ลิณธิภรณ์ วิจารณ์กฎหมายประมงถูกเร่งรีบ ชี้กระทบประมง-ส่งออก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หารือปัญหาวิกฤติอุตสาหกรรมประมงที่เกิดจากกฎหมายประมงปี 2558 ซึ่งถูกตราขึ้นโดยขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเพียงพอ จนส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก มูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และเรือประมงจำนวนมากถูกทิ้งร้างกลายเป็นเศษซาก โดยชี้ว่ารัฐบาลขาดความเข้าใจโดยรอบด้านต่อการจัดการทรัพยากรประมง จึงเรียกร้องให้พิจารณาสนับสนุนร่างแก้ไขพระราชกำหนดการประมงเพื่อฟื้นฟูวิถีชีพชาวประมง คืนศักดิ์ศรีให้กับอุตสาหกรรม และรักษาศักยภาพการส่งออกของประเทศต่อไป

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราซึ่งในฐานะผู้แทนประชาชน จะได้ร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนปัญหาที่เรื้อรังและยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ กลับขึ้นมาดีอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานคะ ทุกวันนี้พี่น้องชาวประมงได้เจอมรสุมปัญหามากมาย เรือหลายลำจอดทิ้งขว้าง จนกลายเป็นซากชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวประมงหลายต่อ หลายชีวิตเหมือนถูกลอยแพ ไม่ต่างจากซากเรือที่พวกเราเห็นค่ะ ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาชีพประมงหลาย ๆ ธุรกิจต้องปิดตัวลง ดังที่เพื่อนสมาชิก หลายคนได้กล่าวไปค่ะ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ดิฉันมีคำตอบต่อคำถามง่าย ๆ ๒ ข้อ คือ ๑. ความไม่เข้าใจ และ ๒. คือการไม่รับฟังค่ะ ปัญหาที่แท้จริงของประชาชนนะคะ ท่านประธานเคยได้ยินใช่ไหมคะ เริ่มต้นผิดชีวิตเปลี่ยน การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดจึงนำไปสู่ หายนะของพี่น้องชาวประมงไทย เราต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ณ ที่นี้ว่ากฎหมาย พระราชกำหนดการประมงที่ตราขึ้นในปี ๒๕๕๘ นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อวิถีชีวิตของ พี่น้องประชาชนชาวประมง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่การรักษามูลค่าการส่งออก สินค้าสัตว์น้ำของไทย ตามที่เคยคาดหวังกันไว้เลยแม้แต่น้อยค่ะท่านประธาน เพราะอะไร หรือคะ เพราะกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลชุดที่แล้วเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยความผิดพลาด เป็นกฎหมายที่เริ่มจากการไม่รับฟัง ไม่รับรู้ และไม่เข้าใจประชาชน แต่เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นมา เพื่อต้องการเพียงการยอมรับจากสหภาพยุโรปเพียงเท่านั้นค่ะท่านประธาน กฎหมายเก่า จากรัฐบาลหลังการทำรัฐประหารจึงไม่ได้เริ่มต้นที่การแก้ไขปัญหา นั่นจึงเป็นเหตุที่เราจะต้อง ยื่นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... ฉบับนี้ค่ะ หากเรามองย้อนกลับไป การตรากฎหมายประมงฉบับเดิมขึ้นมา โดยคณะกรรมาธิการ ยุโรปหรือสหภาพยุโรป มีคำประกาศ แจ้งเตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๘ ด้วยการให้ใบเหลือง เพื่อให้ทราบถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะถูกระบุว่า เป็นประเทศโลกที่ ๓ ที่ไม่ให้ความร่วมมือในด้านการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า IUU Fishing โดยกำหนดให้ ประเทศไทยต้องดำเนินเสนอแผนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน ด้วยความเร่งรีบรัฐบาลเลยออกพระราชกำหนดปี ๒๕๕๘ ขึ้นมา แต่พระราชกำหนด ฉบับดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง ๑.๑ ล้านล้านบาท ค่ะท่านประธาน

หากพิจารณาการตรากฎหมายในแง่ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดที่แล้วก็อาจ พูดได้ว่าบรรลุเป้าหมาย เพราะทำให้ประเทศไทยรอดจากการถูกระงับการส่งออกสินค้า ประมงและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังยุโรปแต่หากพิจารณาในแง่ผลกระทบและข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นกับภาคการประมงและอุตสาหกรรมประมงของไทยกลับทำให้เกิดหายนะอย่างใหญ่หลวง ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นอันดับ ๑ ในเรื่องธุรกิจประมง ปัจจุบันตกมาอยู่ ลำดับที่ ๑๔ ของโลก และเปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออกสินค้าประมงกลายเป็นผู้นำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อการบริโภคแทน ท่านประธานคะ เพราะการเร่งออกกฎหมายดังกล่าวไร้ความรัดกุม และยังส่งผลให้มีบทลงโทษที่รุนแรงต่อประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการออกกฎหมาย ในระดับรองกว่า ๒๐๐ ฉบับ มีการบังคับใช้กฎหมายแบบจ้องจับผิดและมีอคติไม่เป็นธรรม และไม่มีเหตุผล ประชาชนพี่น้องชาวประมงกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย ถูกจับเสียค่าปรับเป็น พัน ๆ ล้านบาท หลายร้อยรายต้องยอมติดคุกเพื่อชดเชยการเสียค่าปรับ และหลายคน เป็นหนี้เป็นสิน เรือเป็นทรัพย์สิน เรือที่เคยสร้างชีวิต เคยสร้างครอบครัว กลายเป็นเพียง เศษเหล็ก เศษไม้ จอดจมกันเป็นร้อยเป็นพันลำ เป็นสิ่งไร้ค่า ณ ปัจจุบันอาจเป็นไปได้หากเรา ไปย้อนดูก่อนนะคะ ดิฉันขอสไลด์แผ่นแรกค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

หากเราย้อนดูสถิติ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึง ปี ๒๕๖๖ จะเห็นว่าตัวเลขลดลงของการนำเข้าจำนวนสัตว์น้ำที่จับได้ กับมูลค่าการส่งออกสะท้อนปัญหาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนค่ะ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการปลดล็อก ใบเตือนสีเหลืองก็ตาม ก็ไม่ได้มีผลต่างกัน แต่กลับแย่ลงเรื่อย ๆ ดิฉันจะชี้ให้เห็นในสไลด์ แผ่นที่ ๒ เห็นไหมคะว่าตัวเลขของกราฟมูลค่าของการส่งออกปรับลดลงเรื่อย ๆ แม้ว่า เราจะรอดพ้นใบเหลืองแล้วก็ตาม ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นของปัญหาในวันนี้ ประเทศไทยถูกเตือนมาจนถึงปีที่ผ่านมา ตามสถิติการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยที่ส่งออกไป สหภาพยุโรป จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ก่อนที่เราจะโดนใบเหลืองเตือนจากสหภาพยุโรป ประเทศไทยจับสัตว์น้ำส่งออกได้มากถึง ๑๖๐,๐๐๐ ตัน เป็นมูลค่ารวม ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับลดลงเรื่อย ๆ จนในปี ๒๕๖๖ เหลือเพียง ๖๒,๐๐๐ ตัน หายไปกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตัน ปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกเหลือเพียงแค่ ๑๐,๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นการปลดล็อก ใบเหลืองของ IUU ไม่ได้ช่วยรักษามูลค่าการส่งออกทางด้านการประมงของไทยแต่อย่างใด แต่กลับสร้างหายนะให้กับประเทศไทยมากกว่า ท่านประธานคะ นี่ต่างหากคือปัญหา ปัญหาที่แท้จริงก็คือรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐไม่เข้าใจเรื่องการทำประมงทางทะเลอย่างรอบด้าน และไม่ได้มองมิติ ขาดองค์รวมความรู้ในเรื่องของกฎหมายสากลและการตราสารระหว่าง ประเทศที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างแท้จริง การที่ต้องเข้าใจปัญหา ที่แท้จริง สังเคราะห์ปัญหาและมองกฎหมายประมงอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ ต้องนำมาสู่การแก้ไข ท่านประธานที่เคารพคะ IUU ไม่ได้ต้องการเห็นหายนะทางเศรษฐกิจ ของประเทศใดประเทศหนึ่ง IUU ไม่ได้ต้องการเห็นการออกกฎหมายเพื่อทำลายชีวิตพี่น้อง ชาวประมง และ IUU ไม่ต้องการเห็นซากเรือ ซากเหล็ก หรือชีวิตของพี่น้องชาวประมง ต้องลอยเคว้งเพราะอยากให้ใครมาเอาใจ ท่านประธานคะ เราเริ่มต้นด้วยการติดกระดุม เม็ดแรกผิด จนทำให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจและชีวิตพี่น้องชาวประมง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เรา จะต้องเริ่มต้นกันใหม่ สร้างชีวิตใหม่ สร้างโอกาสใหม่ คืนชีวิต คืนศักดิ์ศรี และคืนเกียรติของ ความกินดีอยู่ดีให้กับพี่น้องชาวประมง ด้วยการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... อีกครั้งค่ะ ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พรรคเพื่อไทย ได้พยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และหวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไข ขอบคุณค่ะท่านประธาน