มนพร แจงความจำเป็นแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ย้ำเอกชนลงทุน-เยียวยาชุมชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

มนพร เจริญศรี ชี้แจงความคืบหน้าและแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมทะเลทั้งสองฝั่งผ่านประเทศไทย พร้อมเน้นยุทธศาสตร์ทำเลที่ตั้งอันได้เปรียบ โอกาสการลงทุนจากภาคเอกชนกว่า 1 ล้านล้านบาท และความจำเป็นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี โดยย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความเห็นประชาชน ดูแลผลกระทบที่เกิดกับชุมชน โดยเฉพาะเกษตรกรและชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน พร้อมเสนอแนวทางเยียวยาผ่านกองทุนจากภาคเอกชนโดยไม่ใช้งบประมาณรัฐ

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจาก ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในการมาตอบกระทู้ถามของ ท่านสมาชิก ท่านศาสตรา ศรีปาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดสงขลา พรรค รวมไทยสร้างชาติ แล้วก็ดิฉันถือโอกาสนี้กล่าวชื่นชมท่านสมาชิกนะคะ เพราะท่านศาสตรา ท่านเป็นสมาชิกที่ขยัน ทั้งขยันลงพื้นที่ ขยันที่จะตั้งกระทู้ถามหลายเรื่องในสภา ทั้งขยัน ในการที่จะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการหารือในช่วงเช้า และใน โอกาสนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ดิฉันได้สื่อสารถึงพี่น้องประชาชนคนไทยถึงความคืบหน้าของ โครงการแลนด์บริดจ์ค่ะ คำถามของท่านสมาชิกได้ถามว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบาย เกี่ยวกับงบประมาณในการก่อสร้างแลนด์บริดจ์อย่างไรบ้าง ขอทราบรายละเอียดนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอขึ้นสไลด์ที่ ๑ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธาน จะเห็นว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่ประเทศไทยหรือว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้เล็งเห็นถึงความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่ ในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาที่เป็นศูนย์กลางของการขนส่งภูมิภาค ที่เชื่อมโยงระหว่าง ๒ ประเทศ ๒ มหาสมุทร ไม่ว่าจะในฝั่งของประเทศมหาสมุทรอินเดีย ที่จังหวัดระนอง แล้วก็มหาสมุทรทะเลจีนใต้ในฝั่งของจังหวัดชุมพร หลักการของโครงการ พัฒนาแลนด์บริดจ์แห่งนี้นะคะท่านประธาน ประเทศไทยหรือว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา เรามองเห็นโอกาสและรูปแบบในการลงทุน เราให้เอกชนในการลงทุน ซึ่งไม่ใช่เป็น โครงการก่อสร้างพื้นฐานแบบเดิม ๆ ที่รัฐเป็นผู้ออกในเรื่องของการศึกษารายละเอียด รัฐเป็นผู้จ้างเหมา ผู้รับเหมาก่อสร้างมาทำ หรือว่าจ้างเอกชนมารับเหมาโครงการนี้นะคะ เหมือนที่ทำกันในปัจจุบันหรือว่าโดยทั่ว ๆ ไปที่ทุกกระทรวงทำอยู่ในปัจจุบันนี้ เนื่องจาก โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ แล้วก็วงเงินที่จะลงทุนการก่อสร้างถึง ๑ ล้านล้านบาท เราจึงต้องทำรูปแบบปัจจุบันโดยที่เราคำนึงถึงว่าการทำโครงการเหล่านี้จะมีผู้มาใช้บริการ หรือไม่ และโครงการนี้เมื่อไม่มีผู้มาลงทุนเราก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการโครงการต่อไปได้ แต่การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้ ที่ดิฉันกราบเรียนตั้งแต่แรกว่าเราเอาที่ตั้ง ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นยุทธศาสตร์มาทำการพัฒนา โดยให้เอกชนเห็นถึงคำว่า โอกาส แล้วก็โดยได้เชิญชวนเอกชนที่มีศักยภาพทางด้านการแข่งขัน มีความพร้อมในเรื่อง ของเงินทุน มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำเนินการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การขนส่งและประตูการค้าของประเทศในภูมิศาสตร์ของทะเลจีนใต้อย่างแท้จริง เรื่องเหล่านี้ เราได้มีการพูดคุยกันเป็นระยะเวลานานมาก ถ้าดิฉันจะคาดเดาได้ประมาณ ๓๐-๔๐ ปี แต่ก็ ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเรามีปัจจัยที่กระตุ้นหรือว่าปัจจัยที่เร่งเร้าให้เกิดขึ้น โดยดิฉัน ได้นำเสนอปัจจัยที่เร่งเร้าทั้ง ๓ ด้าน นี่คือความคืบหน้าท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิก แล้วก็ดิฉันจะนำเสนอข้อมูลที่ Update แล้วก็ข้อมูลใหม่ ๆ ให้ ซึ่งปัจจัยเร่งเร้าประกอบไปด้วย ๓ ด้าน นั่นก็คือ

