สหัสวัต ชี้ นิรโทษกรรมคือความยุติธรรม ไม่ใช่ลดโทษอาชญากร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายเรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยชี้ให้เห็นว่านิรโทษกรรมคือความยุติธรรม ไม่ใช่การลดโทษอาชญากร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ล้างประวัติอาชญากรรม ชดเชยเยียวยาผู้ที่ลี้ภัย และตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแสวงหาความจริง สหัสวัต คุ้มคง กล่าวขอบคุณรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเชิญชวนให้ท่านธิษณา ชุณหะวัณ ขึ้นกล่าว

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ครับ เราต้องเริ่มจากคำถามว่าทำไมเรา ต้องนิรโทษกรรม คำว่า นิรโทษกรรม ดูจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวของใครหลาย ๆ คน เพราะเรื่องนี้ ถูกทำให้เป็นเรื่องของการเมืองเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่อง ของความยุติธรรมและเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นมาดูเหมือนว่า การพูดถึงการนิรโทษกรรมนั้นจะเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องน่าเกลียด น่ากลัว แต่ในความ เป็นจริงการนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดในสังคมไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลง การปกครองในปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน มีการนิรโทษกรรมมาแล้ว ๒๒ ครั้ง แต่มีเพียง ๓ ครั้ง ที่เป็นการนิรโทษกรรมให้ประชาชน ส่วนอีก ๑๙ ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ทำการ รัฐประหาร การนิรโทษกรรมนั้นคืออะไร ผมอยากจะย้ำตรงนี้ การนิรโทษกรรมคือการคืน ความยุติธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง ไม่ใช่การลดโทษอาชญากรอย่างที่เรา คิด ๆ กัน สิ่งที่ผมอยากจะชวนคิดคืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เรามีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมดเกือบ ๔,๐๐๐ คน คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร ไม่ใช่ โจรมืออาชีพ แต่คนเหล่านี้คือคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ออกมาเรียกร้อง เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมิติชีวิตของพวกเขาเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิเหล่านี้ เอาไว้ มีคดีที่ไม่สมเหตุสมผลเยอะแยะเลยครับ เช่น คดี พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ควรจะใช้เพื่อยับยั้ง การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นคดีการเมืองครับ การออกมาเรียกร้องเหล่านี้ครับกลับถูกมองจากรัฐ โดยเฉพาะรัฐเผด็จการอำนาจนิยม มองว่าเป็นปฏิปักษ์ ก็จับกุม คุมขัง ยัดข้อหา ทำลายชีวิตเขา กดหัวให้เขาไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเรียกร้องต่อ คดีการเมืองที่ผมพูดนั้นไม่ได้หมายถึงแค่คดี การชุมนุมทางการเมืองครับ แต่เราอาจต้องนำคดีหลาย ๆ คดีเข้ามาพิจารณาใหม่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งตั้งปี ๒๕๔๙ ที่เริ่มเกิดความแตกแยกในสังคมและเกิดการรัฐประหาร หลังการรัฐประหาร ก็เกิดความอยุติธรรมขึ้นมาก เช่นการตั้ง คตส. ขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอดีตนายกท่านหนึ่ง และหากไปดูรายชื่อของ คตส. เอง คนเหล่านี้ก็ล้วนแต่นับได้ว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงทั้งนั้น นี่เป็นความอยุติธรรมแบบหนึ่ง และแม้แต่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หลายต่อหลายคน ถูกจับกุมคุมขัง โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีความด้านความมั่นคง ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ของการเมืองครับ ในปี ๒๕๕๓ ผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกจับกุมหลายต่อหลายคนติดคุกหลายปี จนออกมาแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายต่อหลายคนที่ เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมครับ ปัจจุบันยังไม่ได้ความยุติธรรมเลยครับท่าน ผมเสนอว่า ในวันนี้สังคมเรามีความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นนี้ เพื่อที่ให้สังคมของเราเดินต่อไปได้ การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ต้องทำทันทีครับ สำหรับผู้ชุมนุมทางการเมืองคดีเหล่านี้ต้อง ได้รับการปล่อยตัวและยุติการดำเนินคดีอย่างทันทีครับ มากไปกว่านั้นคดีอื่น ๆ ที่เป็นคดี ความมั่นคงต้องนำมาพิจารณาใหม่ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงจริงหรือไม่ และจะมีแนวทาง พิจารณาคดีอย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด และสำหรับคนที่เคย ติดคุก มีคดีก็ต้องมีการล้างประวัติอาชญากรรมให้ครับ และที่สำคัญครับต้องได้รับการชดเชย เยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งเวลาและโอกาสที่เขาสูญเสียไปในช่วงที่สูญเสียอิสรภาพครับ นอกจากคนที่สูญเสียอิสรภาพ เพื่อนพี่น้องหลาย ๆ คนต้องพรากจากบ้านต้องลี้ภัยไปอยู่ ต่างประเทศ คนเหล่านี้ก็ต้องได้รับการกลับบ้านอย่างมีศักดิ์ศรีครับ ต้องมีการล้างมลทิน ให้กับเขาครับ หลายคนที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ยังมีมลทินติดตัว เช่น นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ อากง ที่ติดคุกจากคดี ๑๑๒ จนเสียชีวิต จนถึงป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่มี การล้างมลทินใด ๆ ไม่มีการเยียวยา ดังนั้นแค่การล้างโทษผู้ที่อยู่ในคุกก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากการนิรโทษกรรมแล้วอีกเรื่องที่ผมอยากจะย้ำคือเรื่องของความยุติธรรม การยกเลิก โทษเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน แต่อีกเรื่องที่ผมอยากจะย้ำอีกสักครั้งคือเรื่องของความยุติธรรม แม้หลาย ๆ คนอาจได้รับ อิสรภาพ ได้รับเงินชดเชยแล้ว แต่เราต้องไม่จบแค่นั้น สิ่งเหล่านั้นเป็นก้าวแรกครับ แต่ก้าว ต่อไปคือการคืนความยุติธรรม ความยุติธรรมที่ว่าคืออะไรบ้าง ความยุติธรรมที่ผมหมายถึง คือ การได้รับรู้ความจริงหรือต้องแสวงหาความจริง หรือเราต้องตั้ง Truth Commission หรือคณะกรรมการค้นหาความจริงขึ้นมานั่นละครับ กระบวนการค้นหาความจริงเป็นเรื่อง สำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยค้นหาความจริง การนิรโทษกรรมทุกครั้งเป็น แค่การล้างโทษ แล้วก็ลืม ๆ กันไป สิ่งที่เราต้องสร้างคือต้องสร้างประวัติศาสตร์บาดแผลครับ ทุกวันนี้เรามีประวัติศาสตร์ชัยชนะว่าเรายิ่งใหญ่กว่าใคร เราเก่งขนาดไหน เรารบชนะมา กี่ครั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจดจำ แต่เราไม่มีประวัติศาสตร์บาดแผลเลยที่จะบอกว่าเราเคย ผิดพลาดอะไรบ้าง เราเคยรบราฆ่าฟันกันเอง เราเคยมีการสังหารหมู่กลางเมือง เราจะต้อง ไม่เดินกลับไปเส้นทางนั้นอีกครับ ทุกวันนี้ญาติพี่น้องหลายคนของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ทางการเมืองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนพรากชีวิตพ่อแม่พี่น้องลูกหลานของเขาไป หลายคน ได้รับเงินชดเชยครับ แต่เงินชดเชยก็เป็นเพียงแค่ช่วยเยียวยาปากท้องเล็กน้อย ไม่ได้ช่วย เยียวยาบาดแผล ไม่ได้ช่วยตอบความจริงว่าคนเหล่านั้นจากเราไปด้วยเหตุอันใด มีตัวอย่างจาก ต่างประเทศหลายที่ที่เรานำมาเป็น Model ได้ แต่ตัวอย่างนั้นจะไม่มีคุณค่าเลยหากเราไม่ นำมาใช้ ประเทศเราอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป เราต้องการความจริงครับ เรา ต้องการรู้ว่าผู้สูญเสียในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ใครต้องรับผิดชอบ การเสียชีวิตของหลายท่านที่ โดนอุ้มหายในต่างประเทศ เช่น คุณวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ สุรชัย แซ่ด่าน หรือเสธแดงที่ถูก ยิงท่ามกลางสื่อมวลชน ผู้เป็นบิดาของท่านผู้เสนอญัตติ ขออภัยที่ต้องพาดพิงครับ คนเหล่านี้ ควรต้องได้รับความยุติธรรมครับ แล้วผมยืนยันว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความจริง เราพูดกันเสมอครับว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมให้อภัยกัน ซึ่งผมเห็นด้วยครับ แต่ผมอยาก เห็นสังคมไทยให้อภัยกันไม่ใช่ในแบบที่เราทำกันอยู่ คือลืม ๆ มันไป แล้วบอกว่าเราก้าวข้าม ความขัดแย้ง แต่จริง ๆ แล้วในใจก็ยังขัดแย้งยังแค้นกันอยู่ การจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จริง ๆ ได้ ต้องเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ครับ คือการขอโทษครับ แล้วไม่ใช่การขอโทษส่ง ๆ ขอโทษแล้วจบไปครับ แต่เราต้องขอโทษขอโพยกันอย่างจริงใจและยอมรับผิดอย่างจริงจังว่า ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ผมเคยทำเรื่องเหล่านี้ ขอโทษอย่างใจจริงครับ และพร้อมรับผิดตามที่สมควรได้ครับ แบบนี้ กระบวนการให้อภัยถึงจะเริ่มกันได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วเราถึงจะเดินหน้าต่อกันได้ แบบนี้ ถึงจะเป็นความสง่างามของการนิรโทษกรรม ผมสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วผมหวังว่าประเทศไทยจะมีการนิรโทษกรรมที่เป็น การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยเวทีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ โดยสมาชิก ทุกท่านในห้องนี้ ไม่ใช่แค่การนิรโทษกรรมให้ตัวเองคณะรัฐประหารเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมา ผมอยากเห็นการนิรโทษกรรมเป็นการนิรโทษกรรม ผมคาดหวังว่าเราจะสร้าง Amnesty Bill ขึ้นมาได้จริง ๆ ไม่ใช่ Amnesia Bill หรือความจำเสื่อมลืม ๆ กันไป การให้อภัยต้องมาพร้อม กับการจดจำ การบันทึกลงในประวัติศาสตร์ว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เราเห็นว่า เราเคยทำผิดพลาดอะไรบ้าง แล้วเราต้องไม่กลับไปทำผิดพลาดซ้ำอีก ไม่ใช่หลงลืมกันไปแล้ว กลับมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ต้องไม่ใช่การล้างไพ่ในกระดานครับ แต่ต้องเป็นการชำระ ประวัติศาสตร์ครับ ขอบคุณครับ