ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ อธิบายความขัดแย้งระหว่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ปี ๒๕๖๐ กับคำสั่ง คสช. โดยชี้แจงเกณฑ์การใช้เครื่องมือประมงเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับกฎหมาย พร้อมทั้งหารือเรื่องการยกเลิกประกาศกรมประมงที่กำหนดพื้นที่และระยะฤดูสัตว์น้ำมีไข่ในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง เนื่องจากคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๕๑ ยกเลิกคำสั่งเดิม รวมถึงชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลอบปูตาอวนและการใช้เรือประมงขนาดเล็กที่มีเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือทำการประมงตามประกาศดังกล่าว
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคก้าวไกลครับ ในวันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... ของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ผมขออนุญาตอภิปราย ๓ ประเด็นหลัก ๆ ครับท่านประธาน ในข้อ ๑ เครื่องมือ การทำประมง ในข้อที่ ๒ การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ และในข้อที่ ๓ คือหนังสือคนประจำเรือ ผมจะขออนุญาตไล่ไปทีละข้อ
ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องกำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำประมง และพื้นที่การทำประมงที่ห้ามใช้การทำประมงในที่จับสัตว์น้ำทะเล เขตทะเล ชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒ (๗) ลอบปูตามข้อดังกล่าวเป็นเครื่องมือต้องห้าม เพราะลอบปูตา เล็กกว่า ๒.๕ นิ้ว ปกติแล้วห้ามใช้ทั้งในเขตและนอกเขตทะเลชายฝั่ง ผมย้ำนะครับ ทั้งในและ นอกเขตทะเลชายฝั่ง ปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้เองมีการประชุมและมีการทำบันทึก การประชุมของหน่วยงานราชการ กำหนดให้มีการผ่อนผันลอบปูให้เรือประมงพื้นบ้าน ทำการประมงได้ไม่เกิน ๓๐๐ ลูกต่อเรือ ๑ ลำ หากใช้เกินกว่า ๓๐๐ ลูก จะเข้าข่ายเป็น เครื่องมือต้องห้ามทันที แต่ลอบปูของชาวบ้านส่วนใหญ่โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โหนทรายทอง คลองท่าจีน มีขนาดไม่เกิน ๒.๕ นิ้ว ตามที่กำหนดให้ใช้ได้ เพราะเป็นตาใหญ่ หรือเป็นภาษาที่ชาวบ้านใช้เรียกกัน ชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่จึงเข้าใจว่าเป็นกรณี ที่ไม่จำกัดจำนวนลอบปู ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๒๔/๒๕๕๘ ที่กำหนดให้ใช้เครื่องมือการทำประมง กรณีใช้ลอบปูขนาด ๒.๕ นิ้วขึ้นไป และให้ใช้เกินกว่า ๓๐๐ ลูก นอกเขตทะเลชายฝั่ง จึงสรุปได้ว่าประกาศดังกล่าวนั้นให้ใช้บังคับเอากับเรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้าน เพียงแต่ว่าหากใช้ลอบปูตาเล็กหรือที่เล็กกว่าหรือน้อยกว่า ๒.๕ นิ้วจะใช้ได้ไม่เกิน ๓๐๐ ลูก หากมีขนาดเกินกว่า ๒.๕ นิ้วขึ้นไป ถือว่าใช้ลอบปูจำนวนเท่าใดก็ได้ไม่เป็นการขัดหรือฝ่าฝืน ต่อข้อกฎหมายจากคำสั่งของ คสช. ดังกล่าว จึงเป็นการวางกรอบนโยบายให้มีการออก กฎหมายลูก เพื่อใช้บังคับสอดคล้องกับคำสั่ง คสช. ที่ ๒๔/๒๕๕๘ ต่อมาครับท่านประธาน ได้มีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดการใช้เรือประมงทุกขนาด ประกอบเครื่องมือทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดเครื่องมือการทำประมง ต้องห้าม จำนวน ๗ ชนิดด้วยกัน ดังนั้นแล้วเครื่องมือตามคำสั่ง คสช. ที่ ๒๔ ข้อ ๒ ถึงข้อ ๗ จึงไม่ถือว่าเป็นเครื่องมือต้องห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่อย่างใด เมื่อประกาศดังกล่าวไม่ได้กำหนดเครื่องมือประมงไว้ จึงต้องใช้กฎหมายเทียบเคียง ได้แก่ อะไรครับ ก็คือ พ.ร.ก. การประมง มาตรา ๖๗ ห้ามใช้เครื่องมือตาม (๑) ถึง (๔) ทั้งในและ นอกเขตโดยเด็ดขาดครับท่านประธาน ส่วนเรือประมงพาณิชย์ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีน้ำหนัก เกินกว่า ๑๐ ตันกรอสขึ้นไป ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๒๔/๒๕๕๘ กำหนดแรงม้าไว้ไม่เกิน ๒๘๐ แรงม้า
ถัดมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในช่วงฤดูวางไข่ ด้วยคำสั่งของ คสช. ที่ ๘/๒๕๖๑ เป็นการยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๔/๒๕๕๘ จึงมีเหตุให้มีการยกเลิกประกาศดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ประกาศ ที่ ๘/๒๕๖๑ ได้ยกเลิกบทบัญญัติบางประการว่าด้วยการแก้ไขปัญหา หากทำการ ประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ประกาศที่ออกโดยกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์บางส่วนของ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ยังอนุญาตให้ใช้ลอบปูได้ตามข้อ ๒ (๖) ที่อนุญาตให้ใช้ลอบปูตาอวนโดยลอบตั้งแต่ ๒.๕ นิ้วขึ้นไป ใช้ทำการประมงได้ไม่เกิน ๓๐๐ ลูกต่อเรือ ๑ ลำ ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และลอบปูขนาดตาอวนโดยลอบ ตั้งแต่ ๒.๕ นิ้วขึ้นไป ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ประกอบกับ (๑๓) ยังระบุว่า การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า ๑๐ ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์กำลังแรงม้าไม่ถึง ๒๘๐ แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงที่มีเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือการทำการประมง ตามประเภทที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในส่วนที่ ๓ การออกหนังสือคนประจำเรือและการอนุญาตตามวรรคสอง ให้ใช้ได้เฉพาะการทำงานในเรือประมงที่ระบุไว้ในหลักฐานการอนุญาตและในบริเวณ ท่าเทียบเรือประมง หรือเฉพาะตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหลักฐานการอนุญาต ซึ่งการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยที่อยู่ในบังคับให้คนประจำเรือจะต้องจัดให้มีหนังสือคนประจำเรือให้ใช้กับ เรือประมงพาณิชย์เท่านั้น หาได้นำมาใช้กับเรือประมงพื้นบ้าน ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ๒๕๖๓ กำหนดมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าชาวประมงพื้นบ้านได้ไปติดต่อขอทำหนังสือคนประจำเรือที่ PIPO แต่ PIPO กลับแจ้งให้ไปทำหนังสือที่กรมประมง ปรากฏว่าอะไรครับ เมื่อไปที่กรมประมง ก็ได้รับแจ้งว่า ประมงพื้นบ้านไม่ต้องทำหนังสือคนประจำเรือก็ได้ ทราบภายหลังว่าจริง ๆ แล้ว สามารถทำได้และเสียค่าธรรมเนียมเพียงคนละ ๑๐๐ บาท จึงไม่มีสาเหตุใด ๆ เลยครับ ที่ชาวประมงพื้นบ้านจะหลีกเลี่ยงกฎหมายข้อนี้ ประกอบกับใบทะเบียนเรือที่ไม่ได้กำหนด ให้มีหนังสือคนประจำเรือ ท่านลองไปหาดูได้ครับ เอกสารคนประจำเรือในน่านน้ำไทย หมายความว่า ให้ใช้กับเรือประมงพาณิชย์ มิได้ให้ใช้บังคับกับเรือประมงพื้นบ้าน ประกอบกับอัตราโทษตามมาตรา ๑๕๓ โทษปรับไม่น้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนประจำเรือ ๑ คน ค่าปรับที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้พวกเราในที่นี้เห็นว่า มันเหมาะแล้วหรือครับ ๔๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท เรือโทงหัวไม้ลำหนึ่งไม่ถึง ๑๐ ตันกรอส บางลำ ๓ ตันกรอส ๔ ตันกรอส ท่านคิดว่าเขาจะได้ปูได้ปลากลับมาเท่าไร รายได้เขาจะมีเท่าไร แต่ไปปรับเขา ๘๐๐,๐๐๐ บาท ล้มทั้งยืนนะครับท่านประธาน ต้องเลิกอาชีพประมงไปในที่สุด
สุดท้ายนี้ผมเคยได้ไปเป็นทนายให้กับชาวประมงพื้นบ้าน ไม่ใช่เฉพาะ ชาวประมงนะครับ กระทั่งผู้พิพากษาเองยังฝากเลยครับว่าท่าน สส. ช่วยแก้กฎหมายหน่อย มันเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านเสียเหลือเกิน ขอบคุณครับท่านประธาน