วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 โดยเน้นลดโทษปรับที่รุนแรงเกินสมควร และผลักดันให้คณะกรรมการประมงจังหวัดมีอำนาจกำหนดกติกาประมงพื้นบ้านและชายฝั่งตามบริบทท้องถิ่น พร้อมเสนอขยายเขตควบคุมการประมงเป็น 12 ไมล์ทะเลและให้นายก อบจ. เป็นประธานแทนผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและตอบสนองชุมชนได้ดีขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว คุ้มครองสิทธิแรงงานประมง แก้ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ และเร่งเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการห้ามทำประมง พร้อมผลักดันให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่านโดยเร็วเพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของทุกพรรคการเมือง
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอเป็นตัวแทนพรรคก้าวไกล เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ แน่นอนครับผมคิดว่า สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองได้ยื่นกฎหมายแก้ไขประมงเข้ามา เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่ากฎหมายนี้ มีปัญหาอยู่จริง แล้วก็มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข สิ่งที่ทุกพรรคการเมืองน่าจะเห็น ตรงกันก็คือเรื่องของบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินสมควร ไม่ว่าจะเป็นอย่างที่หลายท่าน ได้อภิปรายมาแล้วโทษปรับ ๓๐ ล้านบาท ถ้าเกิดว่าทำผิด ๑ ลำ อีก ๑๐ ลำ ก็ต้องห้าม ทำการประมงไปด้วย นี่มันเปรียบเสมือนเป็นโทษประหารชีวิตทางอาชีพ ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียว ที่มีลักษณะกฎหมายแบบนี้ในประเทศไทย ดังนั้นทุกพรรคการเมืองจึงเป็นที่มาที่เห็นตรงกัน ว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องแก้ไข แต่สิ่งที่ผมอยากจะขออภิปรายเสริมเพิ่มเติมจากร่างอื่น ๆ ว่าฉบับที่ พรรคก้าวไกลเสนอมีข้อดีที่เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างไรบ้าง ผมจะขออนุญาตไล่เรียงไปทีละประเด็น
เริ่มจากประเด็นแรก ปัญหาประมง การบังคับใช้ที่ผ่านมาเมื่อราชการ ส่วนกลางพยายามจะไปคิดว่า กติกาในการประมงพื้นบ้านหรือกติกาของการทำประมงชายฝั่ง ในพื้นที่ ๒๒ จังหวัด จะต้องมีรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ อันนี้คือต้นตอของปัญหานะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมได้อภิปรายหลายครั้งครับ อย่าว่าแต่อ่าวไทยกับทะเลอันดามันเลย เอาแค่ ในจังหวัดเดียวกัน แต่ละหาด ๒ หาดที่อยู่ข้าง ๆ กันมันก็มีบริบทที่แตกต่างกัน มันควรจะมี เครื่องมือ มีกติกาที่แตกต่างกันได้ ว่ารอบปูจะเป็นขนาดไหน พื้นที่ไหนทำหอยได้ พื้นที่ไหน เพาะเลี้ยงสัตว์อะไรได้ ต้องมีมาตรการอย่างไร ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกฎหมาย ฉบับเดียวที่ออกจากราชการส่วนกลางที่นั่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี้ แล้วบังคับใช้ ๒๒ จังหวัด เหมือนกันหมด ซึ่งแน่นอนครับมันก็คงไม่ใช่ว่าจะให้ทำอะไรก็ได้ ประเทศไทยควรจะก้าวข้าม จากคำว่า ทำอะไรก็ได้อิสระเสรี กับ ทำไม่ได้เลย ดังนั้นมันมีจุดตรงกลางอยู่ ในที่นี้ก็คือว่า ให้บทบาทของจังหวัด ซึ่งในที่นี้กลไกก็คือคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเป็นบทบาทหลัก ในการออกกำหนดกติกาว่าในเรื่องของประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่งนี้จะต้องมีกำหนด กติกาอย่างไร ซึ่งแน่นอนครับ ปัญหาอย่างที่พวกเราก็เจอกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ เครื่องมือประมงอย่างโพงพาง ซึ่งแน่นอนครับ โพงพางนี้มันคืออุปกรณ์ประมงที่อยู่ในลำน้ำ จะวางตรงไหนก็ได้มันก็มีปัญหากับเรือที่สัญจรไปมา แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามการใช้โพงพาง ไปเลย ดังนั้นกฎหมายปัจจุบันที่อนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องมีอธิบดีประกาศรองรับ กลไกเช่นนี้ มันจึงไม่เคยเกิดขึ้นมาใน ๘ ปีที่ผ่านมา ดังนั้นอันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมเสนอว่าเรื่องของพื้นบ้าน เรื่องของชายฝั่ง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเป็นคนกำหนด กติกานี้ จะมีความเหมาะสมกับบริบทสำคัญมาก
ประเด็นที่ ๒ เช่นเดียวกันครับ เรื่องเขตอำนาจของคณะกรรมการประมง ประจำจังหวัด ซึ่งในร่างฉบับของพรรคก้าวไกลเราก็ยืนยันครับว่าเรื่องของเขต ๑๒ ไมล์ทะเล ที่นับจากชายฝั่งนี้ ควรจะเป็นบทบาทของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด จากกฎหมายเดิม ที่กำหนดไว้แค่ ๓ ไมล์ทะเล เหตุผลเพราะผมเชื่อมั่นว่าถ้าเป็นคณะกรรมการประมงประจำ จังหวัดสามารถออกกติกาที่เหมาะสมกว่าได้ว่า เรือขนาดไหนในเขต ๑๒ ไมล์ทะเล เครื่องมือใด สามารถทำการประมงได้เพื่อทำให้การประมงมีความยั่งยืนมากขึ้น และทรัพยากรที่ยั่งยืน ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับชาวประมงพื้นบ้าน หรือว่าชาวบ้านที่สามารถจับปลามีรายได้ มากขึ้นได้นะครับ
เรื่องต่อมายังเป็นเรื่องของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเช่นกันนะครับ ก็คือเรื่องของสัดส่วน อย่างที่เกริ่นไปว่าเมื่อเราเพิ่มบทบาทของคณะกรรมการประมงประจำ จังหวัดเป็นคนออกกติกาเป็นหลัก เพิ่มขอบเขตอำนาจจาก ๓ ไมล์ เป็น ๑๒ ไมล์ สิ่งที่หนี ไม่พ้นตามมา แล้วคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดมาจากไหน กฎหมายเดิมก็จะเป็น ตัวแทนของราชการภูมิภาคเป็นหลัก ไม่ว่าจะมีนายอำเภอทุกอำเภอที่มีเขตประมงอยู่ ซึ่งอันนี้ เราคิดว่าควรจะลดบทบาทส่วนนี้ไป เพิ่มสัดส่วนของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเป็น ๑ ใน ๓ ของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ให้นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการประมง ประจำจังหวัดแทนที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เหตุผลมันเรียบง่ายมากครับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกท่านเป็นคนเก่ง แต่โดยเฉลี่ยก็มีข้อมูลเป็นประจักษ์พยานเรียบร้อยแล้ว ว่าท่านอยู่ ในตำแหน่งแต่ละจังหวัดเพียงแค่ ๑ ปี ๘ เดือน เป็นคนนอกพื้นที่อาจจะมีความเข้าใจในบริบท แต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน ไม่ได้ดีพอเท่ากับคนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ดังนั้นเรายืนยันครับว่าถ้าคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดให้นายก อบจ. เป็นประธานแทน จะสามารถกำหนดกติกาที่รับผิดรับชอบ มีความยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ได้เหมาะสมกว่า
