วรายุทธ สนับสนุนนิรโทษกรรม ชี้ดับวังวนขัดแย้ง-เร่งถกกรรมาธิการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

วรายุทธ ทองสุข หารือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณานิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยย้ำถึงประวัติศาสตร์การนิรโทษกรรมในไทยที่มักเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจ พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการพิจารณาในครั้งนี้คำนึงถึงความยุติธรรมและครอบคลุมทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

นายวรายุทธ ทองสุข จันทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคก้าวไกล ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่วันนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลได้เสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลเองก็ได้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไว้แล้ว และยังมีร่างกฎหมาย จากพรรคอื่น ๆ อีก เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ รวมทั้งยังมีร่างกฎหมายของภาคประชาชน อีก ๑ ฉบับ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการล่ารายชื่อ ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเมืองทั้งในและนอกสภาในวันนี้พวกเราเห็นตรงกันในหลักการที่ว่าจะต้องมีการทำอะไร สักอย่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง อย่างไรก็ตามผมทราบดีว่าในรายละเอียด ร่างกฎหมายแต่ละฉบับเสนอแตกต่างกันออกไป เช่น การระบุให้ชัดเจนถึงช่วงเวลา เหตุการณ์ ข้อหาและบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องนำไป ถกเถียงกันต่อในขั้นตอนของกรรมาธิการและการร่างกฎหมาย ประเทศไทยตกอยู่ในวังวน แห่งความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยรอบล่าสุดถ้านับตั้งแต่การรัฐประหาร ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบัน ก็กินเวลาชีวิตของพวกเรามาแล้วมากกว่า ๑ ทศวรรษ และถ้าย้อนกลับไปที่ รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็เท่ากับว่าพวกเราอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่า ๑๘ ปี เข้าไปแล้ว ผมย้อนนึกถึงตัวเองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเมื่อ ๑๘ ปีก่อน ตอนนั้นผมยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุแค่ ๑๗ ปี ปัจจุบันผมอายุ ๓๕ ปีแล้วครับ ก็เท่ากับว่าความไม่ปกติทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นตอนนี้อยู่กับตัวผมมาเกินครึ่งชีวิตไปแล้ว จากคนที่ไม่สนใจการเมือง ไม่ได้อยากยุ่งกับการเมือง วันนี้ต้องกลายมาเป็นนักการเมือง กลายมาเป็นผู้แทนราษฎรอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ท่านประธานครับ สำหรับประเทศไทย การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ ระยะเวลา ๙๐ กว่าปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เราเคยออก กฎหมายระดับพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว อย่างน้อย ๒๓ ครั้ง ในจำนวนนั้น ๑๑ ครั้ง เป็นการนิรโทษกรรมแก่บรรดาคณะรัฐประหาร ที่เข้ามายึดอำนาจ ซึ่งการรัฐประหาร ๒ ครั้งล่าสุดที่เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในปัจจุบัน ก็คือรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ คณะรัฐประหารก็นิรโทษกรรมตัวเองไว้ในรัฐธรรมนูญ การเขียนนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร คือมักนิรโทษกรรม การกระทำความผิดไว้อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทุกการกระทำและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ การใช้อำนาจรัฐ แล้วไม่ได้ระบุว่านิรโทษกรรมให้ความผิดฐานใดเป็นการเฉพาะ นอกจาก การนิรโทษกรรมคณะรัฐประหารที่ทำกันเป็นปกติแล้ว ในประวัติศาสตร์ของการนิรโทษกรรม ทั้งหมด ๒๓ ครั้ง ยังมีอีกถึง ๖ ครั้ง ที่มีการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้ผู้พยายามทำ การรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จแล้วกลายเป็นกบฏ ดังนั้นถ้ารวมการนิรโทษกรรมทั้งหมด ๒๓ ครั้ง จะเห็นว่ามีจำนวน ๑๗ ครั้ง ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารที่ทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ ถ้าเห็นข้อมูลเช่นนี้แล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าการนิรโทษกรรมในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะถูกใช้ เพื่อตอบสนองและเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำ หรือผู้มีอำนาจมากกว่าการทำรัฐประหาร เพียงเท่านั้น แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการนิรโทษกรรมกับผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจ เช่นกัน ซึ่งในอดีตมีเหตุการณ์การชุมนุมครั้งสำคัญอยู่ ๓ ครั้งด้วยกันครับท่านประธาน ที่นำไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ครั้งที่ ๑ เหตุการณ์การชุมนุม ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์การชุมนุม ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และครั้งสุดท้ายก็คือจากการชุมนุมพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ กฎหมายจะกำหนดขอบเขตด้านเวลาว่าหากกระทำสืบเนื่องจากการชุมนุมภายใน วันใดบ้างจึงจะถูกนิรโทษกรรม แต่ไม่มีขอบเขตด้านฐานความคิด ฐานความผิดไม่มีข้อยกเว้น ข้อหาใดเป็นพิเศษ กำหนดไว้อย่างกว้าง ๆ ว่าหากการกระทำของบุคคลผิดกฎหมายใด ให้ถือว่า ไม่ผิดกฎหมาย เช่นเหตุการณ์ชุมนุมช่วง ๖ ตุลาคมมีคดีที่กระทบกับสถาบันเบื้องสูงก็ได้รับ การนิรโทษกรรม และแน่นอนว่าทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐก็จะได้รับ การยกเว้นการกระทำผิดเสมอ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของ ผู้ชุมนุมด้วยก็ตาม ผมเข้าใจดีว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เป็นความต้องการให้ คณะกรรมาธิการพิจารณาหลักการของการนิรโทษกรรมโดยรอบคอบและรัดกุม รวมทั้งได้รับ การยอมรับทุกภาคส่วน และวางรายละเอียดการนิรโทษกรรมตามแบบฉบับที่จะต้องมีการระบุ ให้ชัดเจนถึงช่วงเวลา เหตุการณ์ ข้อหาและบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งการอภิปราย ตั้งแต่ต้นของผมก็อยากจะขอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เห็นว่าในอดีตที่ผ่านมาการนิรโทษกรรม ที่แม้จะไม่ตรงไปตามหลักการบ้าง แต่สุดท้ายไม่ว่าจะข้อหาอะไร คดีอะไรที่เกิดขึ้นกับประชาชน ทั่วไปไม่เคยมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นจะไม่นิรโทษกรรม สุดท้ายผมหวังว่าการตั้งกรรมาธิการ ชุดนี้จะสร้างหลักประกันและพื้นที่ปลอดภัย มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและเป็นต้นทาง ในการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองกันในสังคมไทยให้ได้ ขอบคุณครับ