พริษฐ์ เสนอเสริมบทบาทเยาวชน ผ่านการปฏิรูปสภาเด็กและมีส่วนร่วมทางการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายเสนอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเสนอปรับปรุงโครงสร้างการเมืองและการศึกษาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีบทบาทโดยตรง ทั้งการปรับอายุขั้นต่ำในการสมัครรับเลือกตั้ง การปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชนให้มีอำนาจจริง รวมถึงการให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาและบริหารโรงเรียน เพื่อสร้างพลเมืองที่ตื่นตัวและมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ไม่ใช่เพียงเสียงตกแต่ง แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันของชาติ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจของท่านประธาน เพื่อนสมาชิก แล้วก็ พี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้าน ก็ต้องขออนุญาตเริ่มต้นโดยการชี้แจงว่าญัตติที่ผม ร่วมเสนอในวันนี้กับญัตติที่ท่านชัชวาลล์เสนอนั้นก็อาจจะเป็นหัวข้อที่ไม่ตรงกันสักเท่าไร แต่ว่าในเมื่อหัวข้อไม่มีความเชื่อมโยงกันก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่กรุณาอนุญาตให้ ๒ ญัตตินี้มีการพิจารณาร่วมกัน ในการอภิปรายเสนอญัตติผมขออนุญาตใช้เวลาในการ อธิบายหลักการและเหตุผลในการร่วมเสนอญัตติ เรื่อง การขอให้สภาผู้แทนราษฎรนั้น จัดทำข้อเสนอในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมใน ระบอบประชาธิปไตย โดยผมนั้นจะขออนุญาตเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วก็ผู้ร่วมเสนอนะครับ คุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ก็จะเป็นผู้อภิปรายปิดในอีกทีหนึ่ง ท่านประธานครับ ในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุด เป็นของประชาชน รัฐจำเป็นที่จะต้องมองและปฏิบัติกับประชาชนทุกคนในฐานะพลเมืองที่มี สิทธิและอำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยหากเราต้องการให้ประชาชน ทุกคนนั้นใช้สิทธิพลเมืองดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนด อนาคตประเทศ เราก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมดังกล่าวนั้นตั้งแต่สมัยที่ทุกคนนั้น ยังคงเป็นเด็กและเยาวชน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกของเราทุกคนในที่นี้ สัมผัสกันได้ว่าเด็กและเยาวชนนั้นได้แสดงความตื่นตัวทางการเมืองและตื่นตัวต่อประเด็น สาธารณะเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่ามากที่สุดในรอบหลายปีก็ว่าได้ แต่แม้เยาวชนจะได้ พยายามสะท้อนความฝันและความต้องการของเขาผ่านช่องทางหรือกลไกต่าง ๆ แค่ไหน ก็ยังมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าเสียงของเขานั้นยังไม่ได้ถูกรับฟังหรือคำนึงถึงอย่าง เพียงพอในทุกกระบวนการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนก็ดีหรือในสังคมภาพรวมก็ดี จะว่าไปแล้วท่านประธานแม้กระทั่งเหตุการณ์เมื่อวานหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวานก็อาจจะทำให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า อนาคตของเขาในประเทศนี้จะอยู่ ภายใต้กรอบทางการเมืองแบบใด อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีสุขภาพเช่นใด ดังนั้น หากเราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว การรับฟังอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอครับ แต่เราจำเป็นที่จะต้องเปิดพื้นที่ต่าง ๆ ให้เยาวชนนั้นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น พื้นที่ ที่ผมพูดถึงนี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน

พื้นที่ประเภทที่ ๑ ที่เราควรเปิดคือการปลดล็อกให้เยาวชนนั้นสามารถเข้ามา มีส่วนร่วมได้ในพื้นที่เดียวกันกับผู้ใหญ่โดยตรง กุญแจดอกสำคัญของเรื่องนี้คือการปรับเกณฑ์ เรื่องอายุขั้นต่ำในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในด้านต่าง ๆ ตัวอย่างที่น่าจะชัดเจนที่สุด ก็คืออายุขั้นต่ำในการลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น หากเรายึดหลัก สากลประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลกก็มักจะมองว่าหากคุณมีอายุมากพอที่จะมีสิทธิ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คุณก็ถือว่ามีอายุมากพอที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นกัน แต่พอเรา มาดูในประเทศไทยพอคุณอายุ ๑๘ ปี คุณมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งหรือมีสิทธิในการ โหวต แต่คุณต้องรออีก ๗ ปี จนกระทั่งอายุ ๒๕ ปี คุณถึงจะมีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ในระดับสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น แล้วก็ต้องรออีก ๑๐ ปี จนคุณอายุ ๓๕ ปี ถึงจะมีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น

พื้นที่ประเภทที่ ๒ ที่เราควรเปิดนั่นคือการออกแบบพื้นที่พิเศษสำหรับ เยาวชนที่จะเป็นสะพานเชื่อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นระหว่างเยาวชนกับกลไกทั่วไปทาง การเมืองหรือทางนโยบาย จริงอยู่ครับว่าปัจจุบันเราก็มีพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้วมาเกือบ ๒๐ ปี ที่มีชื่อว่าสภาเด็กและเยาวชน แต่หากผมจะขออนุญาตยืมคำพูดของนักวิชาการท่านหนึ่งที่ได้ พยายามรวบรวมความเห็นของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ เขาได้กล่าวไว้ว่าแม้สภาเด็กและ เยาวชนนั้นถูกตั้งขึ้นมาด้วยหลักการว่า เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน แต่มันก็มีความเสี่ยงว่าสภาเด็ก และเยาวชนในหลายส่วนในวันนี้อาจจะกลายเป็นสภาที่ผู้ใหญ่สั่งแล้วเด็กถูกบีบให้ทำตาม แนวทางในการปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชนให้ตอบโจทย์เยาวชนมากขึ้นก็มีอยู่หลายข้อเสนอ ด้วยกัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสั้น ๆ แค่ ๓ ข้อเสนอ

ข้อเสนอที่ ๑ คือการปรับที่มาของสภาเด็กและเยาวชนในแต่ละระดับให้มา จากการเลือกตั้งของเด็กและเยาวชนโดยตรง ด้วยการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ตอนนี้ทาง กทม. เองก็ได้มีการเปิดให้มีการเลือกตั้งประธานสภาเด็กและ เยาวชนโดยตรงผ่านการเลือกตั้ง Online ซึ่งผมเข้าใจว่าเพิ่งปิดรับสมัครผู้สมัครไปเมื่อวานนี้ การเลือกตั้ง Online แบบนี้ล่ะครับก็เป็นวิธีที่หลายประเทศนั้นใช้ในการเพิ่มการมีส่วนร่วม ของเยาวชน อย่างเช่น Youth Parliament หรือว่าสภาเยาวชนที่สหราชอาณาจักรก็มีการเปิด ให้เยาวชนอายุ ๑๑-๑๘ ปีนั้นมีสิทธิในการเลือกตัวแทนของเขาผ่านช่องทาง Online ทุก ๆ ๒ ปี เป็นต้น

ข้อเสนอที่ ๒ คือการรับประกันความเป็นอิสระของสภาเยาวชนจากรัฐ วิธีหนึ่ง ที่เราจำเป็นต้องทำการวางเกณฑ์หรือพิจารณาเรื่องหน่วยงานที่กำกับดูแลเพื่อให้รัฐนั้น ไม่มาแทรกแซงเนื้อหาโครงการที่เยาวชนนั้นคิดค้นหรือปรับงบประมาณขึ้นลงตามอำเภอใจ เพียงเพราะว่าเยาวชนนั้นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในยุคสมัยนั้น ๆ

ข้อเสนอที่ ๓ นั่นคือการเพิ่มอำนาจของสภาเยาวชนในการผลักดันนโยบาย ที่ต้องไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมครับ แต่เป็นอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการเชื่อมโยง กับกลไกทางการเมืองในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้สภาเยาวชนนั้นมีอำนาจในการเสนอ ร่างกฎหมายมาให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้รับไว้พิจารณา อย่างเช่นที่ประเทศเกาหลีใต้ หรือไม่ว่าจะเป็นการให้สภาเยาวชนนั้นมีโควตาในการตั้งกระทู้ถามหรือเสนอแนะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีนั้นต้องมาตอบในสภาเยาวชนก็ดี หรือตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก็ดี อย่างเช่น ที่มาเลเซียหรือเดนมาร์ก เป็นต้น

พื้นที่ประเภทที่ ๓ ที่เราควรจะเปิด คือการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้นักเรียน และนักศึกษานั้นมามีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาและกติกาในโรงเรียนมากขึ้น ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศเราจะเป็นอย่างไร ความจริงแล้วความเป็นประชาธิปไตย ในห้องเรียนเรานี่ล่ะครับจะเป็นทั้งกระจกสะท้อนสังคมและตะเกียงนำทางสังคม การส่งเสริม การมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยในห้องเรียนก็มีอยู่หลายข้อเสนอด้วยกันครับ ขออนุญาต ยกตัวอย่าง ๓ ข้อเสนอเช่นเคย

