ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางนิรโทษกรรมอย่างรอบด้าน โดยชี้ถึงความจำเป็นจากปัญหาคดีการเมืองที่เพิ่มขึ้นและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง พร้อมเสนอให้พิจารณาการยกเว้นความผิดแก่ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ใช้อำนาจรัฐในอดีต เพื่อส่งเสริมความปรองดองและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืน
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอสนับสนุนญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ตามที่เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอ ต่อท่านประธานไว้ นั่นก็เพราะว่าเราเห็นว่าสถานการณ์ในทางการเมืองของบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากมีการรัฐประหารครั้งล่าสุดนั้นมีการดำเนินคดีทางการเมือง สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดสถิติจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานยอดตั้งแต่ เริ่มการชุมนุมของเยาวชนปลดแอก ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ คือสิ้นปีที่ผ่านมานี้เอง มีประชาชนถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์การชุมนุม และการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย ๑,๙๓๘ คน ในจำนวน ๑,๒๖๔ คดี ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี จำนวน ๒๘๖ ราย และจากจำนวนคดี ๑,๒๖๔ คดีดังกล่าว มีจำนวน ๔๖๙ คดีที่ดำเนินการแล้วเสร็จ แต่ท่าน ประธานทราบไหมว่ามีอีกกว่า ๗๙๕ คดีที่ยังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ความขัดแย้ง ทางการเมืองไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นเพียงทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังฝังรากมาตั้งแต่สมัยที่มี การชุมนุมหลากสีเสื้อ ด้วยความเชื่อและอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกฝ่ายมีแง่มุมและวิธีการที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายที่อยากเห็นประเทศไทยที่ดีขึ้น กว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. หรือว่ากลุ่มคน เสื้อแดง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง คณะกรรมการ ประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือ กปปส. จนถึงบรรดาขบวนการนักศึกษาและ ประชาชนฝ่ายต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ขั้วต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นโจทย์ ใหญ่ในทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองและรัฐบาลในปัจจุบัน ดิฉันขอหยิบยก การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายนิรโทษกรรมของไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๔ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ตีพิมพ์ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑ มาให้ เห็นภาพว่าการนิรโทษกรรมมันไม่ได้จำกัดเพียงแค่ประเภทเดียว แต่ในรอบ ๗๐-๘๐ ปีที่ผ่าน มานี้เราแบ่งการนิรโทษกรรมออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ
ประเภทแรก ได้แก่ การยกเว้นความผิดให้แก่ผู้ยึดอำนาจการปกครอง ซึ่งถือ เป็นปฏิบัติหลังการยึดอำนาจการปกครองสำเร็จค่ะ
ประเภทที่ ๒ เป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดด้านความมั่นคง โดยอาศัยอำนาจรัฐ อาศัยการใช้หลักกรุณาในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
และประเภทที่ ๓ การนิรโทษกรรมยกเว้นความผิดให้แก่ผู้เข้าร่วมการชุมนุม เรียกร้องทางการเมือง ซึ่งเป็นการยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนึ่ง การนิรโทษกรรม หรือ Amnesty มีรากศัพท์คือการลืม การลืมซึ่งเป็นแก่นแท้ของกฎหมายนิรโทษกรรม ที่ตราขึ้นภายหลังการกระทำความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มีผลย้อนหลังไปให้ช่วงกระทำความผิด เป็นการพ้นผิดเสมือนไม่ได้กระทำผิดมาก่อน หรือเราจะเรียกว่าการลืมหรือในเชิงกฎหมาย ก็ว่าได้ เพื่อไม่ให้บุคคลที่ทำการเคลื่อนไหวหรือมีความเชื่อทางการเมืองของตนเองต้องติดพัน แล้วก็พัวพันกับคดี ทำให้สังคมก้าวข้ามความขัดแย้งนำไปสู่ความสมานฉันท์ แต่ท่านประธาน ทราบไหมคะ ในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาและในช่วงแห่งการรัฐประหารที่มีการรัฐประหาร ติดต่อกันถึง ๒ ครั้ง ข้อมูลที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือคดีทางการเมืองเกิดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในการแสดงออกในปัจจุบัน แม้กระทั่งคดีในอดีตที่ติดพันมา ดังนั้นประเด็นการนิรโทษกรรม จึงไม่เคยเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีความพยายามยื่นกฎหมายในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมานี้ไม่ต่ำกว่า ๑๔ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากภาคประชาชน กลุ่มการเมือง หรือแม้อำนาจทางการทหาร แต่กลับไม่มีร่างใดประสบความสำเร็จเลย ซึ่งสะท้อนให้เห็น แล้วว่ากฎหมายนิรโทษกรรม ณ ปัจจุบันเป็นเรื่องยาก แต่มี ๒ ร่างที่ผ่านได้ ก็คือร่างของ คณะรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ ที่นิรโทษกรรมตนเองสำเร็จได้ การนิรโทษกรรม ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันเป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งในทางการเมืองไทย ที่ฝังรากลึกมานานนับทศวรรษ และนี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่เราจะได้เรียนรู้และจดจำ ก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ไปสู่ความปรองดองภายใต้รัฐบาลใหม่ ซึ่งก็สอดรับกับ นโยบายของนายกเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ ว่า การนิรโทษกรรม การปรองดองระหว่างประชาชนทั้งประเทศ ตนเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ในรัฐบาลชุดนี้ และจะทำให้ประเทศเดินหน้าไปข้างหน้า ได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ท่านประธานคะเราทุกคนในที่นี้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เราตระหนักในหน้าที่ เราจะพบว่าแต่ละพรรคการเมือง แต่ละกลุ่มการเมืองก็มีข้อเสนอการตรานิรโทษกรรม ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในแง่ของช่วงเวลาจะนิรโทษกรรมให้กับการกระทำในช่วงเวลา ใดบ้าง การชุมนุมครั้งไหนอย่างไร หรือแม้แต่ในแง่บุคคลและประเภทคดี สิ่งเหล่านี้ยัง ไม่ได้รับการตกผลึกเลยค่ะ ทั้งนี้เป็นสาระสำคัญของกฎหมายนิรโทษกรรม พรรคเพื่อไทย นำโดยรองชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ประกาศจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนว่า การนิรโทษกรรมประเด็นเหล่านี้คือทางออกที่ดีที่สุด ดังนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุดจึงเป็นทางออกค่ะ ดังนั้นดิฉันต้องการเน้น ย้ำเจตนารมณ์ของ สส. พรรคเพื่อไทย ต้องการให้มีการศึกษาในรายละเอียดอย่างรอบคอบ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างกฎหมายให้เป็นไปเพื่อการจัดการปัญหาในทาง การเมืองแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เพื่อบัญญัติกฎหมายแบบทั่ว ๆ ไป และที่สำคัญไม่ใช่เพื่อ ปลุกเร้าความเห็นต่างและก่อชนวนความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญเป็นพื้นฐาน ที่ดิฉันต้องการเรียนไปถึงท่านประธานให้สภาผู้แทนราษฎรมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาการตรากฎหมายฉบับนี้ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ย้ำอีกครั้งค่ะ เราไม่อาจย้อนอดีต หรือลืมอดีตได้ค่ะ แต่เราแก้ไขให้ปัจจุบันดีขึ้นได้ การนิรโทษกรรมในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งในการเมืองไทย ขอบคุณค่ะท่านประธาน