ขัตติยา สวัสดิผล เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอย่างรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง สร้างความปรองดองและคืนความเป็นธรรมให้ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดขอบเขตของกฎหมายอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้งซ้ำซ้อน ไม่ให้เป็นการนิรโทษกรรมความผิดต่อชีวิต และเน้นการรับฟังทุกฝ่ายเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยที่สภาพการณ์ในปัจจุบัน สังคมไทย มีความขัดแย้งทางความคิดที่ต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้มีนักศึกษาและประชาชนต้องถูก ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องทางการเมืองจำนวนมาก ซึ่งแนวทางที่จะนำมาใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ต้องคดีดังกล่าว ส่วนหนึ่งคือการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งกฎหมายนิรโทษกรรมในอดีตถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายบริหารที่มาจากการ ยึดอำนาจ โดยตราเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับตนเองผ่านสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในระยะหลังได้บัญญัติ เรื่อง การนิรโทษกรรมไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และได้มีการนิรโทษ กรรมการกระทำทั้งในอดีตและการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดังเช่นตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แต่บางครั้งกฎหมายนิรโทษกรรมได้นำมาใช้เพื่อนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติ โดยการนิรโทษกรรมให้กับนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่ออกมาต่อต้านการบริหาร ประเทศจากการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร และล่าสุดได้มีข้อเสนอให้นำกฎหมายนิรโทษกรรม มาใช้ในรูปแบบและแนวทางเพื่อนำประเทศไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ อันเนื่องมาจาก ความแตกต่างทางความคิดและความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน โดยมีมูลเหตุหรือปัจจัย การกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับความคิดเห็นทางการเมือง อย่างไรก็ดีค่ะปัญหาอยู่ที่ว่า เหตุการณ์หรือการกระทำใดบ้างที่สมควรจะได้รับการนิรโทษกรรม อันจะนำสังคมไปสู่ ความปรองดองสมานฉันท์ดังกล่าวที่มิได้ก่อให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานขึ้นใหม่ และจะ นำพาประเทศไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยอีก ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในอดีตและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่จะเสนอและตราขึ้นใช้บังคับเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน และมีความชัดเจนในองค์ประกอบของกฎหมาย ทั้งในแง่ของเหตุการณ์และช่วงเวลาเกิดเหตุ กลุ่มบุคคลและประเภทคดีที่จะได้รับ นิรโทษกรรม ซึ่งจะทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบคอบรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนับว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ในอันที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองและเป็นไปเพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยและสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม กรณีถือเป็นเรื่องจำเป็น เร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ แต่เพื่อมิให้การตรากฎหมายดังกล่าวกลายเป็นการสร้างความ ขัดแย้งขึ้นใหม่ จึงสมควรให้มีการพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และแนวทางที่จะเป็นสาระสำคัญ ของการนิรโทษกรรมให้ได้ยุติเสียก่อนที่จะมีการเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร แม้ในอดีตจะเคยมีการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์มาแล้ว โดย คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. โดยมีข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมด้วยก็ตาม แต่บริบททางการเมืองและมูลเหตุ แห่งความขัดแย้งมีความแตกต่างกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่านประธานคะ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ ในทุกสังคมค่ะ เพราะแต่ละคนก็มีภาพฝันของหน้าตาสังคมที่ดีไม่เหมือนกัน ความแตกต่าง เหล่านี้ค่ะที่มันนำไปสู่ความเห็นที่แตกต่างในทางการเมือง และที่ใดที่มีความแตกต่าง ที่นั่น ย่อมมีความขัดแย้งตามมา ซึ่งเมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม การมีความขัดแย้งจึงถือเป็น เรื่องปกติ เราไม่มีวันที่จะขจัดมันให้หายไปได้ ดังนั้นการทำให้ความขัดแย้งหายไป หรือการ กดความขัดแย้งนั้นไว้ไม่ให้ปรากฏจึงไม่ใช่โจทย์ของสังคมที่มีอารยะ แต่โจทย์ที่ถูกต้องของ สังคมที่มีอารยะคือการทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้กับความขัดแย้ง