ประเด็นต่อมาประเด็นเรื่องใหญ่อีกเหมือนกัน ก็จะขออนุญาตเป็นตัวแทน ของพรรคก้าวไกลยืนยันเช่นเคยว่าการแก้ไขกฎหมายประมง เรายังยืนยันในเรื่องของการ คุ้มครองสิทธิแรงงานของแรงงานประมง แล้วเราก็ขอไม่สนับสนุน แล้วก็มีความพยายาม อย่างยิ่งที่จะกำจัดขบวนการค้ามนุษย์ให้ออกไปจากประเทศไทยทั้งหมด และขอเป็นตัวแทน พี่น้องชาวประมงเช่นกันนะครับว่า ไม่มีชาวบ้านคนไหนหรอกครับที่เขาตั้งใจจะทำผิดกฎหมาย เรื่องของการค้ามนุษย์ต่าง ๆ เรื่องของการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่ต้นตอมันเป็น เพราะกฎระเบียบของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวต่างหาก ที่ประเทศไทยมีกฎระเบียบ ที่ซ้ำซ้อน อย่างกฎหมายประมงนี้ชัดเจนที่สุด ก็คือว่าถ้าต่อให้ไปขึ้นทะเบียนของกระทรวง แรงงานมาเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมารอขึ้นทะเบียน Seabook หนังสือประจำเรือกับกรมประมง ซ้ำอีกทีหนึ่ง นี่ล่ะครับต้นตอของการที่ว่าเมื่อกฎระเบียบมันซ้ำซ้อน มันไม่เอื้ออำนวยความ สะดวกให้กับพี่น้องชาวประมง ที่จะสามารถจัดหาแรงงานต่างชาติมาทำงานบนเรือประมงได้ ในเมื่อมีกฎหมายตรงนี้ไปแล้ว มันก็เลยเกิดช่องโหว่ให้เกิดขบวนการค้ามนุษย์ตามมา ดังนั้น สิ่งที่พวกเราเสนอ ก็คือการทำให้ลดกฎระเบียบอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นว่าถ้าเป็น เพียงแค่เป็นการทำประมงในราชอาณาจักร ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาขอ Seabook เพิ่มกับกรมประมงอีก ใช้การขึ้นทะเบียนที่กระทรวงแรงงานที่เดียวเพียงพอแล้ว เพราะถือว่า มีการขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว แต่เท่าที่ผมทราบมาไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายที่ ครม. ตั้งใจจะเสนอก็ตามก็ยังจะคงประเด็นนี้ไว้ แต่จะแค่บอกว่าถ้ามาขอ Seabook แล้ว ก็ไม่ต้อง ไปขอที่กระทรวงแรงงานอีก ซึ่งมันเป็นการทำงานแบบที่เป็นไซโลของระบบราชการเกินไป สิ่งที่ถูกต้องก็คือควรจะให้ตัดเป็นเรื่องของกระทรวงแรงงานที่เดียว เมื่อเสร็จสิ้นเมื่อเขาได้ขึ้น ทะเบียนแล้วก็สามารถขึ้นทำงานบนเรือประมงได้ อันนี้เป็นรายละเอียดที่คิดว่ามันเป็น ต้นตอหนึ่งที่ว่าทำไมเราต้องมีกฎหมายที่รุนแรง เพียงเพราะว่าเราถูกข้อกล่าวหามา โดยตลอดว่าเรามีขบวนการค้ามนุษย์บนเรือประมง ซึ่งต้นตอของมันไม่มีใครอยากจะทำผิด กฎหมายหรอกครับ ถ้ากฎระเบียบมันทำได้โดยสะดวก อย่างที่ตรงไปตรงมาตรวจสอบได้
สุดท้ายก็อาจจะต้องขอทิ้งท้ายอีกทีหนึ่งครับว่า การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ชาวประมง สิ่งที่พี่น้องชาวประมงรออยู่มันไม่ใช่แค่กฎหมาย พ.ร.ก. การประมงฉบับนี้ มันยังมีอีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรมเจ้าท่าเองก็ตามก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ที่เกิดขึ้นเลย แล้วเรื่องสัญญาของภาครัฐที่จะซื้อเรือคืนจากพี่น้องชาวประมง ก็ยังไม่เห็น วี่แววของการดำเนินการตรงนี้ ดังนั้นในการอภิปรายครั้งนี้ก็ขอเป็นตัวแทนพี่น้องชาวประมง อีกครั้งหนึ่งที่ต้องส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมตรงนี้ว่า ในเมื่อท่านไม่ให้เขาทำอาชีพ ประมงไปแล้ว ท่านก็ต้องมีการชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรมให้กับพี่น้องชาวประมงต่อไป
แล้วก็ขอทิ้งท้ายอย่างนี้ครับว่า เรื่องปัญหาประมงเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมคิดว่า ทุกพรรคการเมืองที่เสนอกฎหมายเข้ามานี้มันเป็นประจักษ์พยานที่ดีที่สุดว่า นี่คือฉันทามติ ของประชาชนที่ต้องการเห็นการแก้ไข และพรรคก้าวไกลก็เสียใจอย่างยิ่ง ผิดหวังมากที่มติ ของรัฐบาลจะออกมาว่า ในวันนี้อาจจะไม่ผ่านการรับรองวาระที่ ๑ ก็ต้องขอยืนยัน แล้วก็ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าให้ ครม. รีบเร่งพิจารณากฎหมายประมงเพื่อเข้าสู่สภา เพื่อให้เกิดการ แก้ไขได้โดยเร็ว ตามที่ทุกพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้เห็นตรงกัน ขอบคุณครับ