พริษฐ์ ชูแนวคิดปรับมาตรการอารักขาขบวนเสด็จเพื่อเสริมประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายญัตติด่วนเกี่ยวกับการทบทวนมาตรการอารักขาขบวนเสด็จ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยของพระบรมวงศานุวงศ์กับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเรียกร้องให้ใช้เหตุผลในการร่วมกันปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมวันนี้ในการอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา ที่เพื่อนสมาชิกจาก พรรครวมไทยสร้างชาติและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอเกี่ยวกับการทบทวน มาตรการการอารักขาถวายความปลอดภัยแก่ขบวนเสด็จ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าเรื่อง ที่เราพูดคุยกันในวันนี้นั้นเป็นเรื่องที่ได้สร้างความกังวลใจให้กับหลายภาคส่วนในสังคม แม้อาจจะมีบางช่วงบางตอนวันนี้ที่อาจจะไม่ราบรื่นบ้าง แต่วันนี้ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่อย่างน้อยเราทุกฝ่ายนั้นเห็นตรงกันว่าปัญหาใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะละเอียดอ่อนแค่ไหน ต้องถูกนำมาพูดคุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุและผล ในสภาแห่งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเวทีสภานั้นมันเป็นประโยชน์ เพราะสภานั้นเป็นพื้นที่ ปลอดภัย แต่สำหรับผมแล้วเวทีสภานั้นไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ในส่วนนั้นเท่านั้นครับ เพราะความจริงแล้วทุกพื้นที่ในประเทศนี้ ไม่ว่าจะในหรือนอกสภาก็ควรที่จะเป็นพื้นที่ ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นในทุก ๆ เรื่องอยู่แล้ว แต่สำหรับผมเวทีสภานั้นมันเป็น ประโยชน์ เพราะสภานั้นเป็นพื้นที่ไม่กี่แห่งที่นำคนที่เห็นต่าง หรือตัวแทนของชุดความคิด ที่แตกต่างกันมาหันหน้าคุยกัน แล้วร่วมกันหาทางออกในเรื่องที่ยาก ๆ ของสังคมเรา ผมเข้าใจดีว่าเพื่อนสมาชิกเสนอญัตตินี้เข้ามา สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เกี่ยวกับขบวนเสด็จ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ซึ่งข้อเท็จจริงในเหตุการณ์นั้นเพื่อน ๆ สมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปแล้ว อย่างกว้างขวาง แต่ผมเชื่อว่าหัวข้อที่มันอยู่ลึกลงไปในใจของพวกเราหลายคนในที่นี้อาจจะ เป็นหัวข้อหรือโจทย์ที่มันกว้างและใหญ่กว่าแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นก็คือโจทย์เรื่องของ การปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นภายใต้เวลา ที่จำกัดในวันนี้ โจทย์ที่ผมอยากจะชวนเพื่อนสมาชิกมาร่วมกันคิดต่อ คือคำถามที่ว่าสังคม เราควรจะมีปฏิกิริยาหรือรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด ในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โจทย์นี้ผมขอ แบ่งออกเป็นทั้งโจทก์ที่แคบและโจทย์ที่กว้าง ในส่วนของโจทย์ที่แคบซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับ หัวข้อญัตติในวันนี้ คือคำถามที่ว่าเราควรจะทบทวนการออกแบบมาตรการเกี่ยวกับขบวน เสด็จหรือไม่ อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จริงอยู่ว่าในระบอบประชาธิปไตยทุกแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือมีประธานาธิบดีเป็นประมุข เป้าหมายหลักของการออกแบบ มาตรการเกี่ยวกับขบวนเสด็จ คือการรักษาความปลอดภัยของบุคคลในขบวน ซึ่งแต่ละ ประเทศก็ต้องออกแบบวิธีการที่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยพยายามอำนวยความสะดวก ต่อประชาชนในการใช้ถนนมากที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ ผมเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในประเทศไทยเราเองก็ตระหนักดีถึงความสำคัญในการแสวงหาสมดุลดังกล่าว ซึ่งสะท้อน ผ่านเจตนาของพระบรมราโชบาย เมื่อปี ๒๕๖๓ ที่ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติเรื่องขบวนเสด็จ ทั้งหมด ๑๐ ข้อ ดังนั้นหากความกังวลและความห่วงใยของประชาชนเรื่องความปลอดภัย ของพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์ขบวนเสด็จเมื่อวันก่อนจะนำมาสู่การทบทวนมาตรการ เกี่ยวกับขบวนเสด็จในอนาคต เราก็จำเป็นที่ต้องช่วยกันคิดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาหรือ แสวงหาจุดสมดุลที่เหมาะสม ที่จะบรรลุทั้งเป้าหมายในการรักษาความปลอดภัยแบบไร้ ช่องโหว่ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกของประชาชนที่สัญจรไปมาเท่าที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดแบบนี้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ก็เพราะขบวนเสด็จ นั้นเป็น ๑ ในไม่กี่ประสบการณ์ที่ประชาชนโดยทั่วไปจะมีโอกาสได้สัมผัสกับสถาบัน พระมหากษัตริย์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นการหาสมดุลเกี่ยวกับขบวนเสด็จจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความรู้สึกของยุคสมัยที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งรัฐบาลและพวกเราทุกคนนั้นมีหน้าที่ในการปกป้อง ในมุมหนึ่งรัฐบาลก็จำเป็นต้องทำให้ การรักษาความปลอดภัยของประมุขหรือพระบรมวงศานุวงศ์นั้นรัดกุมและไร้ข้อบกพร่อง ซึ่งก็นับเป็นภารกิจด้านความมั่นคงอันสำคัญของประเทศที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจะล้มเหลว มิได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งหากวันนี้รัฐบาลหรือสภาแห่งนี้หันไปปรับมาตรการแบบฉับพลัน หรือไม่สมส่วน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น ๆ ในวงกว้างอย่างถี่ถ้วนก็จะเกิดความเสี่ยง ว่าหากประชาชนไม่พอใจกับมาตรการใหม่ที่ตามมา ความไม่พอใจดังกล่าวก็อาจจะขยาย วงไปกระทบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ความจริงแล้วมีต้นเหตุมาจากการขาด ความละเอียดรอบคอบของรัฐบาลหรือพวกเรากันเองที่ควรจะต้องเป็นกันชนที่ดีให้กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนในโจทย์ที่กว้างขึ้นมา คือคำถามที่ว่าเราจะปฏิบัติกับผู้เห็น ต่างและคลี่คลายความขัดแย้งกันอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดในการปกป้องระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ในสังคมใด ๆ ก็ตามความเห็นที่แตกต่างหลากหลายนั้นเป็นเรื่องปกติที่เรา หลีกเลี่ยงไม่ได้ หัวใจของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือการ ทำให้ความซื่อตรงของทุกคนต่อหลักการประชาธิปไตย และความศรัทธาของประชาชนต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็น ๒ คุณค่าที่อยู่เคียงข้างกันได้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลก แห่งความเป็นจริงที่เสรีภาพทางความคิดนั้นเป็นเสรีภาพที่จำกัดกันไม่ได้ เราต้องยอมรับว่า ประชาชนแต่ละคนก็อาจจะมีมุมมองหรือให้น้ำหนักกับ ๒ คุณค่าดังกล่าวในสัดส่วนที่ไม่ เท่ากันเสมอไป หากประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์จะเดินหน้าคู่กันได้อย่างมั่นคง หากเราทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย สิ่งสำคัญที่สุดเลย ที่พวกเราทุกคน ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำและทำได้ตั้งแต่ ณ ตอนนี้ นั่นก็คือไม่ว่าเราจะเจอใคร ก็ตามที่ยึดถือคุณค่าคิดต่างอย่างสุดขั้วจากเราแค่ไหน หรือไม่ว่าเราจะเห็นใครก็ตามใช้วิธีใน การแสดงออกที่เรามองว่าไม่เหมาะสมแค่ไหน เราทุกคนนั้น ทุกฝ่ายจะต้องไม่ตอบโต้ด้วย อารมณ์ แต่ต้องต่อสู้กันด้วยเหตุและผล เราทุกคน ทุกฝ่ายจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง จะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างสันติวิธีภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม และหากผมจะขออนุญาต ทิ้งท้ายโดยการสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังผู้นำประเทศ และเพื่อน ๆ สมาชิกทุกคนในที่นี้ ทุกพรรค ที่ผมเชื่อว่าล้วนอยากจะเห็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกันเองนั้นที่ร้อนระอุขึ้น ทุกวันคลี่คลายลง ผมอยากจะสื่อสารแบบนี้ครับ ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจของแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นภารกิจที่เราต้องทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหา เวลานี้ไม่ใช่เวลาของการปล่อยให้ ประชาชนไปจัดการแก้ไขปัญหากันเองโดยการใช้อำนาจนอกกฎหมาย แต่เวลานี้คือเวลาของ การพิสูจน์ความเป็นผู้นำของพวกเราทุกคนในการร่วมกันสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อหาทางออก จากความขัดแย้งอันเปราะบางนี้ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดนั้นจะลุกลามไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ ขอบคุณครับท่านประธาน