เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือการแยกกัญชงออกจากกฎหมายควบคุมกัญชา เพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่มีการใช้กัญชงตามประเพณี โดยเน้นย้ำความแตกต่างของกัญชงและกัญชาทั้งในด้านคุณสมบัติและวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ พร้อมเสนอให้เปิดคลิปประกอบเพื่อสนับสนุนการพิจารณาและผลักดันให้กัญชงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ครับ วันนี้ผมจะขอเสนอญัตติเรื่องขอให้สภา ผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแยกกัญชงออกจากกฎหมาย ว่าด้วยกัญชาเพื่อคุ้มครองสิทธิในวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ท่านประธานครับ ความแตกต่างที่เปึนสาระสำคัญระหว่างกัญชาและกัญชงก็คือ กัญชามีสาร THC ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเกินกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่มีสาร CBD ซึ่งไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท แต่ฤทธิ์ระงับอาการปวดไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กัญชงมีความตรงกันข้าม ก็คือ มีสาร THC ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีสาร CBD เกินกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ความโดดเด่นของกัญชงอีกประการหนึ่งก็คือมีลำต้นสูงเรียว และให้ใยในปริมาณที่มากและมี ความคงทน ทำให้วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์โดยทั่วไปของกัญชาและกัญชงมีความ แตกต่างกันนะครับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากกัญชาและกัญชงมีลักษณะที่คล้ายกันบางประการ ทำให้กัญชงถูกจัดให้เปึนพืชเสพติดควบคู่กับกัญชา ส่งผลให้กระทบถึงคนที่ปลูกและใช้กัญชง ที่ทำให้มีความผิดตามกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับกัญชา จนกระทั่งเมื่อป้ ๒๕๖๕ ได้มี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ทำการ ปลดล็อกกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดประเภท ๕ ตามประมวลกฎหมาย ยาเสพติด อย่างไรก็ตามครับ การปลดล็อกดังกล่าวนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีการซื้อขาย กัญชา แล้วก็เสพกันโดยทั่วไปในสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนทำให้เกิดปัญหา สังคมต่าง ๆ ตามมามากมาย เกิดกระแสเรียกร้องจากสังคมไทยให้นำกัญชากลับไปเปึน พืชเสพติดเหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้มีการพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติกัญชาและกัญชง หลายฉบับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อออกกฎหมายควบคุมกัญชาและกัญชง ประกอบกับมีการ แก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อที่จะนำกัญชาและกัญชงกลับไปเปึนพืชเสพติด เหมือนเดิมครับ นับตั้งแต่อดีตกลุ่มชาติพันธุ์ม้งมีวัฒนธรรมในการใช้กัญชงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เปึนการทอเปึนผ้าสำหรับทำเครื่องนุ่งห่ม นำมาถักทอเปึนเชือกใช้ทั่ว ๆ ไป รวมทั้งใช้ ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
