ชัยธวัช ยันนิรโทษกรรมสร้างสมานฉันท์ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ชัยธวัช ตุลาธน ย้ำถึงความสำคัญของการนิรโทษกรรมคดีการเมืองว่าเป็นกระบวนการหนึ่งเพื่อสมานฉันท์ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งและคืนความยุติธรรม ภายใต้เจตนาไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหม่ และขอใช้เวลาอภิปรายเพียงสั้น ๆ เพื่อเสริมประเด็นที่มีการหารือไปก่อนหน้า

นายชัยธวัช ตุลาธน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ พูดในหลายประเด็นมาแล้วก็แทบจะครอบคลุมทุกมิติ เพราะฉะนั้นผมจะใช้เวลาไม่มากนัก ในการที่จะย้ำแล้วก็เสริมอีกบางประเด็นเท่านั้นนะครับ

ประการแรก สมาชิกหลายท่านเพื่อนของเราก็ได้ทบทวนว่าประเทศไทยของเรา เคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้ง ผมขอทบทวนอีกสักครั้ง ตัวเลขอาจจะไม่ตรงกันบ้าง เท่าที่ผมรวบรวมไว้นี้เราเคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วทั้งผ่านกฎหมาย ก็คือในระดับ พระราชกำหนดและพระราชบัญญัติมาไม่น้อยกว่า ๒๑ ครั้ง แล้วก็ผ่านรัฐธรรมนูญอีก ๒ ครั้ง ทั้งหมดก็คือไม่น้อยกว่า ๒๓ ครั้ง แทบทั้งหมดเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้มีอำนาจ ๑๗ ครั้ง ในบรรดา ๒๓ ครั้ง ๑๗ ครั้ง เป็นการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารหรือการกบฏ ทั้งที่สำเร็จ และไม่สำเร็จ อีก ๓ ครั้ง เป็นการนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปราบปรามพี่น้อง ประชาชนเพื่อให้ไม่ต้องรับผิด แม้ว่าจะมีการใช้อาวุธต่อประชาชนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ หรือสูญหายจำนวนมาก ๓ ครั้ง ในเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และในเหตุการณ์พฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ แล้วก็มีบ้างเล็กน้อยที่เป็นการ นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีความขัดแย้งครั้งสำคัญในประเทศ ก็คือ ๑ ครั้ง เป็นการ นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในระดับที่เข้าร่วมพรรคกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืน จับอาวุธขึ้นสู้ ทำสงครามกลางเมืองจนทำให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐเสียชีวิตจำนวนมากเหมือนกัน แล้วก็มีอีก ๑ ครั้งที่เคยนิรโทษกรรมให้กับ นักศึกษาประชาชนที่ถูกกล่าวหาในข้อหาความมั่นคงร้ายแรง รวมถึงมาตรา ๑๑๒ จาก เหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ทีนี้เวลาเราพูดถึงการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ หรือที่หวังว่าจะเกิดขึ้น ในอีกไม่นานมันมีความสำคัญและมีความหมายอย่างไร ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ที่มองเป้าหมายตรงกันว่าการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ต้องมีเป้าหมายเพื่อที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ให้กับสังคมไทยซึ่งเราอยู่ในวังวนนี้อยู่มาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว อย่างไร ก็ตามก็ต้องเน้นย้ำว่านิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย และไม่ใช่กระบวนการเดียวในการที่ จะยุติหรือคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทย แต่ผมเองและพรรคก้าวไกลยืนยันว่านิรโทษกรรมเป็นประตูบานแรก ๆ ที่สำคัญมาก ๆ ที่จะเป็นเงื่อนไขในการนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งและแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ให้กับ พวกเรา ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการนิรโทษกรรมมีหลายท่านปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ประเทศไทยไม่มีคดีการเมือง ทุกคดีที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการไม่เคารพกฎหมาย ดังนั้นการนิรโทษกรรมจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด เพราะจะทำให้อนาคตจะไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไปถูกไหมครับ แต่ผมอยากให้เรา นึกภาพให้ดี ๆ ว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีการเมืองที่เราเรียกกัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ทางการเมือง มีแรงจูงใจทางการเมือง เราไม่ควรจะมองคดีเหล่านี้เป็นอาชญากรรม หลายคน