เซีย สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาสร้างพลเมืองดี หวังแก้แรงงานล้า-ขาดเหลื่อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

เซีย จำปาทอง อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นความสำคัญของสุขภาพกายและใจที่ดีจากการมีเวลาพักผ่อนและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมหารือปัญหาแรงงานไทยที่ทำงานหนักเกินสมดุลชีวิต ขาดสวัสดิการและค่าจ้างไม่เพียงพอ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการวิสามัญหาข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายเซีย จำปาทอง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้ แรงงาน ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา เรื่อง การสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศภายใต้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมมีความ คิดเห็นต่อญัตตินี้ว่าการจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพได้ต้องมี ๒ อย่าง ดังนี้

๑. สุขภาพกายดี นั่นคือต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่ดำรงชีวิตที่เพียงพอต่อการ ดำรงชีพ อย่างน้อยต้องมีปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ มีอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และปัจจัยอื่น ๆ อีกที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายทางสังคม กฐิน ผ้าป่า งานบุญ งานบวช ค่าดูแลบุตร และครอบครัว ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต แฟ้บ สบู่ ยาสีฟัน นี่คือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต

๒. สุขภาพใจดี นั่นคือต้องมีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว กับเพื่อน ต้องมีเวลา สำหรับการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้

