สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายเรื่องพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยเสนอแนวคิดพลเมืองที่สมบูรณ์ของเพลโตและอริสโตเติล เสนอนิยาม Active Citizen และเรียกร้องการกระจายอำนาจเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวม
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายในญัตติ เรื่องการสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ ในอดีตของเราเรามีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาโดยตลอด เรื่องการสร้างคน การสร้างพลเมือง การสร้างประชาชนที่เข้าใจหน้าที่พลเมืองและคำอีกมากมายครับ มีหลากหลายโครงการ ที่พยายามจะสร้างความเป็นพลเมืองแบบที่รัฐต้องการให้เป็นมาตลอด ตั้งแต่สร้างค่านิยม ๑๒ ประการ ให้มีการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง หรือย้อนกลับไปมีการแต่งเพลง เด็กเอ๋ยเด็กดีออกมา แล้วอีกมากมายหลายเรื่อง แต่ทั้งหมดนี้คือการกระทำซ้ำด้วยวิธีการ แบบเดิม ๆ แล้วคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ ๆ ผมว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดคาดหวังว่าการ ทำซ้ำ ๆ นี้จะสร้างผลลัพธ์แบบใหม่ ๆ ได้ แต่ก่อนที่ผมจะพูดเรื่องการสร้างพลเมือง เรามาคุย กันก่อนว่าพลเมืองคืออะไร แนวคิดเรื่องพลเมืองเป็นแนวคิดที่มาคู่กับสังคมประชาธิปไตย อย่างน้อย ๆ ก็ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยกรีก ความเป็นพลเมืองหลายต่อหลายข้อก็ส่งต่อมา จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ของสิทธิพลเมือง ก็มีแนวคิดหนึ่งที่ผมอยากจะนำมาเสนอ ในที่นี้แล้วก็ดูจะเข้ากันได้ดีกับหัวข้อนี้ คือแนวคิดเรื่องพลเมืองที่สมบูรณ์ของเพลโต (Plato) แนวคิดนี้มีหลายหัวข้อ แต่มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ เพลโต (Plato) เสนอว่า พลเมืองที่สมบูรณ์ หมายถึงคนที่รู้วิธีปกครองผู้อื่น และวิธีถูกผู้อื่นปกครองด้วยความยุติธรรม อีกคนคือ อริสโตเติล (Aristotle) ครับ ที่ให้คำจำกัดความข้อหนึ่งไว้อย่างกระชับและน่าสนใจ คือคนที่ เข้ามีส่วนร่วมในชีวิตพลเมืองที่มีทั้งการปกครองและการถูกปกครองสลับกันไป นอกจากนี้ อริสโตเติล (Aristotle) ยังเสนอว่า มนุษย์จะเติมเต็มศักยภาพของชีวิตแต่ละคนได้นั้น ก็ต่อเมื่อเข้าไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนการเมือง หรือแปลง่าย ๆ คือ ชุมชนสาธารณะนั่นล่ะครับ แน่นอนครับว่าสังคมประชาธิปไตยในกรีกโบราณเมื่อ ๒๕๐๐ ปีที่แล้วคงจะเทียบเคียงกับ ยุคปัจจุบันไม่ได้ทั้งหมด แต่จากแนวคิดที่ทั้งสองคนนี้กล่าวสะท้อนว่าอะไรครับ สะท้อนว่า พลเมืองที่ดีก็คือพลเมืองที่สามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้งผู้ปกครองและถูกปกครองในสังคม ประชาธิปไตย หรือพูดให้ง่าย ๆ กว่านั้นคือ ผู้ที่ยินดีมีส่วนร่วมในงานทางการเมืองอย่าง สม่ำเสมอนั่นเอง ตัวผมเองไม่ชอบเลยคำว่า พลเมืองดี หรือ Good Citizen เพราะว่าคำว่า ดี ของแต่ละคน ก็แตกต่างกันไป โดยเฉพาะความดีของสังคมไทยที่มักให้คำนิยามโดยผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะ ไม่ตรงกับนิยามของคนส่วนใหญ่ในสังคม ในโลกนี้มีการใช้คำว่า