คนม้งจึงเก็บรักษา เมล็ดพันธุ์กัญชงพื้นเมือง และปลูกสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนะครับ และพืชกัญชง มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เปึนอุตสาหกรรมสิ่งทอ อาหาร เครื่องสำอางและยาที่เปึนประโยชน์ แก่ประชาชนโดยทั่วไปด้วยนะครับ จึงมีความจำเปึนที่จะต้องแยกกัญชงออกจากกฎหมาย ว่าด้วยการควบคุมกัญชา ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาตามข้อบังคับของการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา เพื่อคุ้มครองสิทธิในวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง นอกจากนี้การส่งผล การศึกษานี้ไปให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ นอกจากนี้ประชาชนที่ขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องให้มี การคุ้มครองกัญชงยังสามารถนำผลการศึกษานี้ไปใช้ในการต่อสู้เรียกร้องต่อไปได้ด้วย โดยผมจะนำเรียนเหตุผลและรายละเอียดที่เปึนสาระสำคัญเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ขอสไลด์ด้วย นะครับ เดิมทีนะครับ พืชกัญชงก็เสรีโดยทั่วไป มีการบันทึกว่ากัญชงมีการปลูกกันอย่าง แพร่หลายในประเทศจีนมากกว่า ๒,๘๐๐ ป้ก่อนคริสตกาลแล้วนะครับ ต่อมาในช่วงศตวรรษ ที่ ๑๕ ซึ่งเปึนช่วงของการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิยุโรป เมล็ดพันธุ์กัญชงก็แพร่กระจายไป ยังดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่อเมริกาเหนือ พอมาถึงยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม กัญชงได้รับความนิยมกว่าฝัาย เพราะใยกัญชง มีความแข็งแรง เหนียวแน่นกว่าใยอย่างอื่น ๆ ทำให้คนนิยมนำใยกัญชงมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเปึนการใช้ทอผ้า ใช้เปึนเชือก รวมทั้งเชือกที่ต้องใช้มัดเรือ แล้วก็สิ่งประกอบต่าง ๆ เพราะว่ามีความคงทนแข็งแรง ทีนี้พอมาถึงช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ กระแสของสังคมโลก ที่ควบคุมยาเสพติด ก็มีการควบคุมกัญชา ก็แน่นอนว่ากัญชงถูกจัดให้เปึนประเภทเดียวกัน กับกัญชา จึงถูกควบคุมไปพร้อม ๆ กับกัญชาด้วย ระยะหลังต่อมาคนก็เริ่มกลับมาศึกษา กัญชา พอพบว่ามีสารหรือมีประโยชน์อะไรบางอย่าง แล้วก็มีส่วนที่แตกต่างจากกัญชา จึงมีการพยายามที่จะปลดให้กัญชงไม่ได้เปึนพืชเสพติด ที่สำคัญก็คือว่ามีการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการปลูกกัญชง รวมทั้งการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมด้วย ผมขอ ยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น เมล็ดมีโปรตีนและ Omega สูง สามารถใช้เปึนส่วนประกอบ ของอาหาร ยังเปึนแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีกว่าพืชอื่น ๆ มีการศึกษาพบว่ากัญชง ๑ ต้นสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง ๑.๖๕ ตัน เส้นใยสามารถนำมาถักทอเปึน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มได้ โดยเฉพาะสามารถนำมาประกอบกับวัสดุอื่น ๆ ใช้ทำเปึนวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ด้วย อันนี้ก็จะเปึนตัวอย่างของกัญชง ซึ่งท่านสมาชิกได้พูดไป แล้ว ผมก็จะไม่มาลงรายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติมนะครับ ทีนี้ก็กลับมาถึงกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ก็คือว่า กลุ่มชาติพันธุ์ม้งใช้กัญชงอยู่ในชีวิตและวัฒนธรรมของ กลุ่มชาติพันธุ์ม้งมานาน ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ม้งนะครับ กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ก็อาจจะใช้กัญชงได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างที่มีการใช้ในชีวิตประจำวันเปึนการทั่วไปเลยนะครับ ก็คือเรื่องของการใช้ทอเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ในสมัยโบราณกลุ่มชาติพันธุ์ม้งก็จะอยู่ตาม ป์าเขา เพราะฉะนั้นก็จะมีโอกาสน้อยในการติดต่อสื่อสารทำมาค้าขายกับกลุ่มคนอื่น ๆ จึงมี