สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ชญาภา สินธุไพร สนับสนุนญัตติด่วนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

นางสาวชญาภา สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ท่านประธานที่เคารพคะ จากสถานการณ์ ความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นับเป็น ระยะเวลายาวนานถึงเกือบ ๒๐ ปี จนเกิดการสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน อิสรภาพ ของประชาชน ในห้วงเวลาดังกล่าวมีนักศึกษา ประชาชน จำนวนมากที่ถูกดำเนินคดี เกี่ยวข้องกับการแสดงออกและการเรียกร้องทางการเมือง ทั้งถูกดำเนินคดี ถูกจับกุมคุมขัง เดินเข้าออกเรือนจำ สูญเสียอิสรภาพนับครั้งไม่ถ้วนค่ะ เพียง เพราะความเห็นต่างทางความคิด และคิดต่างทางการเมืองกับผู้มีอำนาจในขณะนั้น หลายคน ต้องเผชิญชะตากรรมแสนสาหัสและเป็นช่วงชีวิตที่ลำบาก ในครอบครัวที่มีคนติดคุก ๑ คน ก็เหมือนติดคุกกันทั้งบ้าน เพราะสมาชิกในครอบครัวก็ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือมีวิถีชีวิตได้ ตามปกติสุขอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาในอดีต และเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว วันนี้เราต้อง เปิดใจให้กว้าง มองเห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คน ซึ่งเป็นความจริงที่ต้องคงดำรงอยู่ ในสังคมประชาธิปไตย แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายและแตกต่างนี้ได้ค่ะ การนิรโทษกรรมจึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์เพื่อให้สังคม เดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ดีร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทั้งจากพรรคการเมืองก็ดี และจาก ความคิดเห็นของภาคประชาชนก็ดี ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเกิดขึ้น เพราะต่างก็คือมีหมุดหมายในการคืนชีวิตใหม่ให้แก่ประชาชน ให้สังคมได้เริ่มต้นใหม่เดินหน้า ต่อไปได้ แต่ในเนื้อหารายละเอียดที่มีความอ่อนไหวความละเอียดอ่อนทางสังคมก็จำเป็นต้อง ไปพูดคุยกันในหลายประเด็นต่อไป เพื่อให้การตรากฎหมายเกิดการยอมรับมากที่สุดจาก ทุกฝ่ายและเป็นไปอย่างรอบคอบ และไม่ให้การตรากฎหมายดังกล่าวเกิดเป็นความขัดแย้งใหม่ ขึ้นอีก และสามารถสำเร็จและเกิดขึ้นได้จริง เพื่อเป็นการปลดล็อกพันธนาการให้กับพี่น้อง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ดิฉันจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษา การตรากฎหมายนิรโทษกรรมนี้ เพื่อพูดคุยในรายละเอียดและได้ร่วมถกเถียงในรายประเด็น โดยไม่ใช่การเปิดพื้นที่ของความขัดแย้งใหม่ แต่เพื่อเปิดพื้นที่ความปลอดภัยให้เกิดการถกเถียง ในรายละเอียดได้ของทุกฝ่ายอย่างครบถ้วนค่ะ ท่านประธานที่เคารพเพื่อให้ประเทศได้ เดินหน้าสร้างความปรองดองของคนในชาติ การแก้ไขความขัดแย้งคงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ ฝ่ายนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเพียงเท่านั้นค่ะ แต่น่าจะกลับมาที่ฐานสำคัญที่สุดก็คือ ประชาชน เพราะเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งทางความคิด มีการต่อสู้ทางการเมือง ของคนหลายกลุ่ม และเกิดเป็นผลกระทบมากมาย มีคนต้องคดีความจากการต่อสู้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อบริบทของสังคมทั้งฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง และภาค ประชาชนต่างก็หยิบยกเรื่องนิรโทษกรรมขึ้นมาถกเถียงในเวลานี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วม แสวงหาจุดร่วม และหาทางออกร่วมกันในสังคม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีประชาชนออกไป ต่อสู้เคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง ผ่านไปหลายปีก็ยังต่อสู้คดีการเมืองนี้อยู่ ถ้าเราไม่คิด หาทางคลี่คลายแก้ไข นั่นหมายความว่าสังคมนี้จะมีคนยุคหนึ่งที่อยู่กับการขึ้นโรงขึ้นศาล ถูกจองจำ ถูกกักขัง ถูกทำให้ขาดอิสรภาพแบบนี้ไปอีกนานหลายสิบปี ซึ่งไม่ใช่สัญญาณบวก และจะเป็นบาดแผลทางความคิดแบบนี้ต่อไปค่ะ การคลี่คลายแก้ไขร่วมกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองกลายเป็นเรื่องของการ เผชิญหน้าหรือเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งใหม่ เราต้องช่วยกันนำพาประเทศไปยืนอยู่จุด ที่ตั้งต้นกันใหม่ มีทิศทางการเมืองที่ใครที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ เห็นแย้งกันได้ แต่อยู่ ร่วมกันอย่างสันติภายใต้กติกาที่ชอบธรรมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดิฉันจึงเห็นด้วยและ สนับสนุนญัตติด่วนในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นประตูบานแรกในการสร้างบรรยากาศ ของความปรองดองสมานฉันท์ของคนในสังคมและของชาติค่ะ ขอบคุณค่ะ