สนอง เทพอักษรณรงค์ หารือเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมเรียกร้องการแก้ไขพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้มีบทลงโทษในทางอาญาและเจาะลึกผู้กระทำความผิด
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด บุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อกรณีญัตติในเรื่อง ของการถวายความอารักขาต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้ กระผมขออนุญาต ที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นนี้สักเล็กน้อยครับ
ประการแรก อยากจะดึงสติพวกเราทุกคนให้รำลึกนึกถึงความเป็นชาติไทย ของเรา ชาติไทยของเรานั้นเราดำรงคงอยู่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาถึงสมัยอยุธยา มาถึงสมัย กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเวลาร่วมเป็น ๑,๐๐๐ ปี แผ่นดินไทยของเรา ไม่เคยมียุคไหน สมัยไหนที่ขาดพระเจ้าแผ่นดิน เราต้องยอมรับว่าสังคมของความเป็นไทย และประเทศไทยของเรานั้นเราอยู่ได้ด้วยสถาบันหลักอยู่ ๓ ประการ คือ ชาติ ศาสนาและ พระมหากษัตริย์ นี่คือสถาบันหลัก ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยานี้จะเห็นได้ว่าสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชทรงออกรบกับข้าศึกศัตรูเพื่อป้องกันให้คนไทยของเรามีแผ่นดินอยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ ในราชวงศ์จักรีสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ในขณะที่มีการล่าเมืองขึ้น วันนี้ ประเทศข้างเคียงของเราเป็นทาสเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติหมด ยกเว้นประเทศไทยครับ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย จึงทำให้ลูกหลานไทยของเรามีความ ภาคภูมิใจในความเป็นอิสระ เราอยู่รอดปลอดภัยมาทุกวันนี้ ที่ผมพูดอย่างนี้เพื่อจะเน้นให้ทุก คนได้เห็นว่า วันนี้การถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันนั้นเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน อยู่ใน สายเลือดของคนไทยทุกคน ถ้าหากไม่เนรคุณแผ่นดิน ต้องอยู่ในสายเลือดของคนไทยเรา ทุกคนครับ ท่านประธานครับ มันมีภาษิตบทหนึ่งเขาบอกว่า ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน เพราะฉะนั้นใครจะอยู่ที่ไหน ใครพอใจอย่างไรนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพ สิทธิของเสรีภาพของแต่ละบุคคลนั้นเราไม่สามารถลิดรอนกันได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมที่เราเต็มใจจะอยู่ เห็นว่าเป็นสังคมที่เหมาะสมที่เราอยากจะ อยู่ร่วมในสังคมนั้น ท่านสามารถเลือกไปอยู่ได้ครับ เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสดีก็ย้ายไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาดีก็ย้ายไป อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ แต่สังคมไทยของเรานั้นผมบอกเลยว่าคนเกือบ ๗๐ ล้านคน ส่วนใหญ่ของประเทศนี้เราไม่สามารถที่จะทอดทิ้ง เราไม่สามารถจะละเลยในการถวาย ความจงรักภักดีต่อองค์พระประมุขของชาติได้ มาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เป็นที่ทราบกันดี สื่อมวลชนได้เสนอข่าว ทุกท่านได้ทราบข่าว ถามว่าวันนี้ถ้าเรา จะมาหาทางแก้ไข เวลานี้มีพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ ผมถืออยู่ในมือ ทั้งหมดมีอยู่ ๙ มาตรา เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองผู้ปฏิบัติงานก็บอกว่าไม่มีเครื่องมือ ที่จะปฏิบัติงาน เพราะดูจาก ๙ มาตราของกฎพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัยแล้ว ไม่มี มาตราไหนที่จะสามารถให้คุณให้โทษกับผู้กระทำที่มิบังควรได้ ปฏิบัติได้ แต่บทลงโทษ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะแก้ ถ้าพูดถึงในญัตตินี้เราต้องการแก้ให้การบังคับใช้ กฎหมายเข้มข้น ผมอยากเสนอให้รัฐบาล อยากเสนอให้สภาแห่งนี้ได้ช่วยกันตรา พระราชบัญญัตินี้เพิ่มเติม อย่างน้อยให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิด ๑. ผู้กระทำ ความผิดโดยตรงสมควรได้รับโทษ มีบทลงโทษ จะเป็นการจำคุก จะเป็นการปรับก็ให้อยู่ใน ระบบที่เหมาะสม นอกจากที่เราจะให้ผู้ที่กระทำความผิดโดยตรงนั้นได้มีบทลงโทษในทาง อาญาแล้วนี้ อยากให้มีการเจาะลึก ผมเชื่อแน่ครับ เด็กเพิ่งบรรลุนิติภาวะ วันนี้งานไม่มีทำ รายได้ไม่มี แต่ใช้ชีวิตหรูอยู่สบายใช้ของ Brand name เอาเงินมาจากไหนครับ ถ้ามันไม่มี ใครสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มันต้องมีครับ เพราะฉะนั้นอยากให้เจาะลึก ผมเชื่อได้แน่ว่าเรา สามารถทำได้ รัฐบาลทำได้ หน่วยงานทำได้ สืบเสาะเจาะลึกพวกที่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย สถาบัน เจาะลึกให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ใครเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทุนในชาติ หรือทุน ต่างชาติ เสร็จแล้วต้องลงโทษผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วยให้ท้าย ให้เงินสนับสนุน เวลาทำ ความผิดวิ่งไปประกันอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราต้องออกกฎหมายมา ครอบคลุมให้รอบด้าน ไม่ใช่พูดผ่านแล้วก็ผ่านเลย อยากนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ต่อรัฐบาลให้มี การแก้ไขพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมีการเพิ่มเติมบทลงโทษ ในทางอาญาเพื่อให้เกิดความหลาบจำ จะได้ไม่มีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการที่จะไปละเมิด สิทธิและองค์พระประมุขของชาติอีกต่อไปในอนาคต ขอบพระคุณครับ