พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายสนับสนุนการนิรโทษกรรมในฐานะเครื่องมือลดความขัดแย้งและส่งเสริมเสถียรภาพทางการเมือง เน้นย้ำว่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากดำเนินการด้วยเป้าหมายชัดเจน และควรเป็นกระบวนการสมานฉันท์ที่รวมการเปิดเผยความจริง ความรับผิดชอบ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริง โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์การนิรโทษกรรมในประเทศไทยที่เคยเกิดขึ้น 22 ครั้งและไม่ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ขอลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของพรรคก้าวไกล ในญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผมไม่ทราบมาก่อนครับว่าท่านประธานกรุณาให้เวลาผมถึง ๑๐ นาที แล้วก็เตรียมตัวมา สำหรับการอภิปรายสั้น ๆ ไม่ให้วนเวียนซ้ำซาก จริง ๆ ใช้เวลาแค่ ๒-๓ นาทีก็พอ แต่ถ้า ท่านประธานจะกรุณาขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไรก็จะพยายามอภิปรายให้กระชับมากที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้เป็นการกินเวลาสภาแห่งนี้ จึงขอเริ่มต้นด้วยการอภิปรายถึงสาระสำคัญกับสิ่งที่ อยู่ในจิตใจของผมเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม มีอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะเรียนไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนผ่านท่านประธาน ว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัวเสมอไป ถ้าเรา มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าเราดูเอกสารประกอบการพิจารณาของทางสภาที่ได้เตรียมไว้ ประเทศไทยเคยนิรโทษกรรมมาแล้วทั้งหมด ๒๒ ครั้งด้วยกัน และถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เรานิรโทษกรรมเพื่อที่จะลดความขัดแย้งในสังคม เพื่อที่จะเพิ่มเสถียรภาพให้กับการเมือง เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ เพื่อที่จะคืนพ่อให้กับลูกสาวที่ยังเล็กได้ เพื่อให้คนที่อยู่ ที่ต่างประเทศที่เคยมีความเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐได้กลับมาสู่มาตุภูมิประเทศ ของเขา ผมก็คิดว่าการนิรโทษกรรมไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัว หรือมีภาพที่เป็นลบตลอดเวลา
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าโอกาสในการรับนิรโทษกรรมไม่ควรจะถูกผูกขาดกับ คณะรัฐประหาร หรือคนคิดที่จะล้มล้างการปกครองเพียงอย่างเดียว ไม่ควรที่จะผูกขาดกับคนที่ ต้องการจะบ่อนเซาะ คนที่ต้องการจะทำลายระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ที่ผมพูดอย่างนี้ผมอ้างอิงจากเอกสารของสภาครับท่านประธาน ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปี ๒๕๕๗ ไม่ว่าจะเป็นครั้งไหน ผมเห็นว่าจะมีตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ เป็นครั้งเดียวกระมังครับที่อยู่ในสมัยของ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่เป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่นอกจากนั้นนิรโทษกรรมผู้กระทำการ ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศ ความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรในฐานะกบฏ นี่คือสิ่งที่เราไม่ควรที่จะอนุญาตให้การผูกขาดในการนิรโทษกรรมอยู่กับคณะรัฐประหาร เพียงอย่างเดียว อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ที่อยู่ในใจผม
ประเด็นที่ ๓ เรื่องการนิรโทษกรรมไม่ใช่แค่เรื่องการให้พ้นผิดทางกฎหมาย การนิรโทษกรรมภาษาอังกฤษบอกว่า Amnesty เป็นภาษามาจากภาษากรีก แปลว่า Amnēstía แปลว่า ทำให้ไม่ต้องจำ ทำให้ลืมไป ผมคิดว่าประเทศไทยต้องก้าวผ่านเรื่อง แค่การพ้นผิดทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เราควรที่จะคิดเรื่องนี้เป็นโอกาสในการสร้าง ความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ เราควรจะมีการป้องกันให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดความโปร่งใสเสีย หรือ Transparency ทำให้เกิดการเสาะหาข้อเท็จจริงเสีย หรือ ที่เรียกว่า Fact-Finding จนกระทั่งในที่สุดแล้วมีการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ หรือที่เรียกว่า Public Apology แล้วทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็จะทำให้ Reconciliation หรือความ สมานฉันท์ ความปรองดองนั้นเกิดขึ้นในชาติได้จริง ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่สังคมไทยจะ สามารถก้าวเกินกว่าแค่เรื่องการนิรโทษกรรม เพราะเป็นแค่จุดจุดหนึ่งเท่านั้นในการที่จะทำ ให้ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยนั้นน้อยลงและมีเสถียรภาพ มีสมาธิพอที่จะใช้ พลังของพวกเราในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นการเมืองเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องของการศึกษาก็ตาม เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับกันก่อนครับว่าเราอยู่ในช่วงความ ขัดแย้งทางการเมืองไทย อย่างน้อยนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยายน สร้างบาดแผล อย่างร้าวลึกในสังคมไทย ตั้งแต่สงครามสีเสื้อมาจนถึงการลุกขึ้นเรียกร้องของเยาวชน คนรุ่นใหม่ นำไปสู่ ๑๐ กว่าปีที่สูญหาย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙-๒๕๖๗ การเมืองไทยประสบพบผ่าน นายกรัฐมนตรี ๗ คน ไม่นับรักษาการนายกรัฐมนตรี ๒ คน รัฐประหาร ๒ ครั้ง รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ม็อบใหญ่ต้านรัฐบาล ๙ ระลอก การปะทะปราบปรามสลายม็อบ ๕ ยก คนล้มตาย เรือนร้อย บาดเจ็บเรือนพัน เศรษฐกิจเสียหายหลายแสนล้านบาท เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรม ของเราในครั้งนี้เราต้องไม่คิดเฉพาะคนที่ทำรัฐประหาร แต่ควรที่จะคิดที่เหยื่อของคนที่โดน ทำรัฐประหาร เราต้องคิดถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายจากรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ มาจากการทำรัฐประหาร ไม่ใช่จำเป็นที่จะต้องนิรโทษกรรมเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับผู้ที่ออกมา เรียกร้องทางการเมืองนะครับ ทวงคืนผืนป่า ข้างหลังผมคือประธานที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม บอกผมว่าคนที่จะต้องติดคุกเพราะนโยบายของรัฐในช่วงรัฐประหาร ๘๐,๐๐๐ กว่าคดีครับ ผมสอบถามไปที่วิชาการของสภาบอกผมว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าคดีครับ ประมง IUU ติดอยู่ ๓,๐๐๐ กว่าคดีครับ ยังไม่รวมคนคดีเหมืองอีกหลายพัน ยังไม่รวมคดี SLAPP ที่โดนรัฐฟ้องปิดปากประชาชนอีกไม่รู้เป็นจำนวนเท่าไร คราวนี้ถ้าเราตั้งหลักกันได้ ว่าเวลาที่จะนิรโทษกรรมเมื่อไร ถ้าท่านประธานฟังผมพูดอยู่ท่านประธานคงนึกออกว่า อย่างน้อยย้อนหลังไปถึงปี ๒๕๔๙ ใครได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง สิ่งที่ผมพูดไปท่านประธาน ก็คงพอที่จะเอาออก กระบวนการที่จะทำไม่ใช่แค่บอกว่าเป็นการยุติคดีทางอาญา แต่คือ การเยียวยา คือการออกมารับผิดชอบทางสาธารณะ มีการทำ Public Apology ไม่ให้เกิด วัฒนธรรมผิดลอยนวล ไม่ได้แค่การนิรโทษกรรมของคนที่สั่งฆ่า แต่คนที่ถูกฆ่าด้วย พูดในมุม ของทนายที่ต่อสู้ในเรื่องนี้มาโดยตลอด พูดในแง่ของผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพอยู่ในคุก พูดในมุมของคนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพในการอยู่ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา และต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ เท่านั้นละครับมันถึงจะเป็นการนิรโทษกรรมที่รอบคอบ ที่ได้รับการบรรลุไปจนถึงเป้าหมายที่ประเทศไทยต้องการ ณ ปัจจุบัน ซึ่งถ้าในการทำแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นกระดุมเม็ดแรกที่เราสามารถจะตั้งต้นได้ทั้ง ๓ อธิปไตยของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันที่ ๑ ทางฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีสั่งตำรวจได้เลยครับ ชะลอคดี เราสามารถที่จะบอกว่ามีกระบวนการแบบนี้ เกิดขึ้นอยู่ในรัฐสภา การตีตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกำลังจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ในแง่ของการบริหารสามารถมีอำนาจบริหารจัดการได้ ในฝ่ายของอัยการศาลต้องวินิจฉัยคดี ด้วยความรัดกุมรอบคอบและเป็น Fact Best ที่ฐานของข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่เอา อารมณ์หรือเอาอย่างอื่นมาตัดสินด้วย ในฝ่ายของรัฐสภาก็สามารถที่จะเข้าสู่สภาแล้ว อภิปรายความแตกต่างของ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน และรวมถึง ข้อคิดเห็นของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่จำเป็นว่าจะต้องให้โอกาสในการ ตีกรอบการนิรโทษกรรมอยู่แค่ผู้แทนราษฎร แต่ควรจะรวมไปถึงราษฎรด้วย เพราะฉะนั้น อันนี้ ๓ เสาหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายตุลาการ ก็สามารถที่จะสร้างบรรยากาศที่ดี สร้างบรรยากาศสมานฉันท์เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า ต่อไปได้ หลังจากนี้ครับท่านประธาน จะมีการลงรายละเอียดของเพื่อน สส. พรรคก้าวไกล ในหลาย ๆ มิติ มิติที่ ๑ เราจะคุยเรื่องนิรโทษกรรมในมิติของอดีต ปัจจุบัน แล้วก็อนาคต จะมีเพื่อนสมาชิกมาพูดในมิติของการนิรโทษกรรมเฉพาะในประเทศไทย และตัวอย่าง ที่สำคัญ ๆ ในต่างประเทศ และมิติที่ ๓ จะมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นอภิปรายในมุมมองของ ทนายสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้เรื่องนี้มาโดยตลอด รวมถึงพูดในมุมมองของผู้ที่ถูกฟ้องร้องในรัฐ ให้การอภิปรายในครั้งนี้เป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุมและสามารถทำเนื้อในการอภิปรายนี้ ไปตั้งเป็นวาระในการประชุมของกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ผมขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