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน อย่าเพิ่ง ไปไกลมากกว่านั้น อยู่ในหลักการนี้ก่อนอยู่ในเรื่องนี้ก่อน ดิฉันขอถามคำถามที่ ๒ เลย และเดี๋ยวจะกลับมาตอบในสิ่งที่ท่านต้องตั้งข้อสังเกตไว้ เหตุผลที่ดิฉันต้องย้อนกลับไปไกล อย่างที่ท่านบอกในช่วงต้นเพราะดิฉันมีความกังวลใจ เนื่องจากบริบทสื่อมวลชนในประเทศไทย เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่าบ้านเราสื่อไม่ได้เป็นอิสระจากทุนอย่างเด็ดขาด ขนาดนั้น โดยเฉพาะธุรกิจสื่อมวลชนต้องพึ่งพาแหล่งทุนในการสนับสนุนเพื่อดำเนินธุรกิจ จากบริบทที่ว่ามาทำให้การที่รัฐกดดันสื่อและปิดปากสื่อ ผ่านการสร้างความกลัวทำได้ง่าย มาก ๆ ค่ะ เพราะท้ายที่สุดแล้วทุนจะไปกดดันสื่อต่อ ไม่มีทุนไหนที่พร้อมแบกรับความเสี่ยง โดยการทำให้รัฐไม่พอใจ สิ่งที่ดิฉันพยายามจะสื่อด้วยบริบทดังกล่าวนี้ทำให้สื่อไม่มีอิสระมากพอ อย่าลืมว่าสื่อมวลชน เขาต้องอาศัยความน่าเชื่อถือในการทำงาน เมื่อมีรัฐมาออกหมายจับเท่ากับว่ารัฐไปลดทอน ความน่าเชื่อถือของเขา และเมื่อถูกตีตราว่าผิดไปแล้วตั้งแต่ต้น ต้นสังกัดที่ต้องพึ่งพาทุน เขาก็ต้องออกมาปกป้องตัวเองและเลือกที่จะผลักไสแรงงานเหล่านี้ให้ออกไป กรณีแบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง เช่นในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลหรือเหตุการณ์ การชุมนุมต่าง ๆ มีสื่อที่ถูกให้ออกจากงานเนื่องจากออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หลายครั้ง และสื่อบางคนเขาถูกละเมิดโดยรัฐ เช่น เมื่อได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมก็ไม่กล้า ที่จะฟ้องดำเนินคดีกลับเพราะทางต้นสังกัดขอไว้ และการกระทำดังกล่าวนี้เป็นการสร้าง ความหวาดกลัวในอดีตในยุคเผด็จการค่ะ ดิฉันย้ำนะคะ ที่ท่านกล่าวมาคือเป็นยุคเผด็จการ แต่วันนี้เราอยู่ในยุครัฐบาลพลเรือน แล้วเราจะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อไปอย่างนั้นหรือคะ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือมีสื่อจำนวนมากเขาจำเป็นต้องออกมาเป็นสื่ออิสระเนื่องจากไม่สามารถ อยู่ในระบบเหล่านี้ได้ และสื่ออิสระเหล่านี้เองที่กลายเป็นเป้าของรัฐบาลเผด็จการในอดีต ด้วยการจับกุมคุมขังดำเนินคดี ที่มากกว่านั้นคือมีการพยายามขีดเส้นเสรีภาพของสื่อ มีความ พยายามออกมาบอกว่าใครเป็นสื่อบ้าง ให้มีการลงทะเบียนสื่อโดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นสื่อที่มี ต้นสังกัด มีการลงทะเบียนโดยมีการรับรองจากกรมประชาสัมพันธ์บ้าง จากตำรวจบ้าง ราวกับว่ารัฐสามารถเป็นคนชี้ได้เลยว่าใครเป็นสื่อ ไม่เป็นสื่อ หากท่านให้เหตุผลว่า การลงทะเบียน การมีต้นสังกัดหรือการมีใบรับรองเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเก็บข้อมูล ดิฉัน พอที่จะเข้าใจและรับฟังได้ค่ะ แต่ต้องถามต่อว่าหลังจากนี้ไปในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้เรามีข้อกำหนดอะไร และข้อกำหนดของท่านยังมีความสำคัญที่จะใช้ต่อไปได้ หรือไม่ สรุปคำถามที่ ๒ สิ่งที่ดิฉันอยากถามคือ ในยุครัฐบาลพลเรือนนี้เราจะมีการคุ้มครอง เสรีภาพสื่ออย่างไรบ้าง และจะมีแนวใดที่จะยืนยันได้ว่าคนที่อาจอยู่ในพื้นที่ชุมนุม ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชุมนุมทุกคน รัฐเองจะประกันเสรีภาพสื่อในการทำข่าวในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ล่อแหลมนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่ละเมิดเสรีภาพในการทำงานของพวกเขาค่ะ และที่สำคัญ ที่สุดจากคำถามข้อที่แล้วดิฉันอยากย้ำตรงนี้ เรื่องการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเลย มีการออกหมายจับเลยโดยไม่เคยมี หมายเรียก อันนี้ไม่ดำเนินตามกระบวนการอยู่แล้วแน่นอนค่ะ ซึ่งนี่ไม่ใช่การด่วนสรุปของ ดิฉัน และดิฉันเป็นห่วง และต้องย้ำเรื่องนี้เพราะในสังคมที่มีความเห็นต่างกระบวนการ ยุติธรรมต้องเชื่อถือได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ดิฉันไม่ได้บอกว่ารัฐนี้ ปิดปาก หรือรัฐบาลแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตาม กระบวนการเช่นนี้เราจะแก้ไขมันอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น จะ Guarantee หรือมีแนวทาง อย่างไรเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมนี้เป็นไปตามขั้นตอน วันนี้ที่ดิฉันยกเรื่องราวเหล่านี้มา ไม่ใช่ดิฉันไม่ทำการบ้าน ไม่ใช่ดิฉันไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว รู้ค่ะ ทราบดีค่ะ แต่ในเมื่อวันนี้รัฐบาลของท่านเป็นผู้บริหารประเทศเราจำเป็นที่เอาเรื่องนี้มาพูดกัน ดิฉัน คิดว่ารัฐสภาอาจจะเป็นพื้นที่ที่กว้างและปลอดภัยที่สุดแล้วในสังคมตอนนี้ที่เราจะหยิบเรื่องนี้ มาพูดกัน เรื่องที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ที่แห่งนี้ละค่ะคือพื้นที่ปลอดภัย ที่สุดแล้วที่เราจะคุยกันเรื่องนี้ ดิฉันขอต่อเลยนะคะ เวลาเหลือจะให้รัฐมนตรีได้มีโอกาส ที่จะตอบอีกครั้ง และสิ่งที่รัฐต้องตระหนักอยู่เสมอคือสื่อไม่ใช่ PR หรือ IO ของรัฐ เราอย่าติด นิสัยของพวกเผด็จการ เมื่อไรก็ตามที่เขาหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ หยิบปากกาขึ้นมา บันทึกสถานการณ์ ข้อเท็จจริงออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับค่ะ เพราะหน้าที่ที่สำคัญของสื่อ คือการนำเสนอข้อเท็จจริง หน้าที่หลักของสื่อไม่ใช่การนำเสนอความเห็นเพื่อเทิดทูนและ สร้างความราบรื่นให้แก่รัฐบาล แต่เป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนปรากฏการณ์ สะท้อน ความจริง ไม่ว่าความจริงนั้นจะมีประโยชน์กับฝ่ายไหนก็ตาม แล้วเราต้องไม่ลืมว่านั่นคือสิ่งที่ สื่อทั้ง ๒ คนที่ถูกหมายจับไปเขาได้ทำสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์ ส่วนตัวของเขากับแหล่งข่าวจะเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านั้นดิฉันคิดว่าไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ การนำเสนอเหตุการณ์ความจริงที่เกิดขึ้นที่ต้องอาศัยสื่ออิสระหรือสื่อขนาดเล็กออกมาพูด เพราะอะไรคะ เพราะสื่อใหญ่ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดแล้วค่ะ และสุดท้ายก็กลับไปวน Loop เดิมว่าสื่อขนาดเล็กแบบนี้ก็ต้องโดนรัฐบาลฟ้อง และหาก จะพูดเรื่องของความสัมพันธ์ ดิฉันว่าถ้าตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้เราไม่ยึดหลักการไว้ดิฉันว่า พูดกันยาวค่ะ เพราะในแวดวงการเมืองเองก็มีให้เห็นอยู่ ดิฉันอยากเห็นภาพที่แตกต่างไปจาก ช่วงรัฐบาลเผด็จการ เพราะในช่วงที่ผ่านมาสื่อมวลชนเขาถูกกดให้หลังขดหลังงอ เราจะทำ อย่างไรให้เขาสามารถยืนตรงให้หลังตรงได้ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง ประเด็นที่แหลมคม ในสังคม ดิฉันคิดว่าท่านเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือน ท่านควรจะภาคภูมิใจที่สังคมเรา กล้าที่จะขับเคลื่อนประเด็นที่ก้าวหน้าในสังคมมากกว่าการทำข่าว Drama ข่าวฆาตกรรม พอเป็นข่าวแบบนี้รัฐแทบจะไม่เคยยุ่งเลย แต่เมื่อไรก็ตามที่เป็นเรื่องของสังคม เป็นประเด็น ทางการเมืองรัฐก็ต้องสอดมือเข้ามาทันที ในฐานะคนเคยทำสื่อดิฉันอยากยืนยันอีกครั้งค่ะ เสรีภาพของสื่อมวลชนคือเสรีภาพของประชาชน การผลักให้สื่อเป็นคู่ขัดแย้งเท่ากับว่า ท่านกำลังเลือกที่จะยืนฝั่งตรงข้ามกับประชาชน ถ้าสื่อถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก แล้วใคร จะเป็นหู เป็นปาก เป็นตาแทนประชาชน ดิฉันยังคงหวังว่ารัฐบาลพลเรือนชุดนี้จะสลัด รอยต่อของรัฐบาลเผด็จการได้ แล้วคืนศักดิ์ศรี คืนเสรีภาพให้กับสื่อมวลชน ดิฉันมีเพื่อนพ้อง น้องพี่ในวงการหลายคนค่ะ พวกเขาภาคภูมิใจกับการทำงานสะท้อนเสียงของประชาชน แม้รายได้จะน้อยนิดแต่เขาก็ภาคภูมิใจและอยากมีเสรีภาพในการทำงาน ดังนั้นคืนศักดิ์ศรี หน้าที่ คืนเสรีภาพให้พวกเขาเถอะนะคะ ดิฉันไม่เห็นเหตุผลใดเลยที่รัฐบาลจะไม่ส่งเสริม เสรีภาพของสื่อ ไม่เห็นเหตุผลใดเลยที่จะทำตามรัฐบาลเผด็จการที่เคยทำมาก่อน เว้นแต่ว่า ท่านจะจงใจเลือกให้เป็นอย่างนั้นและปล่อยให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเท่านั้นเองค่ะ เหตุการณ์ดำเนินคดีดังกล่าวผ่านไปแล้วก็จริง แต่ดิฉันอยากให้เราเข้าใจตรงกัน ย้ำอีกครั้งค่ะ สื่อมวลชนคือกลุ่มอาชีพที่อยู่ตรงกลางในสังคม ดิฉันยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะอะไรคะ เพราะคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเปิดพื้นที่ตรงกลางให้กว้างที่สุด ให้บุคคลที่สามในสังคม ให้คนที่เขาอยู่ตรงกลางตรงนี้ได้มีหน้าที่ ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ อย่าตีตราหรือผลักไสเขา ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งอีกเลย ดังนั้นคำถามสุดท้ายและสำคัญที่สุด รัฐบาลจะมีแนวทาง ที่จะส่งเสริมเสรีภาพของสื่ออย่างไรไม่ให้ถูกละเมิดเสรีภาพในการนำเสนอข่าว ไม่ให้ถูก Censor ไม่ให้ถูกฟ้องร้องปิดปากแบบนี้ และรัฐบาลจะ Guarantee ได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์ ลิดรอนเสรีภาพครั้งนี้จะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือครั้งสุดท้ายของสื่อมวลชนค่ะ