ธิษะณา สนับสนุนร่างนิรโทษกรรม ย้ำคืนยุติธรรม-ผลักดันปรองดอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผู้ต้องคดีจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเน้นความจำเป็นในการคืนความยุติธรรม ยกเลิกคดีผู้เห็นต่าง และผลักดันกระบวนการปรองดองผ่านกลไกตามแบบสากลที่ให้เหยื่อเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมสังคมที่เคารพสิทธิเสรีภาพและไม่หวนกลับสู่ความขัดแย้ง พร้อมย้ำจุดยืนของพรรคก้าวไกลในการส่งเสริมความเปิดกว้างและการสมานฉันท์ผ่านการค้นหาความจริงเพื่อผลักดันสังคมสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคก้าวไกล ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนการตั้ง กมธ. วิสามัญเพื่อศึกษา พ.ร.บ. นิรโทษกรรม แก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิด อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็น ร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่พรรคการเมืองของดิฉันอย่างพรรคก้าวไกล แต่เราจะได้เห็นถึงการรณรงค์ นิรโทษกรรมของภาคประชาสังคมได้มีการทยอยจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและอย่างคึกคัก ในช่วงเวลาที่ใกล้จะถึงนี้ ทั้งนี้ดิฉันอยากขอนำเรียนไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผ่านท่านประธานโดยเน้นย้ำว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ของสังคมไทย แต่มีมานานหลายสิบครั้ง นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญ โดยมีจำนวนทั้งหมดมากกว่า ๒๓ ครั้ง อย่างน้อย ๑๑ ครั้ง และมีตัวละคร ที่เรียกว่า คณะรัฐประหาร มาเกี่ยวข้องในบทบาทของผู้ถูกนิรโทษกรรมหลังจากเข้ามาทำ รัฐประหารอยู่เสมอ ดังนั้นนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ หากคณะรัฐประหารสามารถที่จะ นิรโทษกรรมตนเองได้ ประชาชนก็ต้องสามารถนิรโทษกรรมให้กับประชาชนได้เช่นเดียวกัน และหากร่างกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่เราจะมาใช้แนวทางสันติวิธีในการกำจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีอารยะ อย่างมีวุฒิภาวะ และเคารพในสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนค่ะ ทำไมต้องนิรโทษกรรม คำตอบนั้นง่ายมากค่ะท่านประธาน ไม่มีใครสมควรถูกดำเนินคดีด้วยเหตุผลที่มีความคิด แตกต่างจากคนอื่นในสังคมหรือจากรัฐบาลค่ะ นับจากการเคลื่อนไหวในการแสดงออกของ ภาคประชาชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ จากรายงานของศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน มีผู้ถูก ดำเนินคดีแล้วอย่างน้อย ๑,๙๓๙ คน ในจำนวน ๑,๒๖๔ คดี ยังไม่ย้อนไปถึงปี ๒๕๔๙ มีการ คาดการณ์ว่ามีการดำเนินคดีทางการเมืองแล้ว ๖,๐๐๐ คดี ซึ่งอาจจะมากไปกว่านั้น ๖,๐๐๐ คดีนี้ ไม่ใช่แค่หมายศาล แต่เป็นจำนวนของชีวิตคน จำนวนของครอบครัว จำนวน ของคนรอบข้าง พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายายที่ได้รับผลกระทบจากความเจ็บปวด จากการ ดำเนินคดีกำจัดผู้เห็นต่าง เพียงเพราะสมาชิกในครอบครัวของเขาออกไปแสดงความคิดเห็น ออกไปชุมนุมเพื่อสิทธิ เพื่อเสรีภาพ เพื่อความเท่าเทียม เพื่อประชาธิปไตย และสิ่งที่เขาได้รับ คือลูกกรงและคราบน้ำตาค่ะ ท่านประธานดิฉันขอถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านในนี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้ง มาจากคุณค่าในระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อถือในสิทธิเสรีภาพในการ แสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่มีใครที่ตรวจสอบไม่ได้ ไม่มีใครที่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ ไม่มีใครที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ หากพวกเราในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎร ในฐานะตัวแทน