ปัจจัยที่ ๑ เป็นเรื่องของความคับคั่งของเรือที่เดินในช่องแคบมะละกาตามที่ สถาบันต่างชาติหลายประเทศได้คาดการณ์ไว้ว่าจำนวนเรือที่อยู่ในช่องแคบมะละกาดังที่ ดิฉันขึ้นภาพสไลด์นะคะว่า ปัจจุบันช่องแคบมะละการับเส้นทางการเดินเรือได้ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ลำ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะทำให้เส้นทางดังกล่าวมีการเดินเรือที่หนาแน่น จึงจำเป็น ที่จะต้องให้บริษัทเหล่านั้นหาเส้นทางในการขนส่งทางเดินเรือแบบใหม่ เพื่อรองรับปริมาณ การบริโภคและปริมาณสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น นั่นคือปัจจัยที่ ๑ ค่ะ

พอมาดูปัจจัยที่ ๒ ในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทางบริษัท เหล่านั้นจึงต้องมองหาเส้นทางเดินเรือสำรองในการขนส่งสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง เช่น ปัญหากระทบกระทั่งของกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่ได้เกิดผลกระทบต่อกรณีการขนส่งสินค้า ทางทะเล ดังเช่นกลุ่มของประเทศทะเลแดงที่มีปัญหาการโจมตีในเรื่องของการปล้นเรือสินค้า ในปัจจุบัน

หันกลับมาดูปัจจัยที่ ๓ ในเรื่องความสำเร็จในการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ ที่เรา ได้นำระบบของท่าเรืออัจฉริยะนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารการขนส่ง สินค้า นั่นก็คือเมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วจะทำให้ลดระยะเวลาและการลดค่าใช้จ่ายของ ผู้ประกอบการในการขนถ่ายสินค้าลงในระบบต่อไปได้ค่ะ

ท่านประธานคะ นี่คือปัจจัย ๓ ปัจจัยที่เร่งเร้าให้จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา และเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ค่ะ อีกหนึ่งภาพที่ดิฉันได้โชว์ภาพให้ท่านสมาชิกได้เห็น นั่นคือรัฐบาลภายใต้ท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม จึงได้เดินสายที่จะทำการ Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์และรับฟัง ความเห็นของนักลงทุนทั่วโลก เพื่อมองเห็นศักยภาพของโครงการ ดิฉันขอเน้นย้ำอีกครั้งนะคะ ว่าโครงการนี้รัฐให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวเราจึงต้องการ เงินลงทุนที่ประเมินไว้เบื้องต้นในระยะที่ ๑ ถึงระยะที่ ๔ รวมทั้งสิ้น ๑ ล้านล้านบาท โดยใน ระยะที่ ๑ เป็นระยะแรกของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะประกอบไปด้วยท่าเรือทั้งสองฝั่ง ที่จะรองรับตู้สินค้าในฝั่งของจังหวัดระนอง ๖ ล้านตู้ และฝั่งของจังหวัดชุมพรอีก ๔ ล้านตู้ นอกจากนั้นก็จะมี Motorway และรถไฟฟ้าสำหรับการเชื่อมโยงของ ๒ ฝั่งทะเลในวงเงิน ของการลงทุนในระยะที่ ๑ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้รายละเอียดของการคืบหน้า ของการลงทุนซึ่งจะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนของภาคเอกชน โดยรัฐจะเป็นผู้กำกับเชิง นโยบาย ย้ำอีกครั้งนะคะ จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนใน ๑ ล้านล้านบาท รัฐบาลจะเป็น เพียงผู้กำหนดในเชิงนโยบายของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยรัฐบาลจะคำนึงถึงประโยชน์ของ ประเทศแล้วก็ของพี่น้องประชาชนค่ะ นอกจากนั้นอย่างไรก็ตามจากปัญหาของการดำเนินการ โครงการแลนด์บริดจ์ขณะนี้ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบของ ประมงพื้นบ้าน ผลกระทบของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ได้สูญเสียในเรื่องของการเวนคืนที่ดิน หรือว่า ขาดรายได้จากอาชีพที่พี่น้องประชาชนทำอยู่นะคะ รัฐบาลเองก็มีแนวทาง จากที่กรรมาธิการ วิสามัญได้ลงไปพื้นที่ จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดระนอง ท่านนายกรัฐมนตรีไปฟังข้อมูลจากผู้ที่เห็นด้วยแล้วก็จากผู้ที่เห็นต่างนะคะ โดยรัฐบาลได้วาง แนวทางแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไว้ดังนี้ค่ะ

ประเด็นที่ ๑ อาชีพประมงพื้นบ้านที่สูญเสียรายได้ รัฐบาลเองก็จะเยียวยา โดยจะทำการส่งเสริมอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประมง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาอุตสาหกรรม การแปรรูปสินค้าทางการเกษตรและสัตว์ทะเล รวมถึงการชดเชย รายได้ที่ขาดหายไป โดยจะมีการจัดตั้งกองทุนเยียวยาขึ้นมา รวมทั้งให้ภาคเอกชนในการ ลงทุนแลนด์บริดจ์เข้ามาลงทุนโดยไม่ใช้งบประมาณของภาครัฐ ย้ำอีกครั้งไม่ใช้งบประมาณ ของภาครัฐค่ะ

ประเด็นที่ ๒ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืน รัฐบาลหรือว่าเราจะ ใช้เงินกองทุนของภาคเอกชนเหล่านี้ ก็จะชดเชยเยียวยาทั้งที่ดินที่มีเอกสารสิทธิและที่ดินที่ ไม่มีเอกสารสิทธิในราคาที่เหมาะสมโดยไม่กระทบถึงภาวะของการครองชีพ ภาวะของความ มั่นคงของครอบครัวนั้น ๆ

ประเด็นที่ ๓ ประชาชนในพื้นที่ที่ยังไม่มีสัญชาติ ซึ่งในการประชุม ครม. สัญจรที่ผ่านมา ขออนุญาตเอ่ยชื่อ มะ หรือว่าประชาชนพลัดถิ่นเหล่านั้น สิ่งที่เขาต้องการ ก็คือเขาต้องการสัญชาติไทยหรือบัตรประชาชนคนไทย ในการประชุม ครม.ท่านนายกก็ได้ไป มอบบัตรประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งให้พี่น้องประชาชนคนไทยพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง ในขณะนี้ท่านนายกได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดกระบวนการเหล่านี้ ตั้งแต่การ รวบรวมข้อมูล การพิสูจน์สัญชาติ และการมอบสิทธิหรือให้สัญชาติไทย ซึ่งขณะนี้กระทรวง มหาดไทยได้ลงไปสำรวจโดยได้รับความร่วมมือจากทางพื้นที่ได้อย่างดีนะคะ แล้วก็ขอ อนุญาตว่าสิ่งไหนที่จะมีความคืบหน้าอย่างไรดิฉันจะขอ Update ข้อมูลให้กับท่านสมาชิก ขอบคุณทุกคำถาม คำถามแรกของท่านสมาชิก ท่านศาสตรา ศรีปาน ค่ะ ขอบคุณค่ะ