ตัวอย่างข้อเสนอที่ ๑ คือการกำหนดให้คณะกรรมการสถานศึกษาหรือว่า School Board นั้นมีตัวแทนนักเรียนที่มาจากการเลือกตั้งจากนักเรียนโดยตรง กลไกแบบนี้ ก็จะเป็นหลักประกันที่ดีที่จะทำให้การพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการจัดการเรียนการสอนยันการเลือกอุปกรณ์การเรียน หรือแม้กระทั่งมาตรการการดูแล ความปลอดภัยของผู้เรียนนั้นก็จะคำนึงถึงเสียงของนักเรียนที่มีตัวแทนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ พิจารณาเดียวกันกับทุก ๆ ฝ่าย ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เสียงดังมาจากนอกห้องประชุม

ตัวอย่างข้อเสนอที่ ๒ คือการทำให้ธรรมนูญนักเรียนและสภานักเรียนนั้น มีความยึดโยงกับนักเรียนมากขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ที่เปิด ให้นักเรียนนั้นได้มีส่วนร่วมในการเขียนและออกเสียงประชามติรับรองธรรมนูญฉบับแรก ของโรงเรียน โดยมีการกำหนดไว้ให้มีโครงสร้างสภานักเรียนที่แบ่งออกเป็นฝ่ายบริหารและ ฝ่ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้วนมาจากการเลือกตั้งของนักเรียนโดยตรง และสามารถ ถูกลงชื่อถอดถอนโดยนักเรียนได้เช่นกัน

ตัวอย่างข้อเสนอที่ ๓ คือการเปิดให้นักเรียนนั้นมีส่วนร่วมในการประเมิน คุณภาพการศึกษาที่พวกเขาได้รับ ในระดับหนึ่งเราอาจจะหมายถึงการเปิดให้นักเรียนนั้นมี ส่วนร่วมในการประเมินครู เพื่อทำให้เกิดการประเมินแบบรอบทิศหรือแบบ ๓๖๐ องศา ที่จะทำให้การทำงานของครูนั้นมีความยึดโยงกับผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และความ พึงพอใจของนักเรียนมากขึ้นในฐานะผู้รับบริการการศึกษา หรืออีกระดับหนึ่งคือการเปิดให้ นักเรียนนั้นได้ประเมินและตรวจสอบโรงเรียนหรือสถานศึกษา ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ โครงการที่มีชื่อว่า Check My School ที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนและ ประชาชนในพื้นที่นั้นมีเครื่องมือและข้อมูลในการตรวจสอบว่าการให้บริการในโรงเรียนนั้น เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นหรือไม่ หนังสือเรียนที่เขาได้รับได้คุณภาพหรือไม่ ห้องน้ำ ที่โรงเรียนสะอาดเพียงพอหรือไม่ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโรงเรียนนั้นทำงานได้จริงหรือไม่ เป็นต้น

แต่นอกจากจะเปิด ๓ พื้นที่ประเภทนี้ให้เยาวชนเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้นแล้ว อีกภารกิจหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำคู่ขนานคือการพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อช่วย ส่งเสริมให้เยาวชนนั้นได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการขับเคลื่อนการ เปลี่ยนแปลง

ประการที่ ๑ คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยบ่มเพาะทักษะให้เยาวชน ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าตรงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เต็มที่หากเราไม่มีการ ปฏิรูปการศึกษาและจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ที่เน้นทักษะสมรรถนะ หากเราอยาก ให้เยาวชนของเราคิดค้นนโยบายต่าง ๆ จากการรับฟังความเห็นจากหลายมุมมอง เราก็ควร ที่จะเปลี่ยนวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์จากการเน้นท่องจำเหตุการณ์มาเป็นการเน้น วิเคราะห์หลักฐานหรือมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่บางครั้งอาจจะขัดแย้งกัน หากเราต้องการ ให้เยาวชนของเรานั้นมีความสามารถในการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศได้ในการ แก้ไขปัญหาระดับโลกเราก็ควรที่จะปรับวิธีการสอนวิชาภาษาอังกฤษที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของ หลักภาษาและไวยากรณ์ แต่ให้หันมาเน้นเรื่องของทักษะการใช้ภาษาหรือว่าทักษะ การสื่อสารควบคู่ไปด้วย หรือหากเราอยากให้เยาวชนนั้นได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา บ้านเมืองจริง ๆ เราก็จำเป็นที่ต้องลดจำนวนชั่วโมงเรียน ลดภาระการบ้านที่มันหนักเกินไป เพื่อให้เยาวชนของเรานั้นมีเวลามากขึ้นในการทำกิจกรรมที่เขาสนใจและทดลองทำจริง นอกห้องเรียน

ประการที่ ๒ คือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อม ที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการมีส่วนร่วม ความปลอดภัยนี้ก็ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย ในมิติของกฎหมายหรือกฎระเบียบที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และเคารพสิทธิ มนุษยชนของเยาวชนทุกคน รวมไปถึงความปลอดภัยในมิติของวัฒนธรรมในห้องเรียนครับ ที่สนับสนุนให้เยาวชนนั้นสามารถตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความเห็นได้อย่างสนิทใจ

ประการที่ ๓ ก็คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยผู้ปกครองหรือ ผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเข้าใจและพร้อมจะวางบทบาทของตนเองเป็นพี่เลี้ยงที่ช่วยสนับสนุน เยาวชนโดยไม่ครอบงำหรือปิดกั้นเยาวชนด้วยความคิดของตนเอง ท่านประธานครับ ข้อเสนอ ทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอในการเปิด ๓ พื้นที่ก็ดี ข้อเสนอในการ ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ๓ ประการก็ดี ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่ผมคิดเองนะครับ แต่เป็นข้อเสนอ เบื้องต้นที่ผมได้มาจากการได้ประชุมหารือร่วมกันในกรรมาธิการพัฒนาการเมืองร่วมกับ ทั้งฝ่ายวิชาการ ภาคประชาสังคม แล้วก็ตัวแทนเยาวชนบางส่วน แต่ผมเชื่อครับว่าเราจะมี ข้อเสนอที่ครบถ้วนรอบด้านพร้อมใช้งานมากกว่านี้ หากเราลงแรง ลงเวลากันอีกสักนิดหนึ่ง ผ่านกลไกของสภาและกลไกของคณะกรรมาธิการเพื่อคุยกับคนให้มากกว่านี้และจัดทำ ข้อเสนอที่กว้างและลึกกว่านี้ ดังนั้นที่ผมต้องการให้เราดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความละเอียด รอบคอบก็เพราะผมรู้ ผมตระหนักดีว่าการเพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างมีความหมาย อย่างแท้จริงนั้นจะต้องไม่ใช่การทำอะไรกับเยาวชนแบบฉาบฉวย ปรากฏการณ์หนึ่งที่ทั่วโลก นั้นเริ่มพูดถึงแล้วก็เริ่มมีข้อกังวลมากขึ้น คือปรากฏการณ์ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Youth Washing ปรากฏการณ์นี้คือปรากฏการณ์ที่รัฐหรือองค์กรต่าง ๆ นั้นอาจจะมีความพยายาม ในการทำให้สังคมคิดว่าตนเองนั้นให้ความสำคัญกับเยาวชนหรือว่าคนรุ่นใหม่ โดยการชื่นชม โดยการให้รางวัล หรือว่าเชิญพวกเขาไปแสดงความเห็น แต่พอไปถามเยาวชนที่ผ่าน กระบวนการเหล่านี้แล้วเขากลับสัมผัสได้หรือเขากลับรู้สึกว่าองค์กรเหล่านี้ไม่เคยรับฟังจริง ๆ ถึงความต้องการของพวกเขา ไม่เคยตั้งใจจริง ๆ ในการแก้ไขปัญหาของพวกเขา แล้วก็ ไม่เคยไว้ใจพวกเขาจริง ๆ ในการเข้ามามีส่วนร่วมหรืออำนาจในการตัดสินใจ ดังนั้นผมขอ ทิ้งท้ายด้วยการบอกว่าข้อเสนอที่ผมอยากเห็นสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เราร่วมกันจัดทำครับ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างมีความหมายในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็น ข้อเสนอที่คำนึงไว้ตลอดเวลาว่าเสียงของเยาวชนนั้นต้องไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่ต้องเป็นสิ่งที่ถูก รับฟังอย่างจริงจัง บทบาทของเยาวชนนั้นต้องไม่ใช่ไม้ประดับ แต่ต้องเป็นเจ้าของร่วมกันของ ประเทศนี้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ และท้ายที่สุดแล้วเยาวชนต้องไม่ใช่แค่ อนาคตของชาติ แต่เยาวชนต้องเป็นปัจจุบันของชาติด้วยเช่นกัน ขอบคุณครับท่านประธาน