วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางนิรโทษกรรม พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมและยกเลิกการใช้กฎหมายปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ถูกดำเนินคดีและครอบครัว
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายสนับสนุน ญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในครั้งนี้ ประเทศเราได้ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งรุนแรง มาหลายเหตุการณ์ครับ เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในที่นี้และพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านทราบกันดีครับว่าตลอดระยะเวลา กว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ หรือเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายใดก็ตาม สีเสื้อไหนก็ตาม จนมาถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเยาวชน คณะราษฎรช่วงปี ๒๕๖๓ ซึ่งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาความแตกแยกของ แนวคิดทางการเมืองได้สร้างปมและฝังรากของความขัดแย้งในหมู่ประชาชนและในสังคม อย่างยาวนาน นี่เป็นเรื่องยากและความท้าทายที่จะนำสังคมไปสู่ความสงบสุขและปรองดองกัน ท่านประธานครับ ก็จริงอยู่ที่ว่าการนอนอยู่บ้านเฉย ๆ การไม่ใช้เสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็น การไม่ออกไปชุมนุมก็ไม่โดนจับก็ไม่โดนคดี แต่มันก็มีหลายคนที่ทนไม่ได้ที่เห็น สังคมนี้ไม่เป็นธรรม ที่เห็นสังคมนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เห็นสังคมนี้ไม่มีเสรีภาพในการคิด การพูด การอ่าน การเขียน จึงออกมาเรียกร้องสิทธิเหล่านี้เพื่อคืนความปกติสุข คืนความ เป็นธรรมสู่สังคมนี้ แน่นอนครับว่าตามประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยมันไม่มีนิยาม ของคำว่า นักโทษการเมือง เราต้องกลับไปดูที่มูลเหตุของการกระทำหรือมูลเหตุของข้ออ้าง ที่อาศัยเป็นหลักแห่งการกล่าวหาในทางอาญาว่าเป็นมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ เมื่อมี เหตุจูงใจทางการเมืองนั้นแล้ว นั่นละครับนักโทษคดีการเมือง การดำเนินคดีการเมืองต่าง ๆ โดยรัฐนั้นเป็นการผลักภาระและการสร้างภาระทางคดีให้กับประชาชนผู้ที่ถูกดำเนินคดีครับ การที่ผู้คนออกมาแสดงถึงความคิด ความเชื่อ ความฝัน ถือเป็นสิทธิเป็นเสรีภาพของ ประชาชนที่สามารถกระทำได้ แน่นอนครับว่ามันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ราคาที่ประชาชนต้อง จ่ายนั้นคือเสรีภาพของตนเองครับ คำถามของผมคือว่า โทษกับการกระทำมันได้สัดส่วนกัน หรือไม่ ท่านประธานครับ หากเราลองถอดบทเรียนในระยะสั้น ๓-๔ ปีที่ผ่านมา เราจะเห็น ถึงการใช้กฎหมายปิดปาก ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๒๑๕ มาตรา ๒๑๖ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แม้กระทั่ง พ.ร.บ. ความสะอาด ก็ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อระงับยับยั้งประชาชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมือง โจมตีผู้เห็นต่างทางการเมืองเพื่อให้ผู้คนที่ออกมาชุมนุมประท้วงหยุดการเคลื่อนไหว หยุดการ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ สร้างพันธนาการที่ผูกรั้งด้วยข้อกล่าวหาต่าง ๆ ทำให้ผู้ต้องหาที่ถูก กล่าวหาต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ มากมายครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่ การงาน บางคนถูกเลิกจ้าง ถูกไล่ออก เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง เมื่อถูกเลิกจ้างก็ย่อมส่งผลกระทบในด้านอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียง กระทบไปยังเครือญาติ บางครอบครัวที่ผมประสบพบเจอถึงกับตัดญาติมิตรกันนะครับ ต่อมาความรุนแรงในครอบครัวอันเนื่องมาจากความเห็นทางการเมืองที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น ทีนี้มันก็มีข้อเท็จจริงตามมาในภายหลังว่าในหลายคดีศาลก็ได้ยกฟ้องไป แต่ว่าสิ่งที่ ผู้ถูกกล่าวหาหรือว่าจำเลยเหล่านั้นไม่ได้รับกลับคืนมาก็คือความยุติธรรม ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมเป็น สส. เมื่อผมเป็นทนายความที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ทำงานร่วมกับ ทนายแจม ท่าน สส. ศศินันท์นี่ละครับ ผมได้ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาทางการเมืองมา หลายคดี ผมได้เห็นความทุกข์ที่พวกเขาเหล่านั้นต้องประสบพบเจอความคับแค้นใจ บางคน ต้องเดินทางไกล ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ก่อนฟ้องบางทีต้องไปรายงานตัว หลายเดือนกับทางอัยการ และค่าเดินทางมันเกินกำลังทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือผู้ถูก กล่าวหาเหล่านั้น ท่านประธานครับ ผู้ต้องหาทางการเมืองแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่าง กันครับ บางคนต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินเดือนหรือสวัสดิการที่ดีเหมือนกับพวกเราที่อยู่ใน ที่ประชุมแห่งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาบางท่านไม่มีทุนทรัพย์ในการดำรงชีวิต การเลี้ยงดูครอบครัว ซ้ำร้ายบางท่านไม่มีเงินจ้างทนาย ไม่มีเงินในการต่อสู้คดี ไม่มีเงินในการประกันตัวก็ติดคุก ไปพลางก่อนครับ เหมือนที่ใช้งบงบประมาณไปพลางก่อนนี่ละครับ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ เขาเหล่านั้นติดคุกจริง ๆ ครับท่านประธาน ใช้เสรีภาพของตัวเองจริง ๆ ตัวจริง ๆ ที่ติดคุก ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นคนเหมือนกับพวกเราครับ พวกเขาต่างมีครอบครัว ต่างมีคนรัก ต่างมีคุณพ่อ ต่างมีคุณแม่ ต่างมีคนที่รอคอยอยู่ แต่ว่าบางคนที่ไม่มีญาติมาหาก็เพราะ ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ ติดคุกไม่สนุกแน่ ๆ ครับท่านประธาน โดยเฉพาะติดคุกโดยที่ตัวเขาเองไม่ใช่เป็นอาชญากรโดยแท้ ติดคุกเพราะการใช้เสรีภาพใน การพูด ในการคิด ในการเขียน ในการแสดงความคิดเห็น ผมเข้าใจหัวอกของญาติผู้ต้องขัง ดีครับว่าต้องเจออะไรบ้าง เจอแรงกดดันขนาดไหน มีความทุกข์ มีความคับแค้นใจแค่ไหน ในการที่คนรัก คนใกล้ชิดของเขาต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นเพียงแค่ ต้องการแสดงความคิดเห็น แสดงออก และต้องการเห็นประเทศที่มันดีขึ้น ท่านประธานครับ อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามและผมถือว่าเป็นปัญหาสำคัญครับ ยังมีผู้ต้องขัง ยังมีผู้ต้องหา ทางการเมืองอีกหลายคนที่ยังอยู่ในเรือนจำ พวกเขาถูกตัดสิน ถูกคุมขังเพราะแสดงความ คิดเห็น ความเชื่อ ความคิดทางการเมือง หลายคนที่ปัจจุบันนี้แม้แต่สิทธิในการประกันตัว ต่อสู้คดีเขายังไม่ได้รับเลยครับ ซึ่งสิทธิในการประกันตัวนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานโดยแท้ครับ ไม่นับผลกระทบด้านจิตใจที่พวกเขาได้รับเมื่อถูกพรากเสรีภาพ เพียงเพราะเขามีความ ต้องการที่จะเห็นสังคมดีงามแบบพวกเราครับ ท่านประธานครับ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกท่าน ต้องหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน หาทางออกร่วมกัน ผ่านกลไกของรัฐสภาแห่งนี้ สังคมไทย ปัจจุบันประชาชนได้ตื่นรู้ ประชาชนได้ตื่นขึ้นมาแล้วครับ เราต้องยุติความขัดแย้งที่สั่งสม มาอย่างยาวนาน คืนความยุติธรรมทั้งทางคดี ทั้งทางมิติของสังคมให้กับทุกฝ่าย ให้กับ ทุกสีเสื้อ ให้กับทุกมุ้งของการชุมนุม ทุกคนมีสิทธิที่จะยึดหลักการแนวคิดของตนเอง ไม่มีใคร ควรต้องถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงออกทางความคิดภายใต้สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ รองรับไว้ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างหวังดีกับบ้านเมือง เพียงแค่เราเห็นไม่ตรงกัน ไม่ได้หมายความ ว่าเราจะต้องเอาพวกเขาเหล่านั้นเข้าคุกเข้าตะราง พวกเขาเหล่านั้นถูกพรากเสรีภาพไปจาก พวกเขา พรากพวกเขาไปจากคนรัก มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องยุติสิ่งเหล่านี้ เห็นต่างใช่ว่า จะเป็นอาชญากร เห็นต่างใช่ว่าจะไม่รักชาติบ้านเมือง สุดท้ายเมื่อเราได้ถกเถียงกันเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคการเมืองก็ดี จากภาคประชาชนก็ดี ถกเถียงกัน อย่างจริงจังหาทางออกที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้ แม้บางท่านไม่เห็นด้วยกับร่างของ พรรคก้าวไกล แม้บางท่านจะไม่เห็นชอบที่จะนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดี ๑๑๒ แต่ขอให้ สภาแห่งนี้ที่เป็นสภาของผู้แทนราษฎรรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนทางความคิดอย่าง จริงจัง เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นจากมูลเหตุทางการเมืองก็ควรใช้การเมือง ใช้กลไกของรัฐสภา แห่งนี้คลี่คลายหาทางออกและยุติความขัดแย้งทางการเมือง คืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องหา ทางการเมือง เรามาไกลเกินกลับไปนับหนึ่ง ประวัติศาสตร์ที่มันขาดครึ่งเรามาร่วมกันเขียน ผมจึงขอเป็นอีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญนิรโทษกรรมแก่บุคคล ซึ่งได้รับความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในทางการเมืองนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน