วีรภัทร คันธะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

วีรภัทร คันธะ หารือแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อจัดการกับอาชญากรรมทางการเมืองและสร้างความปรองดองในสังคมหลังเผด็จการ โดยเสนอกลไกเฉพาะนอกเหนือจากกระบวนการยุติธรรมปกติ พร้อมสนับสนุนญัตติที่สอดคล้องกับนโยบายพรรคก้าวไกล เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมประชาธิปไตยเต็มใบและสากล

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับก่อนหน้านี้ท่านประธาน ที่ปรึกษาพรรค เพื่อนร่วมพรรคของผมก็ได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้วเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง การสร้าง ความสมานฉันท์ การคืนความยุติธรรมให้กับบ้านเมือง ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ประชาชนหรือแม้แต่สถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนิรโทษกรรมไปแล้วนั้น ผมอยาก จะใช้โอกาสนี้แจ้งให้ทุกท่านถึงความน่ายินดี ๒ ประการของประเทศไทย

ข้อที่ ๑ ประเทศไทยและพี่น้องประชาชนชาวไทยเราไม่ได้เป็นชาติหรือ ประเทศเดียวที่เผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เราเผชิญปัญหาเหล่านี้พร้อมกันกับมวลมนุษยชาติ ในระดับโลก แค่ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างช่วงเวลากันครับ ปีนี้ครบรอบ ๒๐ ปี ของถ้อยแถลง คุณ Kofi Annan รายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคง โดยเลขาธิการสหประชาชาติในยุคที่ ทั่วโลกเผชิญสงครามหลากหลายมิติ ปากท้อง ศาสนา ความเชื่อ ค่านิยม เป็นขั้วขัดแย้ง ที่ใหญ่และแทบจะครอบคลุมคนเป็นพันล้านคนทั่วโลก การจะเข้าใจยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง เราต้องเชื่อได้ก่อนว่าสังคมจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ กระบวนการและ กลไกที่มุ่งคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมที่เพิ่งผ่านพ้นจากระบอบเผด็จการ และผ่านการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความยุติธรรมและความปรองดองอย่างมีเหตุผล เป็นถ้อยแถลงแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ถูกหยิบมาถกเถียงและใช้อย่าง กว้างขวางในช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ซึ่งในขณะนั้นหลายประเทศโดยเฉพาะแอฟริกา และลาตินอเมริกาเพิ่งผ่านพ้นระบอบเผด็จการที่ใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองตั้งแต่ระดับที่ โหดร้ายที่สุด อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การก่อสงครามกลางเมือง การสังหารหมู่ การซ้อม ทรมานและอุ้มหาย จนถึงการดำเนินคดีทางการเมืองกับประชาชนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ เรื่องดังกล่าวเป็นโจทย์ใหญ่ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยว่าจะจัดการกับกรณี การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลก่อนหน้าก่อไว้ และคลี่คลายความขัดแย้งที่หยั่งรากลึก ในสังคมอย่างไร ผู้ผลักดันแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเชื่อว่าการจัดการกับ โจทย์เหล่านี้ มิใช่การหมกมุ่นกับอดีต แต่หากมุ่งจะคลายปมปัญหาปัจจุบันและผลักดันให้ สังคมเดินหน้าสู่อนาคตได้ ทั้งคืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อความรุนแรง ปลดปล่อยสังคมจาก วงจรการใช้ความรุนแรงและสมานรอยร้าว เพื่อให้สังคมนั้นเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่เคารพหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เหตุการณ์ความรุนแรงในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สะท้อนว่า หากจะสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านให้เกิดขึ้นจริง ควรมีการออกแบบ กลไกเฉพาะที่นอกเหนือไปจากกระบวนการอาญาทางปกติ เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองและนโยบายรัฐ หลายครั้งกระบวนการ ความยุติธรรมของประเทศนั่นเองก็เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใช้ ความรุนแรงต่อพลเมืองได้ ดังนั้นกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมภายใต้โครงสร้างเดิม ของสังคม จึงไม่สามารถจัดการกับอาชญากรรมทางการเมืองที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อเหตุได้ หากเจาะลงไปลึกอีกสักนิด หากคำว่า สงครามเย็น นั้นกว้างเกินขอบเขตไป ท่านก็จะพบกับ ประเทศที่เหลือเชื่อว่าพวกเขามักถูกยกเป็นตัวอย่างของเคสกฎหมายนิรโทษกรรมจากทั่วโลก ก็คือ ประเทศแอฟริกาใต้กับประเทศอาร์เจนตินา ประเทศแอฟริกาใต้มักถูกยกให้เป็นตัวอย่าง ของการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างประนีประนอม คือไม่ดำเนินคดีกับ ผู้กระทำผิด แต่ก็ไม่ถึงกับยกเว้นความผิดและเพิกเฉยต่อความรุนแรงในอดีต บริบทความขัดแย้ง ในขณะนั้นเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายแบ่งสีผิว โดยรัฐบาลคนผิวขาวเมื่อคนผิวดำ ลุกขึ้นต่อต้านก็เกิดการปราบปราม กักขังและซ้อมทรมานจนนำไปสู่การจับอาวุธปะทะกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย หลังจากที่แอฟริกาใต้ถูกนานาชาติคว่ำบาตร และกดดันให้ยุติการดำเนินนโยบาย แบ่งแยกสีผิว จึงได้มีการจัดการเลือกตั้งและเจรจาออกกฎหมายส่งเสริมความเป็นเอกภาพ และความสมานฉันท์ เพื่อสะสางกับเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น โดยกำหนดกลไก ๓ ข้อคือ แสวงหาความจริง นิรโทษกรรมและเยียวยาฟื้นฟูผู้เสียหาย พร้อมตั้งคณะกรรมการเพื่อความจริงและความปรองดอง ไม่ใช่คณะกรรมการหลอก ๆ ที่ใช้ เพื่อพวกพ้องของตัวเอง การนิรโทษกรรมใน Model แอฟริกาใต้นับเป็นการเปลี่ยนความหมาย และวิธีการนิรโทษกรรมในยุคสมัยนั้น คือไม่ใช่ลบล้างความผิดเพียงอย่างเดียว แต่กำหนด เงื่อนไขให้ผู้กระทำผิดที่ต้องการได้รับการนิรโทษกรรมจะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ และเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของตน ส่วนคณะกรรมการ ก็มีหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดนั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง หรือไม่ ผู้กระทำความผิดจะได้รับการปลดเปลื้องความผิดก็ต่อเมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัย ว่าการกระทำความผิดจริง และมีการประกาศต่อสาธารณะแล้วเท่านั้น เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ แอฟริกาใต้ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการสร้างความยุติธรรม คือคณะกรรมการ ที่เอาจริงเอาจังเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกฝ่ายและยึดโยงกับประชาชนโดยตรง จนได้รับการ ยกย่องให้เป็นต้นแบบของคณะกรรมการค้นหาความจริง แอฟริกาใต้ใช้วิธีการเปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ จัดเวทีให้ผู้สมัคร ตอบคำถามต่อสาธารณะ จากนั้นให้ประธานาธิบดีเป็นผู้คัดเลือกรายชื่อสุดท้าย และในรายชื่อ เหล่านั้นยังต้องได้รับการลงนามรับรองโดยบุคคลสำคัญในกระบวนการต่อต้านการเหยียด สีผิว อาทิ Nelson Mandela ผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น รวมถึงบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของ สังคมอีกจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม อีกสัก ๑ ประเทศ ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นตัวอย่างของประเทศที่พยายามผลักดันกลไกทุกข้อ แม้จะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน และเผชิญกับอุปสรรคที่ทำให้ความยุติธรรมก้าวถอยหลังไประหว่างทางบ้าง แต่ในท้ายที่สุด ก็สามารถเปิดเผยความจริงสู่สังคมและนำตัวกลุ่มทหารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาดำเนินคดี และได้รับการลงโทษสำเร็จ ภายในระยะเวลา ๗ ปีที่ระบอบเผด็จการทหารครองอำนาจ ในอาร์เจนตินา มีประชาชนจำนวนมากที่เป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเหยื่ออุ้มหาย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารกักตัวไว้ในค่าย ถูกซ้อมทรมานก่อนที่จะถูกฆ่า และนำศพไปทิ้งตามที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนกว่า ๓๐,๐๐๐ คน การกวาดล้างประชาชนอย่างเป็น ระบบนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งรัฐบาลได้รับแรงกดดันจากนานาชาติและประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจคืนอำนาจให้กับประชาชนและออกกฤษฎีกานิรโทษกรรม ให้พวกตัวเองก่อนลงจากอำนาจ ภายใต้แรงกดดันขององค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาชน อาร์เจนตินา รัฐบาลใหม่เริ่มต้นสะสางอดีตอันโหดร้าย ด้วยการยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรม ตัวเองของกองทัพ พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อไต่สวนกรณีที่บุคคลถูกทำให้ สาบสูญ แต่เพื่อลดแรงปะทะกับกองทัพที่ยังคงมีอำนาจทางการเมืองอยู่ คณะกรรมการชุดนี้ จึงถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทั้งหมดและมีอำนาจอย่างจำกัด เช่น ไม่สามารถเรียกพยาน มาให้ปากคำได้ อย่างไรก็ดีผลงานของคณะกรรมการชุดนี้กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคม เป็นอย่างมาก มีการเปิดเผยรายละเอียดของคดีทรมานฆาตกรรมและอุ้มหายโดยกองทัพ อย่างละเอียด จนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในสังคมให้ดำเนินคดีต่อกองทัพและฝ่ายความมั่นคง แต่ก่อนที่อาร์เจนตินาจะสามารถนำตัวนายทหารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาขึ้นศาลได้ก็ต้องใช้ เวลาผลักดันกว่า ๒๗ ปี โดยมีฝ่ายกองทัพคอยกดดันและคัดค้านไม่ให้กระบวนการยุติธรรม เดินหน้าอยู่ตลอด กุญแจสำคัญของอาร์เจนตินาคือความต่อเนื่องในการผลักดันทั้งรัฐบาล และภาคประชาสังคม รวมถึงความพยายามพลิกแพลงหาช่องทางดำเนินคดี เช่น เรียกร้องให้ มีการไต่สวนความจริงในศาล เพื่อเรียกตัวพยานหรือจำเลยมาสอบสวนให้ปากคำ แม้จะ ไม่มีอำนาจตั้งข้อกล่าวหาหรือลงโทษ แต่กลไกนี้ก็ทำให้เกิดการรวบรวมหลักฐานเก็บไว้ใช้ เมื่อเงื่อนไขสังคมเปลี่ยนไป ประสบการณ์ในอาร์เจนตินาและแอฟริกาใต้ต่างเป็นเครื่องยืนยัน ว่าการแสวงหาความยุติธรรมหลังเหตุการณ์ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องในอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ หากสังคมร่วมกันผลักดันกลไกต่าง ๆ โดยไม่หยุดอยู่แค่การนิรโทษกรรม ความหวังที่จะ เปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความยุติธรรมย่อมมีมาถึงเสมอ จากความน่ายินดี ข้อที่ ๑ คือประเทศเรา ไม่ได้เผชิญหน้าความท้าทายในการทำร่างนิรโทษกรรมอยู่ประเทศเดียวในโลก ก็ต้องขอแสดง ความยินดีกับข้อที่ ๒ เพราะว่าสิ่งที่ดูยากก็ยังพอเป็นไปได้ ไม่ได้หมดหวังเหมือนที่ใคร หลอกลวง

สุดท้ายแล้วครับผ่านข้อเสนอที่สอดคล้องกับนโยบายพรรคก้าวไกลและเป็น นโยบายที่เราใช้หาเสียงใน ๓๐๐ นโยบายการเลือกตั้งที่พี่น้องประชาชนเลือกเราเข้ามา เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมประชาธิปไตยเต็มใบ และเป็นประชาธิปไตยสากล ผม สส. ในฐานะ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนและประชาชนของประเทศในเวทีโลกขอสนับสนุนญัตติดังกล่าว ขอบคุณครับ