Active Citizen หรือแปล เป็นไทยว่า พลเมืองเข้มแข็ง พลเมืองตื่นรู้ ทีนี้ผมขออ้างอิงหลักสูตรฐานสมรรถนะของ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งให้คำนิยามไว้ว่า การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งหมายถึง การปฏิบัติตน อย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองโลก รู้เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและ ผู้อื่น เคารพในกฎกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ อยู่ร่วมกับผู้อื่น ท่ามกลางความหลากหลาย เห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีบทบาทในการตัดสินใจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยยึดมั่นในความเท่าเทียมเป็นธรรม ค่านิยม ประชาธิปไตยและสันติวิธี ซึ่งอันนี้เป็นนิยามที่ดีมาก ๆ โดยมีนิยามใกล้เคียงกับนิยามสากลด้วย ทีนี้เราจะสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งหรือ Active Citizen ได้อย่างไร เพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็ได้อภิปรายในมิติเกี่ยวกับเยาวชนเอาไว้แล้ว แล้วตัวญัตติเองก็เน้นไปทางนั้น ซึ่งผมไม่ปฏิเสธ ว่าการปลูกฝังในเยาวชนเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่อย่างที่ผมพูดไว้ตอนต้น การปลูกฝังเยาวชน เป็นสิ่งที่เราทำกันมาซ้ำแล้วช้ำเล่า แล้วคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ ๆ ท้ายที่สุดเราต้องตั้งคำถามว่า ที่เรากำลังทำกันอยู่นี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการเป็นพลเมือง หรือการพยายาม ครอบงำเยาวชนแล้วจำกัดกรอบความคิดให้เขา สำหรับผมการสร้าง Active Citizen ไม่ได้หยุดอยู่แค่เยาวชน แต่เราสามารถสร้างได้กับคนทุกวัย ผ่านกลไกต่าง ๆ ในทุกมิติ แล้วกลับไปที่อริสโตเติล (Aristotle) ที่ผมยกตัวอย่าง คือต้องสร้างการมีส่วนร่วมในทาง สาธารณะให้กับประชาชนบนหลักการง่าย ๆ คือการยืนยันสิทธิอำนาจของประชาชน การกระจายอำนาจ สร้างการมีส่วนร่วม และการรวมกลุ่มของประชาชน อันดับแรก เราต้อง สร้างจิตสำนึกที่จะสลายความเป็นฉันและสร้างความเป็นเรา เราจะทำอย่างนี้ได้อย่างไร สำหรับผมการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมคือต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของใน พื้นที่ที่เขาอยู่ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงของเขาไม่ถูกมองข้ามหรือไม่มีความหมาย ทั้งใน ระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ และนั่นคือการกระจายอำนาจ และสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการ กระจายอำนาจก็คือระบบราชการ ในฐานะ สส. เขตผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านในที่นี้ ก็จะได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องในพื้นที่อยู่เสมอ ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ระบบราชการทั้งนั้นเลย เช่น ไปร้องเรียนที่นี่แล้วเรื่องไม่คืบ ไปแจ้งศูนย์นั้นศูนย์นี้แล้วเรื่องช้า ในแง่นี้พวกเราที่เป็นผู้ได้รับสิทธิจากประชาชนก็ต้องเข้าไปช่วยดำเนินการ แต่เรื่องนี้สะท้อน อะไรครับ สะท้อนว่าประชาชนของเราเองจริง ๆ แล้วก็เป็น Active Citizen อยู่ระดับหนึ่ง