ทำให้คนสามารถที่จะขัดแย้ง กันได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน ไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน ไม่ต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของกันและกัน และไม่ถูกคุกคามให้เกิดความกลัวจากการมีความคิดที่แตกต่าง ท่านประธานคะ โจทย์ของ สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งคือการออกแบบสภาพแวดล้อมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย สถาบัน หรือกระบวนการทางการเมือง เพื่อให้พลเมืองสามารถที่จะเห็นต่าง ทะเลาะหรือขัดแย้งกันได้ และเพื่อให้พลเมืองสามารถที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์อำนาจ รัฐได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกเล่นงานจากผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะโดยการใช้ กฎหมายปิดปาก หรือการจับไปขังในเรือนจำให้สิ้นเสรีภาพอย่างไม่เป็นธรรม ที่ผ่านมา สังคมไทยผ่านช่วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งขั้วอย่างรุนแรงและซึมลึก อยู่ในสังคมไทยมากว่า ๒๐ ปี ตั้งแต่สงครามสีเสื้อ การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. การรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มาจนถึงการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่เมื่อปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาของความขัดแย้งหลายระลอกที่ดิฉันกล่าวมาค่ะ มีประชาชนจำนวนมากได้ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อแสดงความคิดเห็น แล้วก็มีประชาชน อีกจำนวนมากเช่นกันที่ออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนน โดยมีเหตุผลและแรงจูงใจทาง การเมือง แต่ท่านประธานที่เคารพคะ เขาเหล่านั้นกลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกคุกคาม เพื่อปิดปากและจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยกฎหมายของรัฐ ซึ่งนักวิชาการสภาวะแบบนี้ว่า นิติสงคราม ภายใต้นิติสงครามที่รัฐไทยดำเนินกับประชาชนต่อเนื่องมายาวนานกว่า ๒๐ ปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากถูกรัฐทำให้กลายเป็นผู้ต้องหาทางการเมือง นักโทษ ทางการเมือง และผู้ลี้ภัยทางการเมือง คำถามของดิฉันคือสังคมจะเดินหน้าไปอย่างมั่นคง และมีเอกภาพได้อย่างไร หากเราหันกลับไปมองข้างหลังแล้วเรายังเห็นคนไทยร่วมชาติ ถูกพันธนาการโดยโซ่ตรวนทางกฎหมายและถูกขังอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก คำถามของ ดิฉันคือเราจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร เมื่อเราหันกลับไปมองเราเห็นเยาวชนจำนวนมาก คนที่เป็นอนาคตของชาติต้องเดินขึ้นศาลต่อสู้คดีอีกหลายปี ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ อีกหลายปี ต้องลี้ภัยไปต่างบ้านต่างเมืองอีกหลายปี แทนที่พวกเขาจะได้เติบโตและใช้ ศักยภาพที่มีมาร่วมกันพัฒนาประเทศของเรา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อรัฐบาลชุดนี้ เข้ามาบริหารประเทศ หนึ่งในวาระหลักที่ได้ประกาศไว้กับพี่น้องประชาชน ก็คือจะคลี่คลาย ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งใน ความเห็นของดิฉันหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะสามารถปลดโซ่ตรวนดังกล่าวได้ นั่นก็คือการออก พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพื่อที่จะลบล้างความผิดให้กับประชาชนทุกฝ่ายที่ออกมาแสดง ความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวด้วยแรงจูงใจทางการเมือง แต่กลับถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมาย ต่าง ๆ ในความเห็นของดิฉันการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจะเป็นจุดเริ่มต้นในการ พาสังคมไทยเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง บรรทัดฐานใหม่ว่าเราทุกคนสามารถทะเลาะ สามารถเห็นต่าง และสามารถขัดแย้งกันได้ ภายในกรอบกติกา โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคามหรือปิดปากด้วยกฎหมายต่อไป ท่านประธานที่เคารพคะ ที่ดิฉันกล่าวมาคือเหตุผลที่ดิฉันในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ขอยื่นเสนอญัตติด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะพิจารณาศึกษาแนวทาง การตรากฎหมายนิรโทษกรรม แน่นอนค่ะดิฉันทราบดีว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองบางพรรค ได้ยื่นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับของตนเองเข้าสภา และในขณะเดียวกันในฝั่ง ของภาคประชาชนก็ได้มี Campaign รวบรวมรายชื่อของประชาชน เพื่อมาสนับสนุนร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับประชาชน อันทำให้การเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ของดิฉัน อาจถูกตั้งคำถามได้ใน ๒-๓ ประเด็นค่ะ
