ปิยะรัฐชย์ ชี้ปัญหาประมงจากกฎหมายเข้ม-เรียกร้องเยียวยาอย่างเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช หารือปัญหาการประมงของไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปราบปรามที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงเกินจำเป็นและข้อตกลง IUU ที่ทำให้ชาวประมงได้รับความเดือดร้อน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกลับได้รับการผ่อนผัน จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตรการลงโทษให้สมดุล มีการเยียวยาอย่างเป็นธรรม และเร่งสนับสนุนชาวประมงทั้งในด้านแหล่งน้ำ เครื่องมือ ทุน รวมถึงการจัดหาอาชีพทดแทนและเร่งแก้ไขกฎหมายประมงที่ล่าช้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ เรื่องของการทำประมงของประเทศไทย เรื่องที่หนักหนาสาหัสเป็นปัญหา มากที่สุดเกิดอยู่ในช่วงของยุค คสช. เพราะในยุคนั้นต่างประเทศที่คำนึงถึงคุณค่าของ ประชาธิปไตยจะหาเงื่อนไขเรื่องของสิทธิมนุษยชน เรื่องเกี่ยวกับการค้ามนุษย์เรื่องเกี่ยวกับ การทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศมากดดันประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการทำรัฐประหาร เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดการกดดันไปมากกว่านี้ พอนานาประเทศกระทุ้งอะไรมาสักเล็กน้อย ที่จะเอาไว้ใช้เพื่อต่อรอง ประเทศไทยก็ใช้ Over Law Enforcement คือการใช้กฎหมาย ที่เกินความจำเป็น อย่างกรณีของการทำประมงค่ะ ประมงที่อยู่ภายในประเทศไม่ว่าจะเป็น ประมงน้ำจืดหรือการทำประมงน้ำเค็ม สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำก็คือการสร้างแหล่งอาหาร ธรรมชาติตามห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำทั้งหลายค่ะ แต่วันนี้ แต่ละองค์กรที่เป็นเจ้าของสถานที่และผู้ควบคุมกฎหมาย ต่างฝ่ายต่างใช้กฎหมายของใครของมัน จนทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่สามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยเฉพาะปลาในน้ำจืดค่ะ และในส่วนของประมงน้ำเค็มหลังจากที่ IUU หรือที่เรียกว่า Illegal Unreported And Unregulated Fishing ได้มีการทักท้วงเรื่องของการใช้อวนรุน ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมงชายฝั่ง ส่วนอวนลากที่เขาจับตากันคือการกังวลว่าจะใช้ อวนที่มีตาข่ายที่ถี่จนเกินไป กลัวว่าจะมีการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของปลา ซึ่งองค์กร ระหว่างประเทศก็มีข้อตกลงกัน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องของขนาดเรือ เรื่องพื้นที่จำเพาะ ทางทะเล ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ประเทศไทยทำ อย่างมากที่สุดก็คือการไปปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในเรื่องของ Human Trafficking แต่เรื่องที่ตามมานั่นก็คือการปรับ การลงโทษ ที่หนักจนถึงการยึดเรือ ถึงขนาดจำกัดเรื่องการทำลายเรือที่ไม่มีใบอนุญาต ตลอดจนการลง Logbook เพื่อทำรายชื่อ ของคนทำประมง ซึ่งเป็นการทำร้ายและทำลายอนาคตและความรู้สึกของพี่น้องชาวประมง ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ท่านประธานคะ กฎหมายเดิมมีการปรับโทษที่แรงมาก มีการปรับโทษแรงตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งดิฉันก็ไม่สามารถทราบได้เลยว่าการตั้งค่าปรับนี้ ผู้คิดได้เสียสติหรือสิ้นสติไปหรืออย่างไรคะ เพราะผลกระทบส่วนใหญ่ก็ไม่เกิดกับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนชาวประมงของประเทศไทย พี่น้องชาวประมงของเราโดนทอดทิ้งมาอย่างเนิ่นนาน อาทิ การจับปลาในช่วงปี ๒๕๖๑ นั้น การจับปลาในน่านน้ำสากลจะต้องมีการตรวจที่มาของปลา อายุของปลาที่จับได้เป็นอย่างไร มีการตรวจกันอย่างเข้มงวด ดังนั้นผู้บริโภค ผู้ประกอบการ จึงนิยมเอาปลาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของอินโดนีเซีย อินเดีย เยเมน หรือพม่าค่ะ และนำปลาเหล่านี้มาขายแข่งกับพี่น้องชาวประมงในประเทศไทย เพราะฉะนั้นโรงงาน ปลาต่าง ๆ ก็มีปัญหาอีกค่ะ เพราะต้องมาคิดถึงเรื่องภาษีนำเข้าปลา ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ต่อมาประเทศไทยได้มีการเจรจากับ IUU ซึ่งทางหน่วยงานก็แจ้งว่าให้ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ภายใน ๑ ปี ซึ่งประเทศไทยก็รับปากว่าจะเร่งดำเนินการ เพื่อทำตามกฎระเบียบของ IUU แต่ในทางกลับกันค่ะ ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรา อาทิเช่น ประเทศเวียดนาม เขาขอผ่อนผันกันก็ทำได้ค่ะ แต่ประเทศเราก็ไปเอาใจเขากลัวว่าเขาจะไม่รัก เวียดนาม ขอผ่อนผันไป ๑๐ ปี บอกว่ากฎระเบียบเขาไม่สามารถทำได้ทันที IUU จึงผ่อนผันให้กับ เวียดนาม แต่ประเทศไทยในขณะนั้นกลับเอาเชือกไปรัดมือตัวเอง

ดังนั้นต่อมาปลาทั้งหลายที่เราหาได้เราจะนำไปขายที่จีน จะเอาไปขายที่ญี่ปุ่น ก็ต้องไปแสตมป์ที่เวียดนาม ทำให้เขาได้ค่าหัวคิวจากเราค่ะ และสิ่งนี้คือความเจ็บปวดรวดร้าว ของพี่น้องชาวประมงไทยเป็นอย่างมาก วันนี้ประมงน้ำจืด ประมงน้ำเค็ม การส่งเสริม การสนับสนุนการใช้กฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องไม่เหมือนกัน ส่วนของการทำการประมง ที่เกี่ยวข้องกับ IUU ซึ่งการใช้น่านน้ำสากลหรือน่านน้ำในประเทศไทย ประเทศต่าง ๆ เขาได้ขอผ่อนผันไปกับ IUU ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปเบื้องต้นว่า ขอผ่อนผันเป็น ๑๐ ปี แต่ประเทศไทยกลับตรงกันข้ามก็คือเอาเชือกมารัดมือตัวเอง และมันคือตราบาปของประเทศเรา เราไปรับปากกับหน่วยงานทั้งหลายว่าอาจจะทำลายเรือ ทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีเรือมากจนเกินเหตุทำให้เกิดปัญหา และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประชาชนชาวประมงบ้านเราจะได้อะไรเพื่อชดเชยสิ่งนี้คะ เขาเฝ้ารอเรื่องของการชดเชย การช่วยเหลือจากการทำลายเรือจากทางภาครัฐ และนี่คือบทเรียนอย่างหนึ่งของการทำงาน ของประเทศไทยที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนคนไทย ที่ทำอาชีพประมงค่ะ ดังนั้นกฎหมายที่ออกมาบทลงโทษต่าง ๆ นั้นก็ควรจะเป็นบทลงโทษ ที่ไม่หนักไปจนล้มหายตายจาก และบทลงโทษใหม่ก็ไม่ควรเป็นโทษ ที่เบาจนเกินไปจนคน ไม่เกรงกลัวกฎหมายของประเทศ

ดังนั้นการดำเนินการดังกล่าวก็จะเป็นการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ อย่างสูงที่สุด โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวประมงที่เป็นกำลังการผลิตของประเทศเรา รัฐควรที่จะต้องเป็น Facilitator คือต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ดูแลสิทธิ สวัสดิการของประชาชน การเข้าถึงต่าง ๆ ของประชาชน ไม่ใช่ว่ารัฐจะทำตัวเป็น Regulator ที่กำกับและลงโทษประชาชนอย่างเดียว รัฐต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยเฉพาะการประมงน้ำจืด ก็ควรต้องให้ความรู้วิชาการ เครื่องไม้เครื่องมือ ให้ทุนและให้ แหล่งน้ำทั้งหลาย เราต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดค่ะ ไม่ใช่ว่าหน่วยงานไหน รับผิดชอบก็ให้หน่วยงานนั้นทำไป ไม่สนใจในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ทำให้ ประชาชนเสียผลประโยชน์ในเรื่องของกำลังการผลิต และในส่วนของเรื่องประมงทางทะเล การไปเจรจากับ IUU เพื่อให้ผ่อนผันกับไทยในช่วงแรก ๆ ในช่วงการปรับตัว บทลงโทษ ก็ไม่ควรจะเอาถึงขั้นมองคนทำมาหากินโดยสุจริตกลายเป็นผู้ร้ายยิ่งกว่าคดีฆ่าคนตาย ในส่วนของการทำลายเรือก็ควรให้มีสัดส่วนที่พอเหมาะพอควร และรัฐจะต้องหาอาชีพอื่น ทดแทนให้พี่น้องประชาชนชาวประมง โดยเรือที่ถูกทำลายทางรัฐจะจัดซื้อจะจัดหา จะนำเอาไปทำปะการังอะไรก็ตามแต่ทางรัฐจะตัดสินใจ แต่ว่ารัฐก็ไม่ได้มีมาตรการอะไร มาดูแลชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนและนี่คือบทเรียนที่แสนสาหัส ซึ่งกฎหมายที่ผ่านมา จะมีไว้เพื่อบังคับประชาชน แต่ไม่ได้ใช้บังคับผู้บริหารประเทศที่ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นประชาชนอย่างพวกเราก็ยังเป็นเหยื่ออยู่วันยังค่ำ การพยายาม แก้ไขกฎหมายนับตั้งแต่วันที่รัฐบาลชุดก่อน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปีช่วง ๒๕๖๓ จนถึงวันนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วควรจะเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการ จนกระทั่งมาถึง รัฐบาลยุคปัจจุบัน จึงได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ความยาก ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวประมง นั่นคือการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ค่ะ และดิฉันคิดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมงฉบับนี้จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ชาวประมงของประเทศไทยทุกคนไม่มากก็น้อย ขอบคุณค่ะท่านประธาน