ความจำเปึนที่จะต้องปลูกต้นกัญชงเพื่อที่จะนำมาใช้ทอเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเอง นอกจาก มีการทอใช้เปึนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้วนะครับ ก็ยังมีการใช้ในพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ นับตั้งแต่เด็กจนตาย ยกตัวอย่าง อย่างเช่นเด็กที่เกิดมาก็ต้องมีการผูกด้ายสายสิญจน์ เรียกขวัญ ทำพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ใช้ด้ายกัญชงเปึนสายสิญจน์ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ก็ใช้เปึน เสื้อผ้า รวมทั้งพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะตอนที่ตาย คนม้งก็จะมีพิธีกรรม มีความเชื่อในการ จัดพิธีศพที่ใช้เส้นใยกัญชงมาเปึนส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรม จนถึงขั้นที่คนเฒ่าคนแก่ บอกว่า ถ้าไม่มีเส้นใยกัญชงจะไม่สามารถประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อให้แก่คนที่ ลุล่วงไปแล้วได้อย่างนี้นะครับ นอกจากนี้ในยุคสมัยใหม่พืชกัญชง ใยกัญชง ผ้ากัญชง ถูกพัฒนาขึ้นไปกลายเปึนพืชเศรษฐกิจได้ ในหลาย ๆ กรณีมีการพัฒนาใย พัฒนาผ้า พัฒนา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากใยกัญชง การปลูกกัญชงและอุตสาหกรรมกัญชงในประเทศไทย ผมอยากจะให้ข้อมูลโดยสังเขปดังนี้ ข้อมูลจาก Application ปลูกกัญชงมีการลงทะเบียน ปลูกมากกว่า ๑.๑ ล้านคน แล้วก็ข้อมูลจากองค์การอาหารและยา และกรมการแพทย์ แผนไทยและแพทย์ทางเลือก พบว่ามีพื้นที่ปลูกกัญชงมากกว่า ๗,๐๐๐ ไร่ มีใบอนุญาต สกัดกัญชงมากถึง ๔๘ แห่ง แล้วก็มีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับคณะกรรมการอาหารและยามากกว่า ๑,๐๐๐ รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเครื่องสำอางมากถึง ๗๗ เปอร์เซ็นต์ อาหารและอาหารเสริมมีอยู่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่ ๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะเปึนข้อมูลคร่าว ๆ นะครับ ตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์หรือกัญชงมีความสำคัญ ไม่เฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ต่อสังคมไทยด้วย เรื่องนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งนะครับ เมื่อต้นป้นี้เอง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศให้ผ้าทอใยกัญชงม้ง เปึนหนึ่งในมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประเภทรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการ ส่งเสริม และรักษาอย่างเร่งด่วนในแขนงงานช่างฝ้มือดั้งเดิม ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ด้วยนะครับ อันนี้ทำให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐเอง โดยเฉพาะหน่วยงานที่ส่งเสริมสนับสนุน วัฒนธรรม เห็นว่าผ้ากัญชงเปึนสิ่งที่มีความสำคัญ จำเปึนที่จะต้องได้รับการอนุรักษ์อย่าง เร่งด่วน รวมทั้งจะต้องพัฒนาต่อยอดไปด้วยนะครับ ในยุคสมัยนี้เราพูดถึง Soft Power นี่อาจจะเปึนผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง Product อย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การสร้าง Soft Power แล้วที่สำคัญนะครับ ถ้าเราทำให้คนทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะคนรากหญ้าสามารถปลูก แปรรูป สร้างผลิตภัณฑ์ที่มาจากกัญชง ผลประโยชน์ก็จะตกแก่เศรษฐกิจของคนรากหญ้า อย่างไรก็ ตามนะครับ อุตสาหกรรมกัญชงก็ยังเติบโตช้ามาก เติบโตเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่มี