ต้องคดีถูกดำเนินคดีเพราะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เพราะเชื่อจริง ๆ ว่าตนเองกำลังทำ ในสิ่งที่ถูกต้อง กำลังผลักดันความคิดความฝันในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่ามันดีต่ออนาคตของ ประเทศของเราไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน หลายคนถูกดำเนินคดีเพราะไปแสดงออกในทางการเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อต่อต้านความอยุติธรรม เพื่อต่อต้านการรัฐประหารหรือเพื่อปกป้อง ประชาธิปไตย หลายคนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะมีความคิดที่รัฐหรือหน่วยงานความมั่นคง ไม่อนุญาตให้คิด แค่คิดนะครับ หรือหลายคนเรียกว่าเป็นนักโทษทางความคิด ดังนั้นหลายคดี ก็เป็นการเกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายโดยไม่ชอบธรรมของรัฐ ในแง่นี้คดีทางการเมืองที่เรา พูดถึงจึงถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชน มองในแง่นี้นะครับ การนิรโทษกรรมที่พวกเรากำลังจะไปพูดคุยกันผ่านกรรมาธิการวิสามัญจึงมีทั้งมิติที่เป็น การให้อภัยต่อกัน และมีทั้งมิติของการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนจากความขัดแย้ง ทางการเมืองในรอบเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมทราบดีว่าแม้โดยภาพรวมเราจะเห็น ตรงกันเกือบทั้งหมดเรื่องการนิรโทษกรรม และหวังว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมี อีกหลายประเด็นสำคัญที่เรายังมีความคิดเห็นแตกต่าง หรือยังเห็นไม่ตรงกัน หรือยังเข้าใจ ไม่ตรงกันเสียทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิธีการการนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งขอบเขตและ ข้อจำกัดที่เหมาะสมของการนิรโทษกรรมที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ทั้งกระบวนการก่อนและหลัง การนิรโทษกรรม เป็นต้น ดังนั้นผมเห็นด้วยนะครับ สนับสนุนที่จะให้สภาของพวกเราตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดี การเมือง แล้วมีประเด็นสำคัญที่เพื่อนสมาชิกย้ำหลายครั้งว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้จะต้อง ระมัดระวังว่าจะต้องไม่สร้างให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่นะครับ ผมก็เห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรายึดเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง เราก็ต้องระมัดระวังเหมือนกันว่าอย่าทำ ให้การนิรโทษกรรมที่จะเกิดขึ้นกลายเป็นการนิรโทษกรรมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทางการเมือง ไม่สามารถนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่สามารถนำไปสู่การสร้างความ สมานฉันท์ ไม่สามารถนำไปสู่การถอดสลักระเบิดของสังคมไทยได้ในอนาคต ท่านประธานครับ จนถึงเวลานี้เราต้องยอมรับว่าบ้านเมืองของเรายังไม่ปกติ พื้นที่ในระบบ รัฐสภาของเรา พื้นที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราดูเหมือนจะจำกัดลงเรื่อย ๆ สูญเสียโอกาส ในการที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่เราจะมาแสวงหาข้อยุติความคิดเห็นแตกต่างกัน สูญเสียโอกาส ที่จะกลายเป็นกลไกทางประชาธิปไตยที่จะหาข้อยุติ ความขัดแย้ง หาทางออกความขัดแย้ง อย่างมีวุฒิภาวะ แต่มันยังมีโอกาสอยู่ ผมหวังว่าท่ามกลางพื้นที่ที่จำกัดลงเรื่อย ๆ พวกเราจะ ร่วมมือกันถอดหัวโขนทางการเมืองออก หันหน้ามาพูดคุยกัน เพื่อใช้พื้นที่แห่งนี้พื้นที่ของ สภาผู้แทนราษฎรที่แต่งตั้งขึ้นมาโดยประชาชน ใช้โอกาสครั้งนี้พูดคุยกันในการแสวงหา ทางออกเรื่องการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง เพื่อเป็นประตูบานแรกในการเปลี่ยน ใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนการเมืองของความเกลียดชัง เปลี่ยนการเมืองที่เกิดจากความ เคียดแค้นชิงชังไม่เข้าใจกัน แล้วนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง การเมืองแห่งความรัก การเมืองที่สร้างความเข้าอกเข้าใจต่อกัน สร้างความปรารถนาดีร่วมกัน เพื่อให้พวกเรามีระบบการเมือง มีระเบียบสังคมที่พวกเราอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะไม่มีทางที่จะ เห็นด้วยตรงกันทุกเรื่องทั้งหมด สุดท้ายพรรคก้าวไกลยืนยันอีกครั้ง พวกเราสนับสนุน ญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดย คุณขัตติยา สวัสดิผล ขอบคุณมากครับ