ของพี่น้องประชาชนไม่สามารถรักษาและปกป้องการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ได้แล้ว นี่เป็นสิ่งที่อัปยศที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของพี่น้องประชาชนค่ะ ดิฉัน อยากให้ทุกท่านตระหนักถึงชีวิตของพี่น้องประชาชนในเรือนจำ ชีวิตของพ่อแม่ ชีวิตของลูก ของใครสักคนที่แฝงอยู่ในตัวเลขเหล่านี้ อีกประเด็นที่ดิฉันอยากเน้นย้ำ การนิรโทษกรรม ของพรรคก้าวไกลไม่ได้ตั้งอยู่บนการยกโทษ แต่เป็นการคืนความยุติธรรมให้พวกเขาที่ไม่ใช่ อาชญากร ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ในประวัติศาสตร์โลกไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้ง เกิดสงคราม เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มักมีศาล ที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจหรือวิสามัญเพื่อการปรองดองการสมานฉันท์ การตามหาความจริงจาก ยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพ ตัวอย่างเช่น Nuremberg Trials ศาลอาญาระหว่างประเทศ รวันดา หลังจากมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดา ในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ศาลอาญาระหว่าง ประเทศในอดีตยูโกสลาเวียหรือว่า ICTY ในปี ๑๙๙๓ และที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึง คือ ประเทศแอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา และชิลี ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองหรือที่เรียกว่า Truth And Reconciliation Commission บนพื้นฐานของหลักการคืนความยุติธรรมต่อเหยื่อเพื่อสร้างความปรองดองระหว่างผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ เคารพสิทธิมนุษยชนภายใต้อาณัติและข้อกำหนดของคณะตรวจสอบและค้นหา ความจริง โดยให้มีการเปิดให้มีการเจรจาสารภาพผิดหรือ Confession จากทุกฝ่าย เมื่อมีการ สารภาพผิดก็ต้องมีการให้อภัย รวมกับให้การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้ระบอบ เผด็จการอย่างเป็นธรรมและต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งแนวทางนี้ถูกออกแบบมา เพื่อถอดบทเรียนจากมรดกอันเจ็บปวด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกระทำ ป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อประเทศจะได้ก้าวไปข้างหน้า คณะกรรมการตรวจสอบ และค้นหาความจริง ได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีผลลัพธ์ที่ดีในประชาคมโลก ดิฉันจะ ไม่พูดถึงโครงสร้างคณะกรรมการสมานฉันท์ เพราะเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ แล้ว แต่จะเน้นไปที่กระบวนการ ซึ่งใน Model ของแอฟริกาใต้ นำโดยเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) การสารภาพความผิดหรือ Confession เป็นปัจจัยหลักที่นำมาซึ่ง การนิรโทษกรรมของแอฟริกาใต้ เพราะนำมาซึ่งการเยียวยาทางจิตใจหรือ Closure ของ เหยื่อเป็นกระบวนการที่คล้ายคลึงกับกระบวนการศาล แต่แทนที่ผู้พิพากษาจะให้โทษ กลับกลายเป็นให้การนิรโทษกรรมกับผู้ที่สารภาพผิด หากการกระทำเป็นอาชญากรรม ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองหรือ Politically Motivated Crimes เท่านั้น หรือมีเจตนารมณ์ทางการเมืองทั้งฝ่ายภาครัฐและฝ่ายภาคประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับคดี อาชญากรรมอื่น ๆ เช่น คดีโจรกรรม ทุจริตคอร์รัปชันไม่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่นการเปิดเผย ว่าการบังคับสูญหายได้เอาศพไปซ่อนไว้ที่ไหน ทำอะไรกับเหยื่อบ้าง ให้เหยื่อได้รับรู้ถึง ความเป็นจริง เพราะการที่เหยื่อจะสามารถเยียวยาทางจิตใจได้เขาต้องทราบก่อนว่าพ่อแม่ พี่น้องเขาถูกกระทำอย่างไรบ้าง เสียชีวิตได้อย่างไร ปัจจุบันในประเทศของเรา เหยื่อผู้ถูก บังคับสูญหาย ยังไม่รู้เลยว่าครอบครัวของพวกเขาถูกทำอะไรบ้างและอยู่ที่ไหน แน่นอน มันเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดสำหรับทั้ง ๒ ฝ่าย ถ้าท่านเคยดูสารคดีของกระบวนการ สมานฉันท์ในแอฟริกาใต้ ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ร้องไห้ แล้วก็สารภาพต่อความผิด แล้วก็มีความ เจ็บปวดจากผู้เสียหายและเหยื่อ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาทางจิตใจหรือ Finding Closure ให้กับเหยื่อได้ คือการตามหาความจริง และการรับทราบความจริง ซึ่งของแอฟริกาใต้ ไปไกลกว่าเราด้วยซ้ำ คือทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ และฝ่ายประชาชนได้รับการนิรโทษกรรมจากทั้ง ๒ ฝ่าย ร่างของพรรคก้าวไกลมีเพียงประชาชนที่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่ของแอฟริกาใต้ เขาได้รับการนิรโทษกรรมถ้าสารภาพผิด สารภาพผิดคุณก็จะได้รับการให้อภัย เช่น ในชิลี ครอบครัวของเหยื่อที่ถูกระบุโดยคณะกรรมการในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่จะคืนความยุติธรรมให้นั้นจะทำการตรวจสอบทุกเดือนตามขอบเขตอำนาจของรัฐบาลใหม่ เพื่อค้นหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อและครอบครัว พร้อมมีคณะกรรมาธิการ Restrict ที่จะช่วยเสริมสร้างประเทศจากยุคเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย ในแอฟริกาใต้ ใช้กลไกความปรองดอง โดยจัดตั้งคณะกรรมการตามหาความจริงในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อฟื้นฟูรักษาเยียวยาเหยื่อในยุคแบ่งแยกสีผิวหรือที่เรียกว่า Segregation พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติอย่าง พวกเราในการคานอำนาจกับกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ประสิทธิภาพ อย่างที่ทุกท่านทราบดี ว่ามีการถกเถียงกันหลายครั้งถึงบทบาทกฎหมายต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการดำเนินคดี ทางการเมือง หลายท่านในพรรครัฐบาลดิฉันจะขอสงวนไม่อภิปราย ต่างเคยยืนยันว่าตัวบท กฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา หากแต่ผู้บังคับใช้ต่างหากที่บิดเบี้ยวและนำกฎหมายไปดำเนินคดี กับประชาชนที่ไม่มีความผิด คำถามคือแล้วอย่างไรต่อ รัฐบาลและพรรครัฐบาลในขณะนี้เคย ได้แสดงความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหรือไม่ หรือสนใจเพียงแต่จะช่วยผู้ป่วย ท่านหนึ่งให้ออกมาจากเรือนจำให้ได้ ความยุติธรรมของพวกเราไม่เหมือนกันหรือคะ แม้ว่า พรรคของท่านจะได้เป็นรัฐบาลมากกว่าครึ่งปีแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรี ชื่อคุณเศรษฐา ทวีสิน แล้ว แต่ประเทศนี้ก็ยังคงมี การดำเนินคดีทางการเมืองแก่ผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เคยลดลง ดังนั้นแล้วหากเพื่อนสมาชิกและ พรรครัฐบาลท่านอื่น ๆ ยังพอเชื่อในความยุติธรรม เชื่อในประชาธิปไตย เชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในสิทธิมนุษยชน ดิฉันขอเน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ด้วยการลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม การกระทำความผิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องทาง การเมืองนี้ค่ะท่านประธาน

ประเด็นสุดท้าย ดิฉันจะปิดท้ายคือความเปิดกว้างและการสมานฉันท์ของ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทุกท่าน ทุกท่านจะได้เห็นความจริงใจของพวกเราพรรคก้าวไกล ในการ สมานฉันท์ปรองดองเพื่อผลักดันสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า ซึ่งคณะกรรมการค้นหาความจริง เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์กับการจัดการสภาพการเมืองหลังความขัดแย้ง เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดรองจากการเปิดเผยความจริง โดยที่มีเหยื่อเป็นศูนย์กลางในแนวนี้ และแนวทางกระบวนการปรองดองในสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตย ขอบพระคุณค่ะ