การปลดล็อกเมื่อกลางป้ ๒๕๖๕ แล้ว ซึ่งสาเหตุที่ต่อให้มีการปลดล็อกกัญชงออกจากพืชเสพ ติดแล้วก็ยังเติบโตช้า เพราะความไม่ชัดเจนในทิศทางทางนโยบาย และกัญชงถูกผูกเอาไว้กับ กัญชา เมื่อไรก็ตามที่คนบ่นว่ากัญชามีปัญหา เสียงก็จะไปถึงกัญชงด้วย คนที่อยู่ในแวดวงที่ ทำธุรกิจทำงานเกี่ยวกับกัญชงก็ไม่มีความมั่นใจว่า ถ้ารัฐบาลเอากัญชากลับไปเปึนพืชเสพติด เหมือนเดิม กัญชงก็จะถูกผูกไปด้วย นี่เปึนความไม่ชัดเจนที่ทำให้อุตสาหกรรมกัญชง ไม่สามารถที่จะต่อยอดได้ตามที่คาดหวังมากนักนะครับ แม้ตอนนี้กัญชงจะถูกปลดล็อก ออกไปจากพืชเสพติดแล้ว อย่างไรก็ตามมีการพยายามยกร่าง พ.ร.บ. กัญชงและกัญชา เพื่อที่เอากัญชงและกัญชากลับไปเปึนพืชที่ควบคุม แล้วก็เปึนยาเสพติดเหมือนเดิมนะครับ การที่ควบคุมรวมทั้งเรื่องของการปลูก การแปรรูป การขาย การนำเข้า การส่งออกจะต้อง ดำเนินการขออนุญาตตามกฎหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วก็ตามกฎหมายควบคุมยา เสพติดด้วยนะครับ ตามร่างกฎหมายในการขออนุญาตปลูก การขออนุญาตแปรรูปนำเข้า ส่งออกก็ต้องมีค่าธรรมเนียม แล้วค่าธรรมเนียมก็เปึนเรื่องที่ค่อนข้างน่ากังวลนะครับ เพราะในร่างกฎหมาย ๔-๕ ฉบับที่มีการพูดถึงไปแล้วนั้น ผมยกตัวอย่างนะครับ การปลูกต้อง มีค่าธรรมเนียมตั้งแต่ ๑,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท การขายต้องเสียค่าธรรมเนียมตั้งแต่ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท การนำเข้าเสียค่าธรรมเนียมตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท การส่งออกต้องเสียค่าธรรมเนียมตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป และที่สำคัญนะครับ กำหนดให้ มีบทลงโทษทางอาญาด้วย ซึ่งไม่มีการแยกกัญชงและกัญชาออกจากกัน มีโทษจำคุกตั้งแต่ ๑-๕ ป้ แล้วก็มีโทษปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒ ประการนี้เปึนเรื่องที่มี ความสำคัญนะครับ ถ้าเมื่อไรกัญชงถูกผูกเอาไว้กับกัญชาแล้วเอากลับไปเปึนพืชเสพติด เหมือนเดิม โอกาสของคนรากหญ้าที่จะพัฒนาอาชีพจากกัญชงก็จะลดน้อยถอยลงไป ก็จะทำให้ถูกผูกขาดไว้ในมือของคนที่เปึนนายทุนไปโดยปริยาย โดยคนรากหญ้าจริง ๆ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ นี่จึงเปึนเรื่องที่น่ากังวลนะครับ ดังนั้นจึงมีความจำเปึนที่จะต้อง แยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา เพื่อทำให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิและเสรีภาพ ในการปลูก การแปรรูป การขาย แม้กระทั่งการนำเข้า ส่งออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การ พัฒนาเศรษฐกิจของคนรากหญ้า อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ สิ่งเดียวที่ยังเปึนเรื่องน่ากังวล แล้วก็อาจจะจำเปึนซึ่งต้องมีการควบคุมอยู่ ก็คือสารสกัด THC ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท แม้กัญชงจะมีสาร THC ในปริมาณที่น้อยแต่ก็สามารถที่จะสกัดออกมาได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะต้องควบคุมก็ควบคุมเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียวนะครับ สำหรับเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่มีเหตุผล ความจำเปึนอื่นที่จะต้องทำการควบคุมกัญชา แล้วก็เอากัญชงและกัญชาจัดเอาไว้ให้อยู่ในพืช ประเภทเดียวที่เมื่อไรก็ตามควบคุมกัญชาก็หมายความถึงกัญชงด้วย การทำแบบนี้เปึนสิ่งที่ ไม่ถูกต้องนะครับ นี่จึงเปึนเหตุผลประการทั้งปวงที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในที่นี้นะครับ ขอบคุณมากเลยครับ