ท่านประธานครับ ผมจะขอพูดถึงปัญหาด้านแรงงาน ที่ผ่านมาแรงงาน มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วค่อยพูดถึงแนวทางการแก้ปัญหา หรือพูดถึงแนวทางการสร้างคน ให้มีคุณภาพ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน ๕๘ ล้านคน โดยเป็นผู้ที่อยู่ใน กำลังแรงงาน ๔๐ ล้านคน เป็นผู้มีงานทำ ๓๙ ล้านคน คน ๔๐ ล้านคนเป็นกำลังหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศนี้ วันนี้หากคน ๔๐ ล้านคน ไม่ทำงานพร้อมกัน ตลาดสดจะไม่มีของขาย ห้างสรรพสินค้าจะถูกปิด ขยะจะเต็มบ้านเต็มเมืองไม่มีคนเก็บ โรงงานอุตสาหกรรมจะถูกปิดหมด โรงไฟฟ้าจะถูกปิด เราจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีคนส่งของ ส่งอาหารให้พวกเรา ดังนั้นผู้ใช้แรงงานจึงเป็นกำลังหลักที่มีความสำคัญในการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศและโลกใบนี้อย่างยิ่ง ผมอยากเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าในอดีต แรงงานทั่วโลกทำงานหนักมาก ทำงาน ๑๖-๑๘ ชั่วโมงต่อวัน สภาพการทำงานที่เลวร้าย ไร้สวัสดิการใด ๆ ตามประวัติศาสตร์ของแรงงานจึงมีการพยายามเรียกร้องต่อสู้ตลอดมา ต่อสู้กับความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของแรงงาน วันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๘๖ เป็นต้นกำเนิดของ วันกรรมกรสากล สหพันธ์แรงงานในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา กำหนดให้วันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันนัดหยุดงานครั้งใหญ่ และให้มีการจัดชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้อง ระบบ สาม ๘ นั่นก็คือ ทำงาน ๘ ชั่วโมง พักผ่อน ๘ ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ ๘ ชั่วโมง ท้ายที่สุดจึงมีการกำหนดกรอบการทำงานระบบ สาม ๘ ประเทศไทยในปัจจุบันก็เช่นกันครับ ประเทศไทยแม้จะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกำหนดการจ้างงานสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง วันหนึ่งไม่เกิน ๘ ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงนั้นแรงงานไทยทำงานหนักมากครับ ท่านประธานครับ ท่านยังจำข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ได้หรือไม่ ข่าวที่มี พนักงานที่ทำงานในวงการสื่อทำงานจนเสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน และในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ มีพนักงานร้านสะดวกซื้อทำงานหนักจนเสียชีวิตอยู่หลังร้าน นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ครับท่านประธาน ชีวิตแรงงานไทยทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ด้อยสวัสดิการ นอกจากข้อมูล ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อมูลยืนยันว่าแรงงานไทยทำงานหนักมาก เช่น ข้อมูลจากบริษัทด้าน การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสภาวะการทำงาน ซึ่งได้เผยแพร่ผลการสำรวจปี ๒๕๖๕ ชี้ว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองรั้งท้ายโลกด้านสมดุลการใช้ชีวิต เป็นเมืองที่ทำงานหนักอยู่ใน อันดับ ๕ ของโลก แรงงานทำงานหนักมาก ทำงานหนักขนาดนี้เราจะหวังให้พลเมืองไทย พัฒนาตนเองจนกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพได้อย่างไร หากเราไม่มีเวลาให้กับสิ่งอื่นใดใน ชีวิตเลย นอกจากแรงงานอยู่กับการต้องทำงาน ทำงาน ทำงาน ไม่มีใครดิ้นรนอยากทำงานหนัก แต่ว่าสาเหตุที่แรงงานต้องทำงานหนักก็เพราะต้องการเงิน ต้องการรายได้เพื่อนำมาใช้จ่าย ในการดำรงชีวิตภายใต้สภาวะของแพงค่าแรงถูก การทำงานที่มีค่าจ้างขั้นต่ำเพียงวันละ ๓๐๐ บาทต่อวัน มันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างแน่นอนครับ แม้ว่าแรงงานจะใช้ชีวิต แบบแร้นแค้นยากลำบากเพียงใดก็ไม่เพียงพอ ในนิยามของคำว่า ค่าจ้างแรงงานเพื่อชีวิต ตามงานวิจัย ปี ๒๕๖๕ ของกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ชี้ว่าค่าจ้าง ขั้นต่ำที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของคนทำงาน ๑ คน และครอบครัวขนาดเล็กท่ามกลาง ภาวะค่าครองชีพเรื่องเงินเฟ้อในประเทศไทยปัจจุบันควรอยู่ที่ ๗๒๓-๗๘๙ บาทต่อวัน ซึ่งห่างจากค่าจ้างขั้นต่ำตอนนี้อย่างมาก และเมื่อแรงงานต้องทำงานหนัก ทำงานมากขึ้น ในแต่ละวันเพื่อให้ได้เงินที่เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน แน่นอนว่าปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมา เช่น ปัญหาด้านสุขภาพ มีการเจ็บป่วยก่อนวัยอันควร เกิดปัญหาครอบครัว ไม่มีเวลา ให้กับครอบครัว ไม่มีเวลาให้กับลูกหลาน ส่งผลให้เยาวชนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา เสี่ยงต่อการติดยาติดเป็นปัญหาสังคม หากจะแก้ปัญหานี้ก็ควรแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาครับ ควรเกาให้ถูกที่คัน วันนี้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ ๒-๑๖ บาท ถามว่าจะพอเลี้ยงชีพได้อย่างไร ทำไมกระทรวงแรงงานไม่ทำตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ วันละ ๖๐๐ บาทต่อวัน บางคนบอกว่านั่นมันเป็นอำนาจของคณะกรรมการไตรภาคี ผมจึงถามว่า ทำไมคณะกรรมการ ไตรภาคี จึงกำหนดค่าแรงที่มุ่งทำลายชีวิตของคนทำงาน ภาพที่ปรากฏบนสไลด์ นายกฉุน ฉุนแล้วอย่างไรต่อครับ ทำอะไรได้บ้าง ทำได้หรือไม่ทำ หรือแค่การละคร เพราะฉะนั้น ผมอยากให้กรรมาธิการวิสามัญชุดที่จะตั้งขึ้นนี้ตั้งคำถามและหาข้อมูลที่เป็นต้นตอของปัญหา ที่แท้จริงให้ปรากฏ เพื่อนำปัญหานั้นมาแก้ไขต่อไป หากแค่พูดแค่ปลายเหตุเหมือนเกา ไม่ถูกที่คัน คันที่หลังแต่มาเกาที่พุงมันไม่สามารถที่จะหายคันได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาของ คนส่วนใหญ่ของประเทศเราได้อย่างแท้จริง สุดท้ายผมขอยืนยันว่าแรงงานเป็นผู้สร้างโลก และแรงงานไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก โจทย์ของเราจึงขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายบริหารและ ฝ่ายนิติบัญญัติจะสามารถทวงคืนชีวิตที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และปลดล็อกหนทางสู่ความเป็น พลเมืองให้มีคุณภาพได้อย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน