ศศินันท์ สนับสนุน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ย้ำความหวังดีต่างมุมมอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ยืนยันหลักการนิรโทษกรรมเพื่อคืนความยุติธรรมแก่ผู้ต้องหาคดีการเมือง โดยเน้นว่าไม่ใช่การยกเว้นโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการปลดโซ่อดีตเพื่อให้สังคมก้าวไปข้างหน้าในระบอบประชาธิปไตย

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉันศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายแจม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะก่อนดิฉันจะเข้าสู่การอภิปรายสนับสนุนการจัดตั้ง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในวันนี้ขออนุญาตเท้าความสั้น ๆ ทนายแจมหลายคนรู้จักดิฉันในฐานะของ ทนายความสิทธิมนุษยชน ในระหว่างหลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ ดิฉันเป็นทนายความคนแรก ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งหลังการรัฐประหารเพียงแค่ ๒ วันค่ะ และหลาย ๆ ท่านในสภาแห่งนี้อาจไม่เคยทราบว่าก่อนหน้านั้นดิฉันเองก็เป็นนักเคลื่อนไหว เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาก่อน เคยเข้าร่วมการชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดงหลายครั้ง หลังการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ตอนนั้นดิฉันอายุเพียงแค่ ๑๗ ปีเท่านั้นค่ะ ๑๗ ปีผ่านมา ปัจจุบันคำนำหน้าของดิฉันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ จากแจมมาเป็นทนายแจม จากทนายแจม ปัจจุบันเป็น สส. ทนายแจม หรือ สส. แจม ดิฉันเชื่อเสมอว่าทุกความเห็นต่างจะมีความหวังดี ต่อประเทศเสมอไม่ว่าทางใดทางหนึ่งก็ตาม แม้จะมองคนละมุมเห็นคนละอย่าง แต่ปฏิเสธ ไม่ได้เลยค่ะว่าทุกคนต่างหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานคะ การทำหน้าที่ทนายความให้กับผู้ชุมนุมมาตลอดกว่าสิบปีนี้ได้ทำคดีการเมืองหลายสิบคดี ทำให้ดิฉันเห็นพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดขึ้น ชัดขึ้น ชัดขึ้น ดิฉันสัมผัส มาแล้วทั้งสิ้นค่ะท่านประธาน ทั้งความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับนักโทษคดีการเมือง อภินิหาร ทางกฎหมายต่าง ๆ การละเมิดสิทธิประชาชนโดยรัฐ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างรัฐผู้มีอำนาจ และประชาชนทั่วไป ในปี ๒๕๕๗ ดิฉันวิ่งไปมาหลายที่ ไปศาล ไปสถานีตำรวจ ไปเรือนจำ ไปศาลทหาร ดิฉันเจอท่านจาตุรนต์ครั้งแรกที่นั่นนะคะขออภัยที่เอ่ยนาม ดิฉันไปเยี่ยม ลูกความของดิฉันหลายครั้งค่ะ ไปเรือนจำมาก็หลายรุ่น จากรุ่นปี ๒๕๕๗ คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา จนปีประมาณ ๒๕๖๓ สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปจากทนายแจม เริ่มมาเป็น พี่ทนายแจม เริ่มมาเป็นทนายแม่ก็มีค่ะ ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ช้าหรือเร็ว ความเปลี่ยนแปลงมาถึงแน่นอน นักโทษคดีการเมืองแต่ละคนดิฉันสบตามาแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คู่ ดิฉันนั่งกับพวกเขาข้าง ๆ ในบทบาทของทนายความมาไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ครั้ง ดิฉัน เป็นทนายความร่วมกับทนายอานนท์ นำภา มาหลายคดี พวกเขาเหล่านี้คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง เพียงแค่หวังว่า ประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ ยุคทมิฬแห่งการรัฐประหารผ่านไปแล้วค่ะ แต่ยังมีผู้ต้องหาคดี ทางการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในเรือนจำและบางคนกำลังรอการตัดสินนับถอยหลัง ที่จะเข้าเรือนจำไปทีละคน ทีละคน หากถูกตัดสินว่าผิดบางคนหลายคดีรวมกันแล้วต้องถูก จำคุกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี ท่านประธานคะต่อหน้าสภาอันทรงเกียรตินี้ดิฉันในฐานะของ ทนายความของพวกเขาไม่สามารถทอดทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังได้แม้แต่คนเดียว ลูกความ คนหนึ่งของดิฉันเคยบอกกับดิฉันว่าถ้าวันนี้ไม่กล้าฝันเราจะคิดถึงอนาคตวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร ปี ๒๕๖๔ ดิฉันเคยไปเยี่ยมลูกความคนหนึ่งค่ะ ตอนนั้นเขาเป็นเด็กและเยาวชนเช่นกัน น้องผู้หญิงคนนี้บอกกับดิฉันว่า พี่คะหนูไม่เคยคิดเลยว่าผู้ใหญ่ในประเทศนี้จะใจร้ายกับพวกเขา ได้ขนาดนี้ เพียงเพราะพวกเขามีความเชื่อความฝันว่าประเทศเปลี่ยนแปลงได้ ใช่ค่ะ เพียงเพราะเขาเชื่อและฝันว่าประเทศเปลี่ยนแปลงได้ จึงถูกสิ่งที่เรียกว่าอำนาจในประเทศนี้ เฆี่ยนตี ถูกอดีตที่กลัวการมายืนของอนาคตล่ามโซ่เอาไว้ หวังว่าจะต่อเวลาชีวิตของพวกเขา อีกสักนิดไม่ให้เวลาเดินไปถึงวันพรุ่งนี้ แต่ท่านประธานคะ วันพรุ่งนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ หากยัง มีชีวิต หากยังมีคนที่เชื่อในแบบเดียวกันค่ะ การอภิปรายในวันนี้ดิฉันต้องการจะยืนยัน ในหลักการอย่างหนักแน่นว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือคนที่ทำผิด ไม่ใช่ การทำผิดให้เป็นถูก แต่เป็นการคืนความยุติธรรม คืนความปกติให้กับสังคม ให้กับประเทศ ของเรา ให้แก่ผู้ที่แสดงความเห็นทางการเมืองไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม ให้พวกเขาได้กลับมา ใช้ชีวิตในฐานะประชาชนคนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนในที่นี้ในฐานะนักการเมืองพึงกระทำ พึงปฏิบัติ โดยไม่ควรต้องคำนึงถึงข้อหาใด ๆ เพราะหากเราไม่ปิดตาข้างหนึ่ง เราก็จะรู้ว่า การยัดเยียดข้อหากล่าวหาต่าง ๆ เป็นการสร้างภาระในคดีเพื่อให้เขาหยุดเคลื่อนไหว ปิดปาก ประชาชน มูลเหตุจูงใจทางการเมืองจึงเป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาเพื่อนำคดีเข้าสู่ คณะกรรมการตาม พ.ร.บ. ในฉบับของพรรคก้าวไกล ท่านประธานคะดิฉันอยากฝากไปยัง เพื่อนสมาชิกทุกคนในสภาแห่งนี้ ซึ่งหลาย ๆ คนในนี้เคยเป็นแรงบันดาลใจของดิฉันมาก่อน บางคนตอนนี้ก็อายุเท่าคุณปู่คุณย่า อายุเท่าคุณตาคุณยาย คุณลุงคุณป้า คุณน้าคุณอา ดิฉัน ให้ความเคารพทุกท่านจากใจ และด้วยเหตุนี้จึงอยากชวนทุกท่านค่ะ อยากชวนทุกท่านให้มอง กลับไปยังประชาชนโดยไม่ต้องแปะป้ายว่าพวกเขาใส่เสื้อสีอะไร เลือกพรรคอะไร มีความคิด การเมืองแบบไหน ต่อสู้เรื่องอะไร แต่เขาเหล่านั้นคือประชาชนที่มีความเชื่อ ความกล้าที่จะพูด และมีความเชื่อว่าประเทศเราเปลี่ยนแปลงได้ นำเสนอแนวคิดทางการเมืองด้วยความกล้าหาญ แลกมาด้วยอิสรภาพและชีวิตของพวกเขา เพราะนี่คือเหตุผลที่ทำให้พวกเรามีที่ยืนในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ทำให้สภาเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ดิฉันในนามของ พรรคก้าวไกลจึงขอร่วมสนับสนุนญัตตินี้ เพราะหลังจากการอภิปรายครั้งนี้ดิฉันยังอยาก กลับไปสบตาประชาชนได้อย่างไม่ละอายแก่ใจ สภาอันทรงเกียรตินี้ไม่ได้วัดว่าเราใส่รองเท้า อะไร แต่งตัวแบบไหน แต่ดูว่าเราได้ใช้สภาแห่งนี้พูดแทนประชาชน ทำเพื่อประชาชน และ ให้เกียรติประชาชนอย่างไร การขยับเรื่องนิรโทษกรรมของสภาในครั้งนี้จะเป็นการชำระ ประวัติศาสตร์ทางการเมือง ทำลายปีศาจในโลกยุคเก่าและเดินหน้าเข้าสู่อนาคตด้วยกัน และการอภิปรายครั้งนี้ของทุกท่านจะเป็นเหมือน Digital Footprint ที่อนาคตขอให้พวก ท่านทุกคนกลับมาดูได้อย่างไม่ละอายตัวเอง ขอบคุณครับท่านประธาน