สนใจเรื่องปากท้อง เรื่องการเมือง เรื่องชุมชนที่เขาอยู่ แต่ความไฝ่ในการมีส่วนร่วมนี้กลับถูก กลบหายไปด้วยระบบราชการที่กินเวลายาวนาน เขาต้องมาหาผู้แทนที่เขาคิดว่าจะดำเนินการ แทนได้เร็วกว่าเขา เราจึงต้องมีการกระจายอำนาจ และต้องปฏิรูปให้หน่วยงานราชการ ทำงานแบบ Active มากขึ้น เพราะต่อให้เรามี Active Citizen แต่ถ้าเรายังมี Passive Bureaucrat ประเทศก็เดินยาก ดังนั้นต้องมีการกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในกิจกรรมชุมชนได้มากขึ้น ต้องสร้างการมีส่วนร่วม มีการรวมกลุ่มให้เกิดสำนึกว่าเขาเป็น ส่วนหนึ่ง เขามีตัวตนและสามารถมีส่วนร่วมกำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้ในพื้นที่ของเขา หรือถ้า กลับไปที่อริสโตเติล (Aristotle) คือมีส่วนร่วมใน Polis หรือในพื้นที่ทางการปกครองของ ประชาชน นอกจากพื้นที่ เช่น ถิ่นฐานบ้านเกิด ในการเป็นพลเมืองจิตสำนึกอื่น ๆ ก็สำคัญ เช่น จิตสำนึกทางการเมืองที่จะมีส่วนร่วมและตรวจสอบในทางการเมือง ติดตามการทำงานของ หน่วยงานราชการของผู้แทนของเขา หรือมากกว่านั้นคือเปิดกว้างให้มีการรวมกลุ่ม สร้างจิตสำนึกในการรวมกลุ่ม เช่น จิตสำนึกทางชนชั้นที่จะสร้างผ่านการสนับสนุนการตั้ง สหภาพหรือรวมกลุ่มต่าง ๆ ว่าเราทุกคนคือชนชั้นแรงงาน การรวมกลุ่มความหลากหลาย ทางเพศ ใด ๆ ก็ตามที่จะสร้างอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น เหมือนกับที่กลุ่ม คนความหลากหลายทางเพศรวมกลุ่มกันจนสามารถพาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาถึง สภาได้ แล้วอีกหลาย ๆ กลุ่ม และที่สำคัญพวกเราพูดกันเสมอว่าเสียงประชาชนคือ เสียงสวรรค์ เราต้องเปิดพื้นที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่าง ๆ ของ ประเทศนี้ได้อย่างเสรีในทุกมิติ ทั้งปากท้อง การเมืองและวัฒนธรรม ไม่ได้ถูกจำกัดภายใต้ กรรมการบางชุด คนบางคน หรือผู้มีอำนาจคนใด ไม่ควรมีสิทธิจะบอกว่าประชาชนว่า เรื่องไหนพูดได้ พูดไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสนับสนุนการรวมกลุ่มครับ เริ่มตั้งแต่ในระดับชุมชนอย่างกลุ่มปกป้องชุมชนใด ๆ ระดับประเทศ เช่น กลุ่มที่มีการผลักดันกฎหมาย ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือผลักดัน อะไรต่าง ๆ ที่จะสร้างสำนึกทางชนชั้น เช่น สหภาพแรงงาน องค์การวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อจะได้ มีส่วนร่วมในการเจรจาต่อรองกับรัฐและผลักประเทศนี้ไปข้างหน้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Civil Society ขึ้นในประเทศเราครับ ให้ประเทศของเราเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลเมือง ดังนั้นผมเสนอว่าเราต้องตั้งกรรมาธิการเพื่อเสนอเรื่องดังกล่าว จึงควรเข้าไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มในสังคม เกิดการกระจายอำนาจ ไม่ใช่เพียงทำงบปลูกฝังและ ล้างสมองครับ แต่ต้องเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมสาธารณะให้ประชาชนทุกคนมีจิตสำนึก ทางการเมือง มีสำนึกทางชนชั้น มีสำนึกพลเมืองให้เข้าใจว่าประเทศไทยเป็นกรรมสิทธิ์ของ ทุกคน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่เพียงลำพัง ขอบคุณครับ