ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือการนิรโทษกรรมในหลายมิติทั้งในบริบทภายในประเทศและเวทีโลก โดยเน้นว่าการนิรโทษกรรมคดีการเมืองเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการตื่นรู้ของรัฐบาลใหม่ในการยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และส่งเสริมการสมานฉันท์เพื่อเยียวยาความขัดแย้งทางสังคม พร้อมทั้งย้ำความจำเป็นในการยกเลิกการดำเนินคดีมาตรา 112 และผลักดันให้รัฐบาลแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ สนับสนุนการเข้าสู่สถานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ การนิรโทษกรรมจะช่วยยกระดับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และจะเป็นการแสดง เจตนารมณ์ที่ทรงพลังของรัฐบาลไทยใหม่ในการพลิกโฉมสิทธิมนุษยชนที่เคยถูกประณาม ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ค่ะ และการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ก็จะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง เจตนารมณ์ของประเทศไทยว่า เราได้ตระหนักแล้วว่าการใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการ ขจัดศัตรูทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ สำหรับดิฉันการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ มีความหมายอยู่ ๓ ความหมายด้วยกัน
ข้อที่ ๑ คือความหมายต่อรัฐบาลภายใต้การนำของคุณเศรษฐา ทวีสิน เพราะ การนิรโทษกรรมในครั้งนี้จะเป็นการบ่งบอกว่ารัฐได้ตื่นรู้ถึงข้อผิดพลาดจากการใช้เครื่องมือ ทางกฎหมายในอดีตมาประหัตประหารบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง และแม้ว่าการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของคุณเศรษฐา ทวีสิน แต่อย่างไรก็ตามการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายแห่งเจตนารมณ์ที่บอกชัดต่อ สังคมโลกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้
๒. คือความหมายต่อสังคมไทย นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งทาง การเมืองที่ร้าวลึกในระดับภาคประชาชนที่มีมาอย่างยาวนานไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้น ที่ไม่ใช่แค่การแสร้งยิ้ม จับมือ จูบปากกัน แต่มันคือการริเริ่มชำระล้างความอยุติธรรม และบาดแผลทางจิตใจที่ไม่ว่าประชาชนฝ่ายใดก็แล้วแต่เราล้วนแต่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน
๓. เป็นเรื่องที่สำคัญคือความหมายของประเทศไทยในเวทีประชาคมโลก ท่านประธานคะการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จะพลิกโฉมหน้าสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย จากที่เละเทะย่อยยับมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่คนของกระทรวงการต่างประเทศของเรา จะต้องแบกรับความกดดันเวลาที่เราไปประชุมกับประชาคมโลกที่เขาต่างก็ส่ายหน้าให้กับ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหลังรัฐประหารตอน ปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา และที่สำคัญคือการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จะเป็นความก้าวหน้าอย่างเป็น รูปธรรมอย่างที่สุดในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติของประเทศไทย ซึ่งในเรื่องนี้ดิฉันต้องขอแสดงความชื่นชมและ ขอสนับสนุนรัฐบาลไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ และที่สำคัญเราจะได้เลิกพูดกัน สักทีนะคะว่าเรามีสิทธิมนุษยชนแบบไทย เพราะเมื่อเราเข้าไปสู่ภาคีของ UN แล้วนะคะสิทธิ มนุษยชนเป็นเรื่องของสากลเป็นแนวคิดสากล ไม่ได้มีการแบ่งว่าเป็นสิทธิมนุษยชนตาม ประเทศไทยหรือตามประเทศตะวันตก ไม่มีนะคะ แต่ว่ามันเป็นสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับ ทุกคน และการแสดงความเห็นต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในไทย จาก UN หรือ จากนานาประเทศนั้นก็ไม่ใช่การแทรกแซงของ UN หรืออเมริกาแต่อย่างใด แต่มันคือ การช่วยกันประคับประคองให้ประเทศสมาชิกของ UN ร่วมกันรักษามาตรฐานบรรทัดฐาน ของโลกเราไว้ อย่างที่ดิฉันกล่าวไปว่าการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จะมีความหมายต่อประเทศไทย ในเวทีประชาคมโลกอย่างมาก และรัฐบาลไทยเองจะต้องทำงานหนักในด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
การนิรโทษกรรมเกี่ยวอะไร ดิฉันขอพูดถึงในที่นี้นะคะ สำหรับดิฉันค่ะดิฉัน คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการนิรโทษกรรมในครั้งนี้เราจะรวมคดีทางการเมืองหรือการใช้ กฎหมายและการกระทำของรัฐในการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนที่เห็นต่าง ตั้งแต่การชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรในช่วงปี ๒๕๔๙ เรื่อยมาจนถึงการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรในช่วง ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา และหากเราค้นพบตัวเลขเราจะพบว่าตัวเลขคดีความนั้นน่าตกใจ เป็นอย่างยิ่ง ดิฉันขอยกข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมาเรามีสถิติประชาชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ แล้วอย่างน้อยถึง ๒๖๓ คน และที่น่าหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่งในจำนวนนี้มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปีถึง ๒๐ คนด้วยกันที่ถูก ดำเนินคดีด้วยมาตรานี้ นี่คือความเป็นจริงของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทย ในขณะที่เราเข้าไปเป็นภาคีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วยกันถึง ๗ ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ระบุชัดว่าประเทศไทยจะต้องสนับสนุน ปกป้องและคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพในการ แสดงออก การแสดงความคิดเห็นแล้วก็การชุมนุมโดยสงบของประชาชน ท่านประธานคะ การจะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาตินั้น ดิฉันเชื่อว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองคือหนึ่งในบททดสอบที่นานาประเทศเขากำลังจับตามอง ประเทศไทยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาผู้รายงานพิเศษ ของ UN ได้แสดงข้อกังวลอย่างร้ายแรงต่อคำพิพากษาลงโทษจำคุก ๘๗ ปี ลดโทษแล้วเหลือ ๔๓ ปี ๖ เดือน ในกรณีของคุณอัญชัญ ปรีเลิศ และเรียกร้องให้ไทยยุติการดำเนินคดีการตั้ง ข้อกล่าวหากับทุกคนที่กำลังถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะในคดีมาตรา ๑๑๒ การที่จะเข้าไปเป็น ส่วนหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเขาก็ได้มีการให้คำแนะนำสำหรับ ประเทศที่สนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งและที่สมัครรับเลือกตั้ง ๑. ควรที่จะต้องมีการประกัน และมีการชดเชยการเยียวยาการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในประเทศของคุณ ๒. คือจะต้องมีแผน อุดช่องโหว่ที่เป็นข้อท้าทายต่อสิทธิมนุษยชนในประเทศของคุณ นั่นหมายถึงว่าเราจะมาอ้าง สิทธิมนุษยชนแบบไทย ๆ แล้วขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ประชาคมโลกเขากำลัง พูดถึงกันไม่ได้ อย่างมาตรา ๑๑๒ ที่เราจำเป็นที่จะต้องร่วมกันหารือถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์บนมาตรฐาน สิทธิมนุษยชนสากล ๓. คือการปฏิญญาว่าจะยึดมั่นในการสนับสนุนแล้วก็คุ้มครองสิทธิ มนุษยชนในมาตรฐานสากล และ ๔. สุดท้าย คือการให้ความร่วมมือกับกลไกของ UN ไม่ว่า จะเป็นการเชิญผู้รายงานพิเศษของ UN เข้ามาตรวจสอบ มาติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในประเทศไทยซึ่งก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยเราได้ปิดกั้นในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ อีกมากมายที่ประเทศไทยควรจะต้องคำนึงถึง ซึ่งหนึ่งในนั้น ดิฉันคิดว่าเราเองรัฐบาลไทยหากให้ความสำคัญกับการเข้ามานั่งในตำแหน่งของคณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เราไม่อาจเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือ Recordation ต่าง ๆ ที่สหประชาชาติเขาให้กับประเทศไทยไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการยุติการดำเนินคดี ทางการเมืองกับผู้ที่เห็นต่างของรัฐได้ ท่านประธานคะ ไม่มีเวลาอื่นอีกแล้วค่ะที่เหมาะสม ไปกว่านี้แล้วที่เราจะเริ่มแสดงคำมั่นสัญญาให้กับประชาคมโลกได้ประจักษ์เห็นอย่างชัดเจน ด้วยการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนี่ไม่เพียง เพื่อเป็นการริเริ่มการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยเท่านั้น แต่มันยังเป็นโอกาสของ ประเทศไทย รัฐบาลของคุณเศรษฐา ทวีสิน ที่จะพลิกโฉมหน้าสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และยกระดับของประเทศเราให้ไปถึงมาตรฐานสากล พร้อมกับการชิงตำแหน่งที่นั่งของ Human Rights Council ในสหประชาชาติค่ะ ขอบคุณค่ะ