ประเด็นแรก ฝั่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมอาจจะโจมตีว่า นี่คือ ความพยายามที่จะนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง บรรทัดฐานที่ผิดให้กับสังคมไทยหรือไม่ โดยกังวลว่าในอนาคตหากใครทำอะไรผิดก็ไม่ต้อง หวาดกลัวกฎหมายอีกต่อไป จะแสดงออกอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกรอบกฎหมาย บ้านเมือง เพราะในที่สุดแล้วในอนาคตก็จะมีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมาลบล้าง ความผิดอยู่ดี
ประเด็นที่ ๒ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะถือเป็นการยื้อเวลา โดยเสียงข้างมากของฝั่งรัฐบาลหรือไม่
ประเด็นที่ ๓ คือฝั่งของญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อที่ถูกใช้ความรุนแรง โดยรัฐ อาจมีความกังวลว่าจะมีการยัดไส้นิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สลายการ ชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตหรือไม่ ดิฉันขอตอบข้อสงสัยดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรก การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไม่ใช่การสร้างบรรทัดฐาน ที่ผิด ไม่ได้ทำให้คนไม่หวาดกลัวการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นการทำลายขื่อแปบ้านเมือง แต่มันเป็นการปลดโซ่ตรวนที่ทำให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ และเป็นการสร้าง บรรทัดฐานใหม่ให้กับรัฐและสังคมว่าความเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรมที่ต้อง ถูกลงโทษอีกต่อไป ดิฉันขอยกตัวอย่างกรณี ๖๖/๒๓ ที่มีคนไทยจำนวนมากเข้าป่าจับอาวุธ ทำสงครามกับรัฐไทย ยาวนานหลายปี โดยมีสาเหตุมาจากความเห็นต่างในอุดมการณ์ทางการเมืองและเป็น การตอบโต้ต่อความรุนแรงโดยรัฐ จนมีการบาดเจ็บและสูญเสียจำนวนมาก คนไทยจำนวนมาก ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของรัฐ มีความผิดร้ายแรงจนถึงขั้นประหารชีวิตค่ะ แต่สุดท้ายก็มี การออกกฎหมายที่เราเรียกกันว่า ๖๖/๒๓ ในสมัยรัฐบาลของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ให้กลับคืนสู่สังคม เปลี่ยนให้กลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แล้วหลังจากวันนั้นสังคมไทย ก็สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ คนจำนวนมากที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร เป็นศัตรู ของรัฐก็ได้กลับคืนสู่สังคม กลายเป็นคนที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติในหลาย ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคม
ประเด็นที่ ๒ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ไม่ใช่การถ่วงเวลาหรือการยื้อเวลาแต่อย่างใด แต่เป็น การใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้รอบคอบและระมัดระวังที่สุด โดยตั้งต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ใช่คนไทยทุกคนที่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง เห็นว่า ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมให้กับคดีทางการเมือง และแม้กระทั่งในหมู่คนที่เห็นด้วยกับ การนิรโทษกรรมก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในบางประเด็นว่าคดีใดบ้างควรจะได้รับ การนิรโทษกรรม ด้วยการตระหนักว่าเรายังมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นสำคัญเหล่านี้ ดิฉันจึงเห็นว่าแม้เราจะยังยืนยันถึงความจำเป็นในการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็ตาม เพื่อเป็นการปลดโซ่ตรวนความขัดแย้งของสังคมไทย แต่เราจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ด้วย ความระมัดระวัง และที่สำคัญเราต้องการสร้างกระบวนการเพื่อที่จะรับฟังความแตกต่าง หลากหลายจากคนกลุ่มต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดและครอบคลุมทุกมิติมากที่สุด เพื่อที่จะได้ นำไปสู่การหาฉันทามติร่วมกันที่ฝ่ายที่เห็นต่างจะยังพอรับได้เพื่อให้กระบวนการการออก กฎหมายนิรโทษกรรมสามารถที่จะเดินหน้าได้ภายในช่วงระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้ โดยไม่สะดุดหยุดล้ม หรือเพื่อไม่ให้เป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่ อันจะพาสังคมไทย ให้เดินถอยหลังลงไปอีก ดิฉันจึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา เพื่อเชิญชวนกลุ่มต่าง ๆ ให้มาร่วมกันหาทางออกอย่างรอบคอบ ครอบคลุมและระมัดระวัง มากที่สุด
และประเด็นที่ ๓ สำหรับประชาชนที่กังวลว่าจะมีการยัดไส้นิรโทษกรรม ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่กระทำผิดต่อชีวิต ดิฉันในฐานะผู้แทนของประชาชนและเป็นหนึ่ง ในผู้สูญเสียที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ดิฉันขอยืนยัน ในหลักการว่าจะไม่ให้มีการนิรโทษกรรมต่อความผิดที่เกิดแก่ชีวิตโดยเด็ดขาด ด้วยเหตุผล ที่กล่าวไปข้างต้น ดิฉันจึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญให้มีการศึกษาแนวทาง การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมค่ะ ขอบคุณค่ะ