วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หารือปัญหาการประมงที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ถูก EU ตักเตือน จนส่งผลให้ชาวประมงจำนวนมากล้มละลายและเกิดวิกฤตทางชีวิต จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมง แสดงความจริงใจและเร่งแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นธรรม ทั้งการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ประมง เพื่อส่งเสริมการประมงพื้นบ้าน การจัดสัดส่วนคณะกรรมการอย่างเท่าเทียม และการลดบทลงโทษที่รุนแรงเกินสมควร พร้อมผลักดันให้สภาฯ ร่วมพิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมและตอบแทนความไว้วางใจของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมเป็นหนึ่งในผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... ซึ่งทุกท่านทราบดีอยู่แล้วครับว่า ปัญหาของพี่น้องชาวประมง ได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานและยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งผมเองและเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ พรรคการเมืองก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปราย ในการหาแนวทางแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องชาวประมงมาโดยตลอดระยะเวลา ๘ ปีที่ผ่านมา ย้อนความกลับไปนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ๘ ปีที่ผ่านมา EU มาแปะป้ายไว้ที่หน้าผากของพี่น้องประมงไทยว่ามีการ ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการดูแลและไร้การควบคุม โดยถ้าเกิดประเทศไทยไม่แก้ไข EU จะ Ban การนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทย รัฐบาลเองก็ต้องวิ่งครับ ออกกฎหมาย นับร้อยฉบับในระยะเวลาอันสั้นนี้ ออกมาบังคับใช้กับพี่น้องชาวประมง ออกมาเยอะไม่เท่าไร ประเด็นก็คือออกมาแบบหลับหูหลับตาออก ไม่ได้ดู ไม่ได้ถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้ฟัง คนที่ทำอาชีพประมงเลยแม้แต่น้อย ออกกันเอง แล้วสุดท้ายปัญหามันก็ตกไปสู่พี่น้อง ชาวประมง นำความหายนะมาสู่อุตสาหกรรมประมงไทย ต้องบอกว่าเรือประมงที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยหายไปกว่าครึ่ง เพราะว่าออกไปทำการประมงไม่ได้ มิหนำซ้ำไม่ต้องไปพูดถึง อุตสาหกรรมต่อเนื่องนะครับ โรงน้ำแข็ง แรงงาน โรงงานแปรรูป หรือแม้กระทั่งตลาดปลา ทุกคนก็น่าจะเห็นสภาพที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่แล้วว่ามันเป็นอย่างไร ถามว่าเราได้อะไรบ้าง หลังจากที่ EU ประกาศปลดใบเหลืองให้กับเรา พี่น้องคนไทยคาดหวังอะไรบ้าง จากความสำเร็จนี้ อันนี้เป็นคำถามตัวโต ๆ ที่ผมอยากจะถามไปยังผู้มีอำนาจทั้งหลาย เราคาดหวังไหมว่าพี่น้องชาวประมงจะมีความสุขในการทำการประมงมากขึ้น เราคาดหวัง หรือไม่ว่าเราจะมีปลาจับเยอะขึ้น เราคาดหวังหรือไม่ว่า EU จะนำเข้าสินค้าประมงเราเพิ่มขึ้น หรือซื้อสินค้าประมงของเราในราคาที่สูงขึ้น คำตอบก็คือไม่เลย และไม่ใกล้เคียงเลย แม้แต่นิดเดียว
ท่านประธานครับ สิ่งเดียวที่เราได้จากการแก้ปัญหา IUU Fishing ก็คือ ความพอใจของ EU เฉพาะของ EU เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ของคนไทย ไปดูได้เลยครับสิ่งที่ เกิดขึ้นพี่น้องชาวประมงหลาย ๆ ท่านต้องล้มละลาย หลายท่านต้องสูญเสียธุรกิจ หลายท่าน มีหนี้สินเกิดขึ้นจากสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้น หนำร้ายไปกว่านั้นบางคนแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ตัดสินใจที่จะต้องปลิดชีวิตตัวเองลง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทุกท่านมองว่าเป็นความสำเร็จ ที่ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายมองว่าเป็นความสำเร็จ อยากจะบอกท่านว่าท่านอย่าหลงระเริง อยู่บนความตายของพี่น้องชาวประมง วันนี้ที่เราต้องพูดกันตรง ๆ ครับว่าประมงมันมีปัญหา แต่สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือเราต้องเข้าไปแก้ ณ จุดปัญหาจุดนั้น ไม่ใช่ไปลบทั้งระบบทิ้ง ผมขอยกตัวอย่างไปแล้วว่า ถ้าวันนี้มีแมลงสาบอยู่ในบ้าน ๑ ตัว คุณต้องไปไล่หรือว่าจัดการ กับแมลงสาบตัวนั้น ไม่ใช่ไปเผาบ้านทิ้งเพื่อจัดการกับแมลงสาบตัวเดียว เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่มันกระทบสิ่งที่มันหล่นลงมา คนที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายนั้นก็คือพี่น้องชาวประมง
ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาสภาแห่งนี้ก็ได้มีการศึกษาหาแนวทางการแก้ปัญหา เกี่ยวกับเรื่องของพี่น้องชาวประมงหลายครั้งหลายคราว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมาธิการ สามัญ วิสามัญหลายคณะด้วยกัน ไปลองดูรายงานการศึกษาได้เลยมีหลายเล่มอ่านกันไม่จบ แต่เราไม่เคยที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้แบบจริง ๆ นอกจากการพูดคุยกันอย่างที่ใกล้ที่สุด ก็คือในสภาสมัยที่แล้ว สมัยที่ ๒๕ ที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ยื่นร่างกฎหมายนี้เข้าไป แล้วสภาแห่งนี้ก็กรุณาได้ผ่านวาระที่ ๑ เข้าไปสู่ขั้นกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการก็ทำงานกัน เสร็จแล้ว แล้วส่งกลับมาที่สภา แต่ปัญหาตอนนั้นก็คือมีการยุบสภาเกิดขึ้น ไม่ว่ากันครับ ถือว่าเสียงนกหวีดเป่าหมดเวลา เลือกตั้งกลับมาครั้งนี้หลังจากสภาเปิดมา ๑ เดือน ผมก็ได้ยื่นกฎหมายฉบับนี้เข้าไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะจัดการเร่งแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องชาวประมง แล้วต้องขอบคุณสภานะครับที่ได้บรรจุวาระร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสู่ วาระประชุม ทำให้พวกเราได้นำกฎหมายเข้าสู่สภา แล้วเราก็สามารถพูดกับพี่น้องได้เต็มปาก ว่าวันนี้เราเอาร่างกฎหมายประมงเข้าสู่สภาได้แล้วนะครับ ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่ผมลงไป ในพื้นที่ ไปเจอพี่น้องชาวประมง ผมนี่ลูกชาวประมง ลูกน้ำเค็ม ทุกครั้งเวลาไปเจอพี่น้อง ชาวประมงแล้วเขาถามเรื่องปัญหา ผมต้องบอกกับท่านประธานตรง ๆ ว่าผมรู้สึกละอายใจ ในใจก็คิดว่าทำไมเราถึงไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ให้กับพี่น้องได้สักที ที่ผ่านมาในการ ประชุมร่วมของวิปรัฐบาล ก็มีการสอบถามว่ากฎหมายประมงที่เสนอไปทำไมมันถึงช้านัก ทำไมถึงยังไม่บรรจุสักที กฤษฎีกาก็บอกว่าผมเพิ่งได้รับกฎหมายเข้ามาพิจารณาแล้วก็รีบ ทำส่งเรื่อง เอาล่ะครับที่ผ่านมามันอาจจะช้าไปไม่เป็นอะไร แต่หลังจากนี้มันจะเป็นการวัดใจกัน วัดใจผู้มีอำนาจ วัดใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าท่านมีความจริงใจในการที่จะแก้กฎหมาย ฉบับนี้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงมากขนาดไหนไปดูกัน ท่านประธานครับ ยิ่งไปกว่านั้น ผมจะบอกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำการประมงนี้ผมจะบอกว่ามีเยอะมาก นับสิบหน่วยงาน กรมประมง สวัสดิการ จัดหางาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สาธารณสุข หรืออีกหลาย ๆ หน่วยงาน แต่พี่ใหญ่และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของพี่น้องชาวประมงก็คือ กรมประมง แน่นอนครับ ไม่พ้น พ.ร.ก. ประมง ปี ๒๕๕๘ นี่คือที่มาที่เราจะต้องแก้กฎหมาย ฉบับนี้ให้ได้
แล้วถ้าเกิดอยากจะให้ผมยกตัวอย่างกฎหมายสักฉบับหนึ่ง ที่บอกว่าเป็น กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เป็นกฎหมายที่ออกมารังแกพี่น้องประชาชน เป็นกฎหมายที่ออกมา โดยไร้ซึ่งความรอบคอบ ผมก็จะยกตัวอย่างกฎหมายฉบับนี้ให้ดู เพราะมีครบทุกอย่าง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสิ่งที่เราจะต้องเข้าไปแก้ไขสั้น ๆ สัก ๒-๓ ข้อ เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพิทักษ์เดช ก็ได้พูดไปแล้ว เรื่องของคณะกรรมการประมงจังหวัดควรที่จะต้องจัดการสัดส่วนให้ดี ควรที่จะต้องนำคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นกรรมการ ไม่ควรเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา เพื่อให้ การทำงานในการกำหนดวิธีการทำการประมง หรือขอบเขตพื้นที่ในการทำประมงให้มีคุณภาพ และคล่องตัวที่สุด แล้วต้องให้อำนาจเขาเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ แล้วพี่น้องประมงพื้นบ้านก็เช่นกัน พ.ร.ก. ประมงไปขีดเส้นไว้ ไปกั้นรั้วไว้ บอกว่าพี่น้อง ประมงพื้นบ้านให้หาปลาได้เฉพาะในเขตทะเลชายฝั่ง คำถามคือจะไปกั้นเขาทำไม ให้เขาออกไปทำเถอะครับ เพราะว่าเรือเหล่านี้มันจะโดนจำกัดด้วยขนาดอยู่แล้ว ถึงจะปล่อย ให้เขาออกไปเขาก็ออกไปได้ไม่ไกล เพราะฉะนั้นไม่ควรไปจำกัดสิทธิเขา ควรจะส่งเสริม เขาด้วย เพราะว่าประมงพื้นบ้านนี้คือรากฐานของเศรษฐกิจประมงของทั้งประเทศ
เรื่องบทลงโทษ อันนี้จะบอกว่าเป็นตัวบรรลัยเลย บทลงโทษประมงไทย ผมอยากจะบอกว่าน่าจะเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษในการปรับที่แพงที่สุดในโลก ไม่ใช่แค่ ในประเทศไทยนะครับ แต่แพงที่สุดในโลกท่านลองไปเปรียบเทียบได้เลย แล้วแพงไม่พอ เมื่อไปเปรียบเทียบความผิดในลักษณะเดียวกันกับบริบทอื่น ๆ มันเป็นคนละมาตรฐาน แบบฟ้ากับเหว ยกตัวอย่าง เช่น วันนี้ถ้าผมจดทะเบียนเครื่องมือประมง ผมบอกว่าจดเป็น เครื่องมือ A แล้วผมออกไปทำการประมง แล้วใช้เครื่องมือ B ทำการประมง ผมโดนปรับเป็น ๑๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธานฟังไม่ผิดครับ เป็น ๑๐ ล้านบาทจริง ๆ ถ้าวันนี้ผมออกไป ทำประมงผมจะนำสัตว์น้ำเข้ามา ผมก็ต้องแจ้งศูนย์ว่าผมจะต้องถึงท่ากี่โมง จะมีสัตว์น้ำ มาปริมาณเท่าไร ถ้าผมแจ้งผิด แจ้งเวลาผิดแจ้งเที่ยงเข้ามาถึง ๙ โมง ผมโดนปรับหลายแสน แจ้งปริมาณสัตว์น้ำผิดเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็โดนปรับหลายแสนอีก ถามว่ามันใช่เรื่องที่จะต้องเอาผิดกันถึงขนาดนั้นเลยหรือ
เรื่องแรงงาน ถ้าบนเรือประมงมีแรงงานที่ผิดกฎหมายอยู่ ต่อหัวที่มีนี้คูณเข้าไป เลยครับ หลายแสนบาท ถ้ามี ๑๐ คน ก็หลายล้านบาท น่าน้อยใจครับ เปรียบเทียบกับโรงงาน ถ้ามีแรงงานผิดกฎหมายอยู่ในโรงงาน ยกตัวอย่าง เช่น โรงงานไม้ โรงงานถุงมือ โรงงานเหล็ก ผิดเหมือนกันไหม ผิดเหมือนกัน ลักษณะเดียวกัน แต่ทำไมในโรงงานถึงโดนปรับแค่ไม่กี่หมื่นบาท มาตรฐานมันอยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่เราจะต้องเข้าไปแก้ และเรื่องที่สำคัญที่สุดคืออะไรรู้ไหม เราใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ๘-๙ ปี จนสุดท้ายเราหลุดพ้นจากใบเหลืองของ EU เรายอมเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปแลกเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในอาชีพประมง พอแก้เสร็จแล้ว ท่านไปดูว่าการนำเข้าปลาหรือว่าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ ประเทศที่เรานำเข้านี้ผ่านมาตรฐาน ของ EU หรือเปล่า ไปดูได้เลยมันมีบางประเทศที่มันไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นแล้วเราจะดั้นด้นกัน ๘-๙ ปีที่ผ่านมาเพื่ออะไร ยอมให้ลูกตัวเองตาย แต่ไปเลี้ยงลูกคนอื่นเพื่ออะไร
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ทุกท่านจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะหนึ่งในผู้ยื่น พ.ร.บ. ก็ขอเรียกร้องให้สมาชิกทุกท่านได้สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ แล้วเราจะได้กลับไปบอก พี่น้องชาวประมงที่บ้านของพวกเราว่า เราแก้ปัญหาให้ท่านสำเร็จแล้ว